fb
การเจรจาการค้าข้อตกลงการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ล่ม

การเจรจาการค้าข้อตกลงการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ล่ม

โดย
Rukchana
ลงเมื่อ 25 สิงหาคม 2569 11:15
สคต. ณ นครโทรอนโต (แคนาดา) (TTC, Toronto (Canada))
2

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกาดิ่งสู่จุดวิกฤตครั้งใหม่ หลังการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ล้มเหลวก่อนเส้นตายในคืนวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้มาตรการภาษีศุลกากรอัตราร้อยละ 50 กับสินค้าหลากหลายชนิดของแคนาดา ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามไว้ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 มีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 หลังจากทรัมป์ประกาศเลื่อนการบังคับใช้ออกไป 3 วัน จากวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เนื่องจากทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณว่าใกล้บรรลุข้อตกลง

             โดยนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แถลงหลังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ระบุว่าฝ่ายสหรัฐฯ ยื่นข้อเรียกร้องใหม่ที่ไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นธรรม และส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของแคนาดา พร้อมวิจารณ์ว่าฝ่ายทรัมป์ใช้การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ รวมทั้งการเจรจาจะไม่จบสิ้นจะมีข้อเรียกร้องใหม่ๆ จากสหรัฐ ต่อไป ขณะที่ไม่อาจเชื่อถือได้ว่าสหรัฐฯ จะทำตามสิ่งที่ตกลงกันไว้ จึงสั่งระงับการเจรจาทั้งหมดและเรียกคณะเจรจากลับออตตาวา พร้อมประกาศว่าแคนาดาจะตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีแบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์ 

             สินค้าแคนาดากลุ่มใหม่ที่ต้องเผชิญภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 50 เช่น กลุ่มสินค้ายานยนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์นม รวมถึงสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ของแคนาดาอย่างไม้ฮอกกี้และรองเท้าสเก็ต ตลอดจนวัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ และเสื้อผ้าบางประเภท มูลค่ารวมของสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษีอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แม้ภาษีรอบใหม่จะครอบคลุมสินค้าส่งออกของแคนาดาไปสหรัฐฯ เพียงราวร้อยละ 5 แต่ผลกระทบแตกต่างกันขึ้นกับกลุ่มสินค้าที่ถูกมาตรการภาษี ธนาคาร Royal Bank of Canada (RBC) ประเมินว่ามาตรการภาษีชุดนี้จะกระทบมูลค่าเพิ่มในสินค้าส่งออกและการจ้างงานของแคนาดาประมาณร้อยละ 0.4 ของ GDP ขณะที่กว่าร้อยละ 80 ของสินค้าส่งออกแคนาดายังคงได้รับการยกเว้นภาษีภายใต้ความตกลง USMCA ในขณะที่ด้าน Capital Economics ประเมินว่าผลจากภาคที่ถูกกระทบอาจรุนแรงพอที่จะฉุดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของแคนาดาที่อ่อนแออยู่แล้วให้ใกล้ระดับศูนย์ในช่วงที่เหลือของปี

            นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ทรัมป์ยังขู่ซ้ำด้วยการประกาศแผนจัดเก็บภาษีอัตราร้อยละ 50 เพิ่มเติมกับ รถยนต์ รถกระบะ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเหล็ก จากแคนาดาโดยตรง เพื่อตอบโต้หลังจากที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา สั่งระงับการเจรจา และประกาศว่าจะใช้มาตรการตอบโต้กับสหรัฐฯ 

            ผลกระทบในระดับอุตสาหกรรม จากบทวิเคราะห์ของ RBC ชี้ว่าอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์ไฟฟ้าอาจเผชิญผลกระทบต่อการผลิตและการจ้างงานสูงถึงราวร้อยละ 20 ขณะที่บริษัท Canada Goose แบรนด์เสื้อผ้ากันหนาวชื่อดัง ซึ่งแจ็กเก็ตขนสัตว์จะเข้าข่ายถูกเก็บภาษีโดยตรง เปิดเผยว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานในปี 2569 อาจลดลงไม่ถึงร้อยละ 2 ทว่าราคาหุ้นของบริษัทได้ปรับตัวลดลงแล้วกว่าร้อยละ 14 นับตั้งแต่มีการประกาศรายชื่อสินค้าที่ถูกเก็บภาษีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 

           หากวิเคราะห์ผลกระทบในแต่ละรัฐของแคนาดา ผลกระทบจะไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ โดยสามรัฐ ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ รัฐบริติชโคลัมเบีย รัฐออนแทริโอ และรัฐควิเบก เนื่องจากเป็นฐานการผลิตสินค้าในกลุ่มที่ถูกเก็บภาษี ทั้งไม้แปรรูป อุปกรณ์ไฟฟ้า ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์นม และเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่รัฐผู้ผลิตพลังงานอย่างอัลเบอร์ตาและซัสแกตเชวันได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก เนื่องจากสินค้าพลังงานและโพแทชไม่อยู่ในรายชื่อที่ถูกเก็บภาษี และรายได้ของรัฐเหล่านี้ยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ด้วย

            คาร์นีย์ประกาศว่าแคนาดาจะเก็บภาษีตอบโต้ในสัดส่วนเทียบเท่ากับสหรัฐฯ แบบ "ดอลลาร์ต่อดอลลาร์" โดยมาตรการตอบโตของแคนาดาจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 กันยายน 2569 ครอบคลุมสินค้าที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ เหล็กและอลูมิเนียม อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม สินค้าอุปโภคบริโภค พลาสติก กระดาษ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องมือสำหรับการเกษตร โดยมีมูลค่าเทียบเท่ากับมูลค่าสินค้าส่งออกของแคนาดาที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ คือ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (อย่างไรก็ดี สภาหอการค้าแคนาดาออกมาแสดงความกังวลว่ามาตรการตอบโต้จะเป็นการทำร้ายความสามารถในการแข่งขันของอเมริกาเหนือด้วยน้ำมือตัวเอง และจะทำให้ทั้งผู้บริโภคชาวอเมริกันและแคนาดาต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจแคนาดาเองก็เสี่ยงสูญเสียลูกค้า การลงทุน และกิจการขนาดเล็กไปพร้อมกัน

            ธนาคารกลางแคนาดา (Bank of Canada) เคยประเมินไว้ในสถานการณ์ที่ทั้งสองประเทศต่างเก็บภาษีตอบโต้กันในอัตรา
ร้อยละ 25 ว่าอาจฉุด GDP ของแคนาดาลงถึงร้อยละ 2.5 ในปีแรก และอีกร้อยละ 1.5 ในปีถัดไป ซึ่งเพียงพอที่จะผลักเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมกันนั้นเงินเฟ้อในประเทศก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาสินค้านำเข้าที่แพงขึ้น

           ความล้มเหลวของการเจรจารอบนี้ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงความตกลง ซึ่งสหรัฐประกาศหลังถึงกำหนดทบทวนในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปฏิเสธการต่ออายุไปอีก 16 ปี และทั้ง 3 ประเทศ ได้เข้าสู่ช่วงการเจรจาทบทวนความตกลงเป็นรายปี จนกว่าจะถึงปี 2579 ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าภาคีจะสามารถหาข้อสรุปของการทบทวนได้หรือไม่ นักวิเคราะห์มองว่าความบาดหมางรอบนี้อาจทำให้แผนการหารือร่วมกับเม็กซิโกในประเด็นกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องล่าช้าออกไป และเปิดช่องให้ความสัมพันธ์ไตรภาคีของสามประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้นในระยะยาว

         

ความคิดเห็น สคต.

            การเจรจาหาข้อตกลงทางการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของแคนาดาเพื่อบรรเทาผลกระทบจากที่สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีกับสินค้าในอุตสาหกรรมหลักของแคนาดา (เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์ ไม้แปรรูป) ตั้งแต่ปี 2568 ความ

ข่าวเด่นรายสัปดาห์ 24-28 ส.ค. 2569 สคต โทรอนโต Final.pdf
Share :
Instagram