
เนื้อข่าว
ภาคธุรกิจปุ๋ยและภาคเกษตรกรรมกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ความผันผวนของตลาดปุ๋ยโลกอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าราคาปุ๋ยอาจมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สำหรับการขนส่งพลังงานและวัตถุดิบสำคัญของโลก ทั้งนี้ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ดังกล่าวเริ่มส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาปุ๋ยยูเรีย (Urea) ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักของภาคการเกษตร ได้ปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 13 ภายในช่วงระยะเวลาอันสั้น สู่ระดับประมาณ 550 เหรียญสหรัฐต่อตัน

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบมายังเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมปุ๋ยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนต่อแนวโน้มราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น ภายใต้บริบทของความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในระดับโลก
ในด้านโครงสร้างตลาด ในปี 2568 ตลาดปุ๋ยของเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเวียดนามมีการนำเข้าปุ๋ยรวมประมาณ 6.19 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2,190 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ประเทศจีนยังคงเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายสำคัญสู่ตลาดเวียดนาม โดยมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 48 ของปริมาณและมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2569 ภาคอุตสาหกรรมปุ๋ยของเวียดนามเริ่มเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน สมาคมปุ๋ยแห่งเวียดนาม (Vietnam Fertilizer Association) ประเมินว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะปัจจุบันอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของโลก โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 31 ของปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก หากการขนส่งในเส้นทางดังกล่าวเกิดการหยุดชะงักในระดับรุนแรง อาจส่งผลให้อุปทานพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลกหดตัวลงอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดแรงกดดันต่อราคาปุ๋ยและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในตลาดระหว่างประเทศ
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ภาคธุรกิจปุ๋ยภายในประเทศเวียดนามได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดโลก โดยให้ความสำคัญกับการคงระดับการผลิตภายในประเทศให้มีเสถียรภาพ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านการจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้า ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายสำคัญของประเทศ ได้แก่ บริษัท PetroVietnam Fertilizer and Chemicals Corporation และบริษัทPetroVietnam Ca Mau Petroleum Fertilizer Corporation ยังสามารถใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงทรัพยากรก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ ซึ่งช่วยบรรเทาความกดดันด้านต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมปุ๋ย
อย่างไรก็ตาม สำหรับปุ๋ยบางประเภท เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต (Ammonium Sulfate: SA) และปุ๋ยโพแทสเซียม (Potassium Fertilizer) เวียดนามยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนค่อนข้างสูง ส่งผลให้การบริหารจัดการด้านแหล่งจัดหาและการวางแผนสำรองสินค้าเป็นประเด็นสำคัญในการบรรเทาความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลกและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ (Contingency Plan) เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก โดยนาง Nguyen Thi Hien รองผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัท Ca Mau Petroleum Fertilizer Corporation เปิดเผยว่า บริษัทได้คงระดับการดำเนินงานของโรงงานให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถจัดหาและกระจายผลิตภัณฑ์หลักอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปุ๋ยยูเรีย และปุ๋ยผสมเอ็นพีเค (NPK Fertilizer) นอกจากนี้ บริษัทได้วางแผนจัดหาสินค้าจากต่างประเทศล่วงหน้าตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เพื่อรองรับความต้องการใช้ปุ๋ยในฤดูเพาะปลูกฤดูหนาว 2568 – ฤดูใบไม้ผลิ 2569 และเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูเพาะปลูกฤดูร้อน–ฤดูใบไม้ร่วง ของปี 2569 แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนสินค้าและการปรับตัวสูงขึ้นของราคาในตลาดภายในประเทศ พร้อมทั้งมีส่วนสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพของตลาดปัจจัยการผลิตทางการเกษตร และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ของประเทศในระยะยาว
(แหล่งที่มา https://vneconomy.vn/ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงปี 2568–2569 ได้กลายเป็นปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต่อภาคพลังงานและอุตสาหกรรมปุ๋ยซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่เป็นผลสะสมจากความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจและประเทศในภูมิภาคมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งนอกจากจะส่งผลในมิติความมั่นคงแล้ว ยังสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบพลังงานโลกและตลาดวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปุ๋ย เมื่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยเคมีชนิดต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และท้ายที่สุดได้ส่งผ่านแรงกดดันด้านต้นทุนไปยังภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศทั่วโลก
ในเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทาน โลกยังคงพึ่งพาภูมิภาคตะวันออกกลางในฐานะแหล่งผลิตและศูนย์กลางการขนส่งวัตถุดิบปุ๋ยที่สำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นช่องทางยุทธศาสตร์ของการขนส่งพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก ในแต่ละเดือนมีการขนส่งปุ๋ยยูเรียประมาณ 1.2–1.5 ล้านตันจากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลางไปยังตลาดสำคัญในเอเชีย ขณะเดียวกันในแต่ละปียังมีการขนส่งแอมโมเนียประมาณ 15–20 ล้านตัน และกำมะถันเกือบ 20 ล้านตันผ่านเส้นทางดังกล่าวเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ แม้เพียงความเสี่ยงเล็กน้อยต่อการหยุดชะงักของการเดินเรือหรือการขนส่งพลังงานก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดปุ๋ยโลก และอาจก่อให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรในหลายภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ภูมิภาคตะวันออกกลางยังมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะการผลิตปุ๋ยยูเรียซึ่งมีปริมาณรวมประมาณ 20 ล้านตันต่อปี ประเทศผู้ผลิตสำคัญประกอบด้วย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน โดยเฉพาะกาตาร์ซึ่งมีกำลังการผลิตยูเรียประมาณ 5–6 ล้านตันต่อปี และมีแผนขยายกำลังการผลิตเป็นประมาณ 12 ล้านตันภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ ขณะเดียวกัน อิหร่านยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแอมโมเนียรายสำคัญของโลก เนื่องจากมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากรัสเซีย ซึ่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวถือเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน ทั้งนี้ ปริมาณยูเรีย แอมโมเนีย และกำมะถันที่ผลิตหรือขนส่งผ่านภูมิภาคตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของการค้าปุ๋ยในตลาดโลก ดังนั้น หากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบต่อแหล่งพลังงาน โรงงานผลิตปุ๋ย หรือเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวของอุปทานในตลาดโลก และส่งผลกระทบต่อประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น จีนและอินเดีย รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแอฟริกา
สำหรับเวียดนาม แม้ว่าประเทศจะสามารถพึ่งพาแหล่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยยูเรียผ่านผู้ผลิตรายสำคัญ เช่น บริษัท PetroVietnam Fertilizer and Chemicals Corporation และบริษัท PetroVietnam Ca Mau Fertilizer Corporation ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบโดยตรงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตลาดปุ๋ยของเวียดนามมีความเชื่อมโยงกับการค้าและราคาปุ๋ยในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ราคาปุ๋ยภายในประเทศจึงยังคงได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มของตลาดโลกอยู่มาก โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดเวียดนามได้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 200–300 ด่งต่อกิโลกรัม แม้ระดับการเพิ่มขึ้นจะยังไม่สูงมาก แต่สะท้อนถึงความอ่อนไหวของตลาดต่อความผันผวนด้านพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาปุ๋ยในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10–20 จากทั้งข้อจำกัดด้านอุปทาน ต้นทุนพลังงาน และค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น
ภายใต้บริบทดังกล่าว เหตุการณ์ในตะวันออกกลางจึงสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยโลกต่อแรงกระแทกจากปัจจัยพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ในเชิงนโยบาย ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมของเวียดนาม จำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอุปทานปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ผ่านการรักษาเสถียรภาพการผลิตภายในประเทศ การกระจายความเสี่ยงของแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ การพัฒนาประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และการบริหารจัดการคลังสำรองสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ มาตรการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญต่อการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก สนับสนุนเสถียรภาพของภาคการเกษตร และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลก โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเวียดนามซึ่งยังคงพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากจีน ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมปุ๋ยอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรในตลาดภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การปรับตัวสูงขึ้นของราคาปุ๋ยอาจส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าเกษตรได้ในระดับหนึ่ง
ในด้านโอกาสทางการค้า สถานการณ์ดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายบทบาทในตลาดปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของเวียดนาม โดยเฉพาะการส่งออกปุ๋ยผสม ปุ๋ยเฉพาะสูตร และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย รวมถึงเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เนื่องจากเวียดนามยังต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยบางประเภทในสัดส่วนสูง ขณะเดียวกัน การที่ผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของเวียดนามสามารถรักษาระดับการผลิตภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง อาจเอื้อต่อการพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจในรูปแบบการจัดหาวัตถุดิบ การค้าระหว่างบริษัท (B2B Trade) และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน การกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ และการติดตามแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เช่น ความตกลงในกรอบอาเซียนและความตกลงการค้าเสรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดเวียดนาม ทั้งนี้ หากความผันผวนของตลาดปุ๋ยโลกยังคงดำเนินต่อไป ผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวด้านเทคโนโลยี การบริหารต้นทุน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจมีโอกาสขยายบทบาททางการค้าและการลงทุนในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมปัจจัยการผลิตของเวียดนามในระยะต่อไป