
บริษัทPandora ผู้ผลิตอัญมณีเครื่องประดับรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศแผนปรับกลยุทธ์ลดพึ่งพาโลหะเงิน เพื่อลดความเสี่ยงท่ามกลางราคาโลหะเงินที่มีความผันผวน ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงมากกว่าเท่าตัวตลอดในช่วงปีที่ผ่านมา
นาย Berta de Pablos-Barbier ซีอีโอคนใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ CNBC ว่า บริษัทจำเป็นต้องแยกผลการดำเนินงานออกจากความผันผวนของราคาเงิน โดยการเพิ่มสัดส่วนโลหะประเภทอื่นที่จะช่วยลดการพึ่งพาโลหะชนิดเดียว ปัจจุบันธุรกิจของ Pandora ประมาณร้อยละ 60 ยังอิงกับโลหะเงิน พร้อมย้ำว่าการใช้วัสดุเคลือบแพลทินัมและการขยายกลุ่มสินค้าจะช่วยรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับกว่าร้อยละ 20
บริษัทเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส พร้อมคาดการณ์ว่า ในปี 2569 อัตราการเติบโตแบบ Organic (การขยายตัวของธุรกิจที่มาจากศักยภาพภายในองค์กรเอง) จะทรงตัวเป็นส่วนใหญ่และเตรียมเปิดตัวเครื่องประดับเคลือบแพลทินัม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาโลหะเงิน ซึ่งปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 150 จากราคาซื้อขายที่เคยอยู่ในระดับประมาณ 30 เหรียญสหรัฐเมื่อปีก่อน แม้ล่าสุดจะอ่อนตัวลงกว่าร้อยละ 12
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้ออกมาเตือนว่า ความผันผวนของราคาโลหะเงินเป็นปัญหาที่เรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ ในขณะที่ภาคการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีความระมัดระวังมากขึ้น จึงมีผลกดดันต่อยอดขาย ซึ่งนักลงทุนยังมีความลังเลต่อหุ้นของบริษัท Pandora และแม้ราคาเงินจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่หุ้นก็อาจยังซื้อขายต่ำกว่าระดับเมื่อปีก่อน ทั้งนี้ ราคาหุ้นบริษัทปรับลดลงราวร้อยละ 60 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
สำหรับปีนี้บริษัทคาดว่าอัตราการเติบโตแบบ Organicจะอยู่ระหว่างติดลบร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 2 และอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT margin) อยู่ที่ร้อยละ 21-22 ในไตรมาส 4 การเติบโตแบบ Organic อยู่ที่ร้อยละ 4 แต่ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นราวหนึ่งในสามของรายได้ ยังอ่อนแอ โดยซีอีโอระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2503 แม้บริษัทไม่สามารถควบคุมปัจจัยในระดับมหภาคได้ แต่บริษัทมีแผนเร่งสร้างความน่าสนใจผ่านสินค้าใหม่เพื่อรักษาฐานลูกค้า
ยอดขายสาขาเดิม (like-for-like growth) ทรงตัวทั้งในไตรมาสล่าสุดและเดือนแรกของปี 2569 และนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปลายปี 2565 ที่ยอดขายสาขาเดิมในกลุ่มยุทธศาสตร์ “Fuel with More” ติดลบ ซึ่งมุ่งขยายจากสินค้าแบบดั้งเดิมไปสู่หมวดสินค้าใหม่ เช่น แหวน สร้อยคอ และเพชรสังเคราะห์ ตามการประเมินของนักวิเคราะห์จาก Citi ซึ่งชี้ว่า เงินเฟ้อของโลหะมีค่าที่รุนแรงทำให้ความชัดเจนด้านกำไรลดลง ประกอบกับเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ผันผวน ซึ่งรวมกันคิดเป็นร้อยละ 80% ของยอดขาย ตลอดจนสัญญาณความอิ่มตัวของแบรนด์และการชะลอตัวของการบริโภคเครื่องประดับ
ทั้งนี้ Pandora รายงานการเติบโตแบบ Organic ในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 6 ลดลงจากร้อยละ 13 ในปีก่อน และต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของบริษัทที่ร้อยละ 7-8 ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันรอบด้านที่บริษัทยังต้องเผชิญในระยะต่อไป
ข้อคิดเห็น
กรณี บริษัท Pandora เป็นสัญญาณเตือนว่า ความผันผวนของโลหะมีค่า ไม่ใช่ปัจจัยระยะสั้นอีกต่อไป อุตสาหกรรมเครื่องประดับอัญมณีกำลังเข้าสู่ยุคการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนจำเป็นต้องกระจายวัสดุ และ ลดการพึ่งพาเงิน 100% พัฒนาไลน์สินค้าที่ใช้โลหะผสม โลหะเคลือบ หรือวัสดุทางเลือก รวมถึงเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่น ดีไซน์พรีเมียม งานฝีมือเฉพาะทาง หรือ lab-grown diamond และมองหาโอกาสในตลาดตะวันออกกลาง อินเดีย อาเซียน และจีน ซึ่งยังมีดีมานด์สินค้าหรูและกึ่งหรู เพื่อลดความเสี่ยงจากสหรัฐและยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมเครื่องประดับโลก ที่ชะลอตัว และกำลังเผชิญกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระดับต่ำ รวมทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตชะลอลง แม้แบรนด์ระดับโลกก็ไม่สามารถพึ่งพาแรงซื้อเดิมได้
ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเครื่องประดับเงินสำคัญการพุ่งขึ้นของราคาเงินกว่าร้อยละ150 ในรอบปี ย่อมกระทบต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME
การที่แบรนด์ระดับโลกเริ่มใช้วัสดุเคลือบแพลทินัมหรือโลหะผสมมากขึ้น อาจเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไทยพัฒนาสินค้าในกลุ่ม silver-plated, mixed metal, lab-grown diamond หรือแฟชั่นจิวเวลรีที่ใช้โลหะมีค่าน้อยลง