
1. สถานการณ์การค้า และมาตรการภาษี
ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในประกาศ (Proclamation) เพื่อกำหนดจัดเก็บนำเข้าชั่วคราวโดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐานและปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าให้เป็นประโยชน์ต่อแรงงาน เกษตรกร และผู้ผลิตชาวอเมริกัน
มาตรการดังกล่าวอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่ง Trade Act of 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดการกับปัญหาดุลการชำระเงินผ่านการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม (surcharges) และกำหนดข้อจำกัดด้านการนำเข้า
เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการในครั้งนี้ เพื่อ
ลดการไหลออกของเงินดอลลาร์ไปยังผู้ผลิตต่างประเทศ
สร้างแรงจูงใจให้การผลิตกลับสู่สหรัฐฯ
เพิ่มการจ้างงานที่มีรายได้ดี
ลดต้นทุนในระยะยาวให้ผู้บริโภค
รายละเอียดของภาษีนำเข้าชั่วคราว
ประกาศกำหนดให้จัดเก็บภาษีนำเข้าแบบคิดตามมูลค่า (ad valorem) ในอัตราร้อยละ 10 สำหรับสินค้าที่นำเข้าสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 150 วัน ภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 00:01 น. ตามเวลามาตรฐานฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ
ปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศของสหรัฐฯ
สหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาการขาดดุลบัญชีดุลการชำระเงินในระดับสูง โดยเฉพาะบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่
ดุลการค้าสินค้าและบริการ
ดุลรายได้ปฐมภูมิ (ผลตอบแทนจากทุนและแรงงาน)
ดุลรายได้ทุติยภูมิ (เช่น เงินโอนระหว่างประเทศ)
ข้อมูลสำคัญในปี 2567 สะท้อนสถานการณ์ที่น่ากังวล ได้แก่
การขาดดุลการค้าสินค้ารายปีเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 ในช่วงรัฐบาลของประธานาธิบดี Biden แตะระดับ 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี ที่สหรัฐฯ ได้รับผลตอบแทนจากทุนและแรงงานในต่างประเทศน้อยกว่าที่ต่างชาติได้รับจากในสหรัฐฯ
เงินโอนออกนอกประเทศมีมูลค่าสูงกว่าเงินโอนเข้า
ในปี 2024 สหรัฐฯขาดดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็ติดลบร้อยละ 4.0 ของ GDP สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2556–2562 ซึ่งอยู่ที่ประมาณติดลบร้อยละ 2.0 และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 เมื่อเทียบสัดส่วนต่อ GDP ขณะเดียวกัน สถานะการลงทุนสุทธิระหว่างประเทศ (Net International Investment Position: NIIP) ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ ติดลบ 26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 89 ของ GDP ซึ่งเป็นสถานะติดลบสุทธิสูงที่สุดในโลก หากไม่มีการเร่งแก้ไข อาจกระทบต่อความสามารถในการจัดหาเงินทุนของรัฐบาลความเชื่อมั่นของนักลงทุน เสถียรภาพของตลาดการเงินตลอดจนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
2. สินค้าที่ได้รับการยกเว้น
เพื่อคำนึงถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของมาตรการ สินค้าบางประเภทได้รับการยกเว้น ได้แก่
แร่ธาตุสำคัญบางชนิดโลหะที่ใช้ทำเงินตราและทองคำแท่ง พลังงาน และผลิตภัณฑ์พลังงาน
ทรัพยากรธรรมชาติและปุ๋ยที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ หรือผลิตได้ไม่เพียงพอ
สินค้าเกษตรบางประเภท เช่น เนื้อวัว มะเขือเทศ และส้ม
ยาและส่วนประกอบทางเภสัชกรรม
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท
ยานยนต์บางประเภท และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง
ผลิตภัณฑ์ด้านอากาศยานบางประเภท
สื่อข้อมูล (เช่น หนังสือ) เงินบริจาค และสัมภาระส่วนบุคคลของผู้เดินทาง
นอกจากนี้ ยังมีข้อยกเว้นเพิ่มเติม ได้แก่
สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการตามมาตรา 232
สินค้าที่เป็นไปตามเงื่อนไขของความตกลง United States-Mexico-Canada Agreement (USMCA) จากแคนาดาและเม็กซิโก
สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ได้รับสิทธิปลอดภาษีภายใต้ความตกลง Dominican Republic-Central America Free Trade Agreement จากประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้อง
ในคำสั่งฝ่ายบริหารแยกต่างหากประธานาธิบดียังได้มีการดำเนินการต่ออายุการระงับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำ (de minimis) รวมถึงสินค้าที่ส่งผ่านระบบไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะอยู่ภายใต้ภาษีตามมาตรา 122 เช่นกัน
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ใช้อำนาจตามมาตรา 301 เพื่อตรวจสอบการกระทำ นโยบาย หรือแนวปฏิบัติของประเทศคู่ค้าที่อาจไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ
3. บทบาทของภาษีศุลกากรในยุทธศาสตร์การค้า
รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่าภาษีศุลกากรจะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับ
การปกป้องธุรกิจและแรงงานอเมริกัน
การส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ
การลดต้นทุนและการเพิ่มค่าจ้าง
แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลฎีการัฐบาลย้ำว่าความพยายามในการปรับโครงสร้างระบบการค้าโลกที่ไม่สมดุลจะยังคงดำเนินต่อไป
นโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ผลักดันให้ประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลก กลับเข้าสู่การเจรจาภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ และนำไปสู่ข้อตกลงการค้าและการลงทุนที่มุ่งการเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าสหรัฐฯ การส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ และการสร้างความสมดุลทางการค้า
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเคารพข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทนที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และคาดหวังให้ประเทศคู่ค้าปฏิบัติตามเช่นกันแม้อำนาจทางกฎหมายภายในประเทศอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต แต่แนวทางหลักในการใช้ทั้งภาษีและข้อตกลงการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติจะยังคงเดิม
ข้อคิดเห็น
ปัญหาการขาดดุลการค้า:ด้วยสหรัฐฯเผชิญปัญหาการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ในปี 2567 สหรัฐฯขาดดุลการค้าประมาณ 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ ติดลบร้อยละ 4 ของ GDP สถานะการลงทุนสุทธิระหว่างประเทศ (NIIP) ติดลบประมาณ 26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าสินค้าอย่างมาก เงินทุนไหลออกไปยังผู้ผลิตต่างประเทศ ความกังวลด้าน เสถียรภาพทางการเงินระยะยาว
การตอบสนองเชิงนโยบายรัฐบาลจึงใช้เครื่องมือภาษี มาตรา 122 มาตรา 232 และมาตรา 301 ซึ่งสะท้อนว่า นโยบายการค้าสหรัฐฯมีลักษณะเชิงปกป้อง (Protectionism) มากขึ้น
มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวในครั้งนี้ สะท้อนแนวโน้มชาตินิยมทางเศรษฐกิจ และการปรับสมดุลการค้าโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลบัญชีดุลการชำระเงิน ลดการพึ่งพาการผลิตจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าการผสมผสานระหว่างการใช้ภาษีศุลกากรและการเจรจาข้อตกลงการค้าจะช่วยนำการผลิตกลับสู่ประเทศ สร้างงานที่มีรายได้ดี และวางรากฐานสู่ความมั่นคงและความมั่งคั่งระยะยาวของสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ดีสำหรับสินค้านำเข้าจากไทยที่ส่วนประกอบของสินค้าอยู่ภายใต้อัตราภาษีตามมาตรา 232 จะได้รับการยกเว้นจากภาษีมาตรา 122
แต่หากส่วนประกอบไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรา 232 จะต้องเสียภาษีตาม 122
เพื่อให้สามารถยืนยันข้อมูลได้อย่างถูกต้องจำเป็นต้องใช้รหัส HS/HTS ที่แน่นอน
ไทยต้องติดตามท่าทีเชิงนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับยุทธศาสตร์ให้ทันสถานการณ์ และจัดทำแผนนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ควบคู่กับการป้องกันความเสี่ยงระยะสั้น และการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ.