fb
เวียดนามเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ดันภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก พร้อมลดขั้นตอนภาครัฐและเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน

เวียดนามเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ดันภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก พร้อมลดขั้นตอนภาครัฐและเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน

โดย
Tran
ลงเมื่อ 13 พฤษภาคม 2569 20:06
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
4

เนื้อข่าว 

ภายหลังจากที่กรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Politburo) ประกาศใช้มติหมายเลข 68-NQ/TW ว่าด้วยการพัฒนาภาคเศรษฐกิจเอกชน (Resolution No. 68-NQ/TW on Developing the Private Sector) มาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปี รัฐบาลเวียดนามได้เร่งผลักดันการปฏิรูประบบสถาบัน (Institutional Reform) ควบคู่กับการปรับลดและทำให้ขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐมีความกระชับคล่องตัว รวมทั้งการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น และเริ่มก่อให้เกิดพลวัตเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจเวียดนามในวงกว้าง 

image.png

ทั้งนี้ นาย Le Minh Hung นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ระบุว่า การปรับลดขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐและเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สามารถกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่ากระบวนการปฏิรูปจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

นาย Bui Van Thanh ผู้อำนวยการบริษัท New Sun Law Firm และรองประธานถาวรสมาคมการเงินนิคมอุตสาหกรรมเวียดนาม (Vietnam Industrial Park Finance Association: VIPFA) ประเมินว่า การที่ภาครัฐเวียดนามกำหนดให้ภาคเศรษฐกิจเอกชนเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจถือเป็นสัญญาณเชิงนโยบายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านแนวคิดของภาคธุรกิจ จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการอยู่รอด (Survival Mindset) ไปสู่แนวคิดที่มุ่งการเติบโตและความทะเยอทะยานทางธุรกิจ (Growth and Aspiration-Oriented Mindset) โดยผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด คือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และการปรับเปลี่ยนแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการลงทุนและการพัฒนาระยะยาวของผู้ประกอบการเอกชน ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของจำนวนวิสาหกิจที่จัดตั้งใหม่ รวมถึงกิจการที่กลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาและไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อการเข้าสู่ตลาดและการกลับเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะสามารถต่อยอดไปสู่ศักยภาพในการขยายกิจการ การเพิ่มการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี และการเกิดขึ้นของบรรษัทเอกชนขนาดใหญ่ได้หรือไม่นั้น ยังจำเป็นต้องติดตามประเมินผ่านข้อมูลระยะกลางในช่วงปี 2569–2573 ต่อไป

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเวียดนามเริ่มให้ความสำคัญต่อกระบวนการปฏิรูประบบสถาบันมากยิ่งขึ้น โดยติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมาย การปฏิรูปขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ นโยบายที่ดิน กฎระเบียบด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bond Regulations) การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ระบบภาษี การลงทุนภาครัฐ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจเริ่มมองระบบสถาบัน มิใช่ในฐานะอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ หากแต่เป็นทรัพยากรเชิงสนับสนุนที่สามารถเอื้อต่อการเติบโตและเพิ่ม
ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นและการเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โดยปัจจัยสำคัญยังคงอยู่ที่ความรวดเร็วและประสิทธิผลของการปฏิรูประบบสถาบัน โดยเฉพาะการลดขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐและภาระต้นทุนที่เกิดจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ

ด้านนาย Nguyen Bich Lam นักเศรษฐศาสตร์เวียดนาม เห็นว่า การปฏิรูประบบสถาบันจะไม่สามารถก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมได้ หากไม่มีการปฏิรูปกลไกการดำเนินงานและระบบบริหารราชการควบคู่กันไป โดยเสนอให้รัฐบาลเวียดนามกำหนดมาตรฐานขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ เสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงานของภาครัฐ เร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และลดโอกาสในการเกิดค่าใช้จ่ายนอกระบบ นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการเชื่อมโยงความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และข้าราชการเข้ากับผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน ผ่านการกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งการประยุกต์ใช้ดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก (Key Performance Indicators: KPIs) และตัวชี้วัดความพึงพอใจของภาคธุรกิจ (Business Satisfaction Metrics) โดยเตือนว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ การปฏิรูประบบสถาบันอาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงได้

ในทำนองเดียวกัน นาย Phan Duc Hieu สมาชิกสภาแห่งชาติเวียดนาม (National Assembly) และกรรมาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการเงินของสภาแห่งชาติ (Committee for Economic and Financial Affairs) ระบุว่า มติหมายเลข 68-NQ/TW ได้เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปเชิงลึกและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการจัดทำกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย การขจัดอุปสรรคทาง การดำเนินงานของภาครัฐ การลดระบบขอ–ให้ (Ask-Give Mechanism) ที่ฝังรากลึกในระบบราชการ ตลอดจนการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ แนวนโยบายดังกล่าวยังให้ความสำคัญต่อการใช้มาตรการทางแพ่งและเศรษฐกิจ (Civil and Economic Measures) ในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการกำหนดกลไกพิเศษเพื่อแก้ไขโครงการที่ล่าช้าเป็นเวลานาน และการรับรองภาระผูกพันด้านการชำระเงินของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันมิได้อยู่ที่การกำหนดนโยบาย หากแต่อยู่ที่การผลักดันให้เกิดการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความโปร่งใส เปิดกว้าง และเอื้อต่อการพัฒนาของภาคเศรษฐกิจเอกชนอย่างแท้จริง

ภายหลังการดำเนินงานครบหนึ่งปี มติหมายเลข 68-NQ/TW ไม่เพียงมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังเริ่มปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนกับระบบสถาบันของรัฐเวียดนามในเชิงโครงสร้างอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงมีช่องว่างสำคัญสำหรับการปฏิรูปเพิ่มเติม โดยเฉพาะในด้านการบังคับใช้กฎหมายและการสร้างความสอดคล้องในการดำเนินงานของหน่วยงานทุกระดับ ทั้งนี้ ภายใต้การเดินหน้าปฏิรูปขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ การพัฒนาระบบสถาบัน และการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลเวียดนาม ความคาดหวังต่อการเกิดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความเปิดกว้าง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กำลังได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระดับสูงของเวียดนามในอนาคต

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 8 พฤษภาคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ตลอดจนการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลเวียดนามเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) และการปฏิรูประบบสถาบัน (Institutional Reform) เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทดังกล่าว ภาคเศรษฐกิจเอกชนได้รับการยกระดับให้เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และถูกกำหนดให้เป็นกลไกหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยเฉพาะภายหลังการประกาศใช้มติหมายเลข 68-NQ/TW ว่าด้วยการพัฒนาภาคเศรษฐกิจเอกชน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งสำคัญ จากเดิมที่มองภาคเอกชนเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ไปสู่การกำหนดให้ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเอกชนเวียดนามเติบโตควบคู่ไปกับกระบวนการปฏิรูปประเทศตามแนวนโยบาย Đổi Mới และมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เวียดนามมีธุรกิจภาคเอกชนประมาณ 940,000 บริษัท คิดเป็นประมาณร้อยละ 98 ของจำนวนกิจการทั้งหมดทั่วประเทศ โดยภาคเอกชนมีส่วนสร้างรายได้ภาษีประมาณร้อยละ 30 ของรายได้งบประมาณแผ่นดิน สร้างมูลค่ามากกว่าร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และคิดเป็นกว่าร้อยละ 56 ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้งประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ โดยรองรับแรงงานมากกว่าร้อยละ 82 ของกำลังแรงงานทั้งหมด รวมถึงมีผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจครัวเรือนมากกว่า 5 ล้านราย สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจเวียดนาม ทั้งในด้านการผลิต การลงทุน การจ้างงาน และการสร้างรายได้ภายในประเทศ ทั้งนี้ การขยายตัวของภาคเอกชนยังมีบทบาทสำคัญต่อการกระจายรายได้ การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศในระยะยาว

แม้ว่าภาคเอกชนเวียดนามยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน คุณภาพแรงงาน การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และความไม่สอดคล้องของระบบกฎหมายและการบังคับใช้ในบางพื้นที่ แต่ภาคธุรกิจเวียดนามยังคงมีศักยภาพสูงในด้านความสามารถในการปรับตัว ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต เทคโนโลยีดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และบริการสมัยใหม่ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ การเปิดเสรีทางการค้า และความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ที่เวียดนามเข้าร่วมจำนวนมาก ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลกได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแข่งขันระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้นยังเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า เทคโนโลยีการผลิต ระบบบริหารจัดการ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้นในตลาดสำคัญของโลก

ขณะเดียวกัน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังสร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันต่อภาคธุรกิจเวียดนาม เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และขยายตลาดทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการปรับตัวเข้าสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และโรคระบาดระดับโลก ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การขนส่ง และเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว ซึ่งทำให้การเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจกลายเป็นประเด็นสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจเวียดนามในปัจจุบัน

ภายในประเทศ รัฐบาลเวียดนามยังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่รูปแบบที่เน้นมูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะปี 2564–2573 ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของ GDP ภายในปี 2573 ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลจะมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของ GDP เช่นเดียวกัน ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจึงเร่งผลักดันมาตรการปฏิรูปเชิงสถาบันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎหมายด้านการลงทุน การลดและทำให้ขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐมีความกระชับคล่องตัว การลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มาตรการดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งจากภายในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด โลจิสติกส์สมัยใหม่ และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จของเวียดนามในระยะต่อไปจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของภาครัฐในการสร้างระบบสถาบันที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใส ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอและเป็นธรรมในทุกระดับ การลดอุปสรรคเชิงระบบ การขจัดต้นทุนแฝงและค่าใช้จ่ายนอกระบบ รวมถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของภาคเอกชนเวียดนามได้อย่างเต็มรูปแบบ ในภาพรวม การเติบโตของภาคเอกชนเวียดนามในยุคดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงกลไกสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นรากฐานสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะยาว และหากเวียดนามสามารถเดินหน้าปฏิรูประบบสถาบันได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนใช้ศักยภาพด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนได้อย่างเต็มที่ ก็มีแนวโน้มที่จะช่วยผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การเร่งปฏิรูประบบสถาบันและยกระดับบทบาทภาคเศรษฐกิจเอกชนของเวียดนามจะส่งผลให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของเวียดนามมีความเปิดกว้าง โปร่งใส และเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้นในระยะต่อไป โดยเฉพาะการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งมีแนวโน้มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนการดำเนินงานที่มีแนวโน้มลดลง การเข้าถึงตลาดและระบบราชการที่สะดวกมากขึ้น รวมถึงโอกาสในการขยายการลงทุนในภาคการผลิต เทคโนโลยีดิจิทัล โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด อีคอมเมิร์ซ และบริการสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสาขาที่รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ขณะเดียวกัน การที่เวียดนามผลักดันภาคเอกชนให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ภาคธุรกิจเวียดนามมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานสินค้า ประสิทธิภาพการผลิต และความสามารถในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในตลาดเวียดนามและตลาดส่งออกสำคัญอื่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิต อิเล็กทรอนิกส์ เกษตรแปรรูป อาหาร ดิจิทัล และธุรกิจบริการ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการยกระดับมาตรฐานการผลิต การพัฒนานวัตกรรม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ รวมถึงควรให้ความสำคัญต่อการติดตามกฎหมายและกฎระเบียบใหม่ของเวียดนามอย่างใกล้ชิดเนื่องจากเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของการปฏิรูปเชิงกฎหมายและการกำกับดูแลทางเศรษฐกิจในหลายด้าน

                 การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของเวียดนามอาจเอื้อต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การที่เวียดนามยังคงเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิต การกระจายสินค้า และศูนย์กลางเชื่อมโยงตลาดอาเซียนและตลาดโลกได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโอกาสดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ กฎระเบียบใหม่ และมาตรฐานการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นของเวียดนามในระยะต่อไป

News 11 - 15 May 2026 - New growth potential unlocked for Vietnamese economy-Edit.pdf
Share :
Instagram