
อินเดียเร่งเครื่องปิดดีล FTA อินเดีย-อิสราเอล ปลายปี 2026 หวังเพิ่มมูลค่าการค้า 2 เท่า และผลกระทบการค้าต่อไทย
จากการเปิดเผยของหนังสือพิมพ์ Time of India ว่า ในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ อินเดียเตรียมการจัดการประชุมในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่าง อินเดีย-อิสราเอล หลังจากที่มีการลงนาม Tor ของการเจรจาระหว่างกันในเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา และเป็นผลจากการเยือนอิสราเอลอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอินเดีย นายนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ระหว่างวันที่ 25-26 ก.พ. 2569 นาย Modi ยังกล่าวต่อรัฐสภาอิสราเอล (Knesset) ระหว่างที่มีการเยือนฯ ว่า ต้องการ “เร่งสรุป FTA ให้เร็ว” เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
ซึ่งสถานะการเจรจาครั้งนี้ ยังเป็น “framework negotiation stage” (ขั้นออกแบบข้อตกลง) เท่านั้น โดยทั้ง 2 ประเทศมีแนวทางที่จะดำเนินการจัดทำ FTA แบบ “comprehensive agreement” ครอบคลุมทั้งสินค้า บริการ การลงทุน และ digital trade ซึ่งพอจะมองถึงเป้าประสงค์ในการเจรจาของ 2 ฝ่าย ได้ดังนี้
โดยอินเดียมีเป้าหมายหลัก 3 ด้านคือ 1. ต้องการเปิดตลาดเทคโนโลยีขั้นสูงของอิสราเอล 2. ต้องการดึงนักลงทุนด้าน AI / defense tech เข้ามาลงทุนในอินเดียมากขึ้น หรือเชื่อมโยงการค้าระหว่างกันในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีมากขึ้น 3. เพิ่มช่องทางส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและบริการ เช่น สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหาร เป็นต้น
ฝ่ายอิสราเอลมีเป้าหมายหลัก 3 ด้านคือ 1. ขยายตลาดการค้าใหญ่ในอินเดีย 2. ต้องการเชื่อมโยงการค้าเพื่อใช้อินเดียเป็นฐาน supply chain ใหม่ 3. ต้องการช่องทางเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (IT)
ปัจจุบันการค้าระหว่างอิสราเอลมีมูลค่าประมาณ 3,700 ล้าน USD (ไทย-อิสราเอล มูลค่า 1,300 ล้าน USD) โดยอินเดียส่งออกมาอิสราเอลมูลค่า 2,200 ล้าน USD นำเข้าจากอิสราเอลมูลค่า 1,700 ล้าน USD อินเดยียได้ดุลการค้าประมาณ 500 ล้าน USD ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่อยากเร่งเจรจา ได้แก่ กลุ่มเครื่องจักร (machinery) เคมีภัณฑ์ สิ่งทอและเสื้อผ้า สินค้าเกษตรและแปรรูป เครื่องมือแพทย์และยา และกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายมีหัวข้อที่จะมีการเจรจารอบนี้ ได้แก่ การลดภาษีสินค้า (trade in goods) การเปิดตลาดบริการ (services) กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) มาตรการ SPS และมาตรฐานสินค้า ทรัพย์สินทางปัญญา (IPR) และ digital trade นอกจากนี้ ยังรวมถึง กฎระเบียบด้านศุลกากร (customs procedures) และ อุปสรรคทางการค้าอื่นๆ (technical barriers to trade - TBT) ด้วย
ข่าวนี้สำคัญกับไทยอย่างไร มีมุมมองจากผู้เชียวชาญได้สรุปเป็นข้อๆ ดังนี้
1. India กำลังเร่งทำ FTA ทั่วโลกพร้อมกัน
2. หาก India มี FTA กับทั้ง EU และ Israel จะทำให้ India กลายเป็น manufacturing + export hub ใหญ่ขึ้นมาก
3. ไทยอาจเสียเปรียบเชิงภาษีในตลาด Israel หากยังไม่มี FTA ของตนเอง
4. Israel อาจใช้ India เป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกต่อไปตะวันตกและตะวันออกกลาง
ซึ่ง สคต. มองว่า มีประเด็นที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ “Rules of Origin” เพราะถ้ากำหนดเงื่อนไขไม่เข้มมากแล้ว สินค้าอิสราเอลบางส่วนอาจใช้วัตถุดิบอินเดียมากขึ้น หรือสินค้าจากอินเดียอาจถูก re-export ผ่าน Israel เพิ่มขึ้น และนั่นจะส่งผลทำให้การแข่งขันในตลาดประเทศที่สาม (ตลาด) ระหว่างไทยกับอินเดีย จะยิ่งมีสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับและอัญมณี เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทางการแพทย์และยา เทคโนโลยีด้านการเกษตร และนวัตกรรมต่างๆ เป็นต้น
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทยหากข้อตกลง FTA อิสราเอล-อินเดีย สำเร็จในปลายปี 2026
หาก India–Israel FTA สำเร็จ ไทยจะได้รับผลกระทบค่อนข้างชัดในหลายกลุ่มสินค้า เพราะอินเดียมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยในหลายอุตสาหกรรม และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ ทำให้สินค้าบางประเภทอาจ “แทนที่” สินค้าไทยในตลาดอิสราเอลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่อิสราเอลนำเข้าจำนวนมากอยู่แล้วจากทั้งไทยและอินเดีย
กลุ่มสินค้าที่น่ากังวลสำหรับไทย มีดังนี้
1. อัญมณีและเครื่องประดับ
นี่คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด อินเดียเป็นศูนย์กลางการเจียระไนเพชรและค้าพลอยรายใหญ่ของโลก ขณะที่ Israel ก็เป็น hub ด้าน diamond trading เช่นกัน หากลดภาษีระหว่างกัน จะทำให้มีผลตามมาหลายด้าน เพชรเจียระไนจากอินเดียเข้าสู่อิสราเอลได้ถูกลง / ผู้ผลิตอินเดียแข่งขันด้านราคาได้เหนือกว่าไทย / ไทยอาจเสียส่วนแบ่งตลาดในกลุ่ม jewelry setting และ polished gemstones ในตลาดอิสราเอล โดยเฉพาะผู้ส่งออกไทยที่เน้นตลาดระดับกลาง (mid-market) จะได้รับผลกระทบมากที่สุด
2. ยา เวชภัณฑ์ และสารเคมี
อินเดียมีความสามารถสูงมากด้าน generic pharmaceuticals และ active ingredients (API) หาก FTA ลดภาษีและอำนวยความสะดวกมาตรฐานยา จะมีผลให้ บริษัทอินเดียจะขยายตลาดใน Israel ได้เร็วขึ้นและไทยแข่งขันยากด้านต้นทุนนอกจากนั้น ยังอาจมีผลกระทบต่อการส่งออกเคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ และ medical consumables ของไทย เพราะในขณะที่ Israel เองก็แข็งแกร่งด้าน biotech และ medtech จะยิ่งเร่งให้ทั้ง 2 ฝ่ายทั้งอินเดียและอิสราเอล จะมีแนวโน้มเกิดการเชื่อมโยงด้าน supply chain ระหว่างสองประเทศมากขึ้น อาจมีผลให้การขยายตลาดโลกของไทยยิ่งทำได้ยากลำบากขึ้น
3. สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป
อินเดียมีต้นทุนต่ำกว่าไทยมากในหลายรายการ เช่น ข้าว เครื่องเทศ อาหารมังสวิรัติ frozen food ready meals ซึ่งจุดที่ไทยเสี่ยงที่สุดคือ สินค้ากลุ่ม ethnic food ที่เน้นการผลิตสินค้าระดับกลางและล่าง ร้านอาหารอินเดียหรืออาหารเอเชีย รวมถึง supermarket chain ที่ต้องการลดต้นทุนอาจจะเริ่มหันมานำเข้าจากอินเดีย หรือสั่งผลิต OEM จากอินเดียมากขึ้นแทนที่เคยนำเข้าจากไทย อย่างไรก็ดี ในกลุ่มอาหารนี้ ไทยยังมีข้อได้เปรียบในหลายด้านหรือหลายสินค้า เช่น ข้าวคุณภาพสูง (ข้าวหอมมะลิ ข้าว GI) ผลไม้แปรรูป อาหารสุขภาพ อาหารเอเชียคุณภาพสูง ดังนั้นอาจมีผลกระทบอย่างแน่นอน แต่ผลกระทบจะรุนแรงสำหรับสินค้าที่มีคุณภาพและราคาในระดับล่าง และกลาง แต่สินค้าที่มีคุณภาพสูงและมีราคาสูงกว่า อาจจะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มาก
4. สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
อินเดียมีความได้เปรียบด้านการผลิตสินค้าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำที่มีต้นทุนกว่าไทย เช่น เส้นด้ายต่างๆ จะเห็นได้จากในช่วงสงครามตะวันออกกลาง จีนหันไปนำเข้าเส้นด้ายจากอินเดียเพิ่มขึ้นกว่า 40% เป็นต้น หากภาษีลดลง ไทยอาจเสีย competitiveness ในสินค้าที่อาจเคยส่งออกมาอิสราเอลได้ เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูปคุณภาพดี home textile ผ้าฝ้าย เป็นต้น นอกจากนั้น น่าจะเกิดการสั่งผลิตแบบ OEM และ private label สำหรับ retail chain ในอิสราเอลนี้มากขึ้นด้วย
5. ชิ้นส่วนยานยนต์และอุตสาหกรรมเบา
กลุ่มสินค้านี้ ไทยควรจับตาอินเดียมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแม้ในระยะสั้นไทยอาจจะมีความได้เปรียบอินเดียค่อนข้างมากในการเป็นฐานการผลิตสินค้าในกลุ่มนี้หลายชนิดในอาเซียน แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าในระยะกลางที่อินเดียกำลังพัฒนาเป็น manufacturing base ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในสินค้า เช่น auto parts, electronics, machinery components เป็นต้น
หากข้อตกลง FTA ทำให้ sourcing สินค้าขั้นกลางจากอินเดียถูกลง ผู้นำเข้าอิสราเอลอาจเปลี่ยน sourcing จากไทยไปอินเดียบางส่วนได้ โดย สคต. มองว่า ไทยจะถูกกดดันในกลุ่มอะไหล่ทั่วไป (non-premium parts) แต่ไทยยังได้เปรียบเรื่องคุณภาพและมาตรฐานในบาง category ซึ่งในทางกลับกัน ไทย “อาจได้ประโยชน์ทางอ้อม” บางด้านด้วยก็ได้ เช่น บริษัทอิสราเอลที่ผลิตในอินเดีย อาจต้องการ sourcing วัตถุดิบจากไทย supply chain ไทย–อินเดีย–อิสราเอล (3 ทาง) อาจเกิดเชื่อมกันมากขึ้นก็ได้ ซึ่งในประเด็นนี้ อาจจะมีนักลงทุนอิสราเอลอาจใช้ India เป็นฐานผลิต แล้วนำเข้า raw materials จากอาเซียนก็เป็นไปได้เช่นกัน
ความเห็นของ สคต.
สคต. เห็นว่า การเจรจาและจัดทำข้อตกลงการค้าระหว่าง อิสราเอล-อินเดียในข่าวข้างต้นนี้ แม้หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวแต่ สคต. กลับมองว่า ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนในภูมิรัฐศาสตร์สูงในปัจจุบัน การที่ประเทศอินเดียเร่งการเจรจา FTA นั้น สะท้อนให้เห็นการเตรียมพร้อมให้ประเทศมีความยืดหยุ่นที่จะรับมือกับตลาดที่ไม่แน่นอนได้ดีมากขึ้น การลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันนั้น ทางหนึ่งจะช่วยให้การทำการค้าระหว่างกันมีต้นทุนลดลง สะดวกมากขึ้น ซึ่งจะทำให้อินเดียที่มีสินค้าเป็นคู่แข่งไทยในตลาดอิสราเอลหลายสินค้า จะมีแต้มต่อไทยมากยิ่งขึ้น โดยในภาพกว้าง ไทยจะมีความเสี่ยงที่จะเสียตลาดในสินค้าที่มีความอ่อนไหวหรือมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพกลาง-ต่ำให้กับสินค้าอินเดียที่มีราคาถูกกว่าได้ ไทยจึงควรเน้นทำการตลาดสินค้าที่มีราคาและคุณภาพสูงในอิสราเอลให้มีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเจรจา FTA ระหว่างไทย-อิสราเอล ควรจะเร่งรัดการดำเนินการให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะหากช้าหรือปล่อยไว้นานกว่านี้ ในตลาดระดับล่าง ไทยจะมีการแข่งขันสูงจากคู่แข่งสำคัญที่มี FTA เช่น เวียดนาม อินเดีย และอาจมีฟิลิปปินส์ที่มีข่าวว่าจะเริ่มการเจรจา FTA แล้วในปลายปี 2026 นี้ ทำให้ไทยอยู่รั้งท้ายที่จะวิ่งเข้ามาแข่งขันในตลาดอิสราเอลจากบริบทการค้าที่คู่แข่งสำคัญหลายประเทศระดับใกล้เคียงกับไทยต่างมี FTA หรือมีความคืบหน้าในการเจรจากับอิสราเอลที่มากกว่าไทยแล้ว
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา : https://timesofindia.indiatimes.com