
อุตสาหกรรมสิ่งทอถือเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ใหญ่ และเติบโตเร็วที่สุดของสวีเดน โดยตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมา ภาคการค้าสิ่งทอมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจก็ตาม ในปี 2567 ยอดขายของผู้ค้าส่งและค้าปลีกเสื้อผ้า และเครื่องประดับมีมูลค่า 17,100 ล้านยูโร และ 6,000 ล้านยูโรตามลำดับ โดยเติบโตที่ 126% และ 6% ตามลำดับในช่วงห้าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี แม้ว่าในระดับโลก ราคาสินค้ากลุ่มสิ่งทอจะเพิ่มขึ้น แต่ในสวีเดน ราคายังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรป ส่งผลให้แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคจะลดลง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคสิ่งทอในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
แบรนด์ชั้นนำของสวีเดนอย่าง H&M, IKEA และ Lindex ถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสิ่งทอระดับโลก โดยมีตลาดส่งออกขนาดใหญ่ และยังมีกลยุทธ์ด้านการจัดซื้อที่ส่งอิทธิพลต่อภาพรวมของตลาด โดยทั่วไปแบรนด์เหล่านี้เลือกจ้างผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำ เช่น จีน และบังกลาเทศ เพื่อควบคุมต้นทุน ในขณะที่การออกแบบ การตลาด และการบริหารจัดการยังคงอยู่ในประเทศ
ในภาพรวม โดยแหล่งนำเข้าสิ่งทอของสวีเดนส่วนใหญ่มาจากประเทศนอกสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม แนวโน้มล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน โดยมีการลดการนำเข้าจากประเทศสมาชิก EU ที่มีต้นทุนสูง เช่น ฟินแลนด์ และหันไปขยายฐานซัพพลายเออร์ไปยังประเทศทางเลือกอื่นๆ อย่างปากีสถาน และบางประเทศที่อยู่ใกล้ เช่น ตุรกี และโปแลนด์ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบด้านต้นทุนและโลจิสติกส์
การค้าระหว่างประเทศ
ในช่วงปี 2567 การค้ารวมกลุ่มสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอในครัวเรือนของสวีเดน (รหัสศุลกากร 50 - 63) มีมูลค่า 10,732 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แบ่งเป็น การส่งออก มูลค่า 3,987 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.4% และการนำเข้า มูลค่า 6,744 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4% โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ จีน เยอรมนี และบังกลาเทศ ทั้งนี้ ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 33 มูลค่า 16 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 34% คิดเป็นสัดส่วน 0.25% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวสูง ได้แก่ 1) เสื้อผ้าสำเร็จรูปแบบถัก/นิตติ้ง 2) ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ผ้าม่าน และ ถุงมือผ้า 3) เสื้อผ้าสำเร็จรูปแบบทอ 4) วัสดุสิ่งทอพิเศษ เช่น ใยไม่ถักทอ (nonwovens) สายเชือก ไหมพรม และ 5) เส้นใยสังเคราะห์หรือเส้นใยประดิษฐ์ชนิดเป็นเส้นยาว (Man-made filaments) ตามลำดับ
การนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอในครัวเรือนจากไทยมีมูลค่ารวม 16 ล้านเหรียญสหรัฐ (+34%) โดยกลุ่มสินค้านำเข้าที่สำคัญจากประเทศไทย 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
เสื้อผ้าสำเร็จรูปแบบถัก/นิตติ้ง (รหัสศุลกากร 61) มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือ จีน ทั้งนี้ การนำเข้าโดยรวมขยายตัว 6.5% โดยการนำเข้าจากไทย และจีนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขยายตัว 139% และ 19% ตามลำดับ
ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ผ้าม่าน และ ถุงมือผ้า (รหัสศุลกากร 63) มูลค่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือ จีน เยอรมนี และอินเดีย ทั้งนี้ การนำเข้าโดยรวมขยายตัว 7.1% โดยการนำเข้าจากไทย จีน และอินเดียขยายตัวเช่นเดียวกัน ในขณะที่การนำเข้าจากเยอรมนี หดตัว 3%
เสื้อผ้าสำเร็จรูปแบบทอ (รหัสศุลกากร 62) มูลค่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือ จีน เดนมาร์ก และบังกลาเทศ ทั้งนี้ การนำเข้าโดยรวมขยายตัว 1.1% โดยการนำเข้าจากไทย จีน และบังคลาเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขยายตัว 14%, 8% และ 9% ตามลำดับ ในขณะที่ การนำเข้าจากเดนมาร์ก หดตัว 5%
เส้นใยเย็บหรือปั่นจากเส้นใยสังเคราะห์หรือกึ่งสังเคราะห์ (รหัสศุลกากร 55) มูลค่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือ เยอรมนี อิตาลี และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ การนำเข้าโดยรวมขยายตัว 26% เช่นเดียวกับการนำเข้าจากคู่แข่งที่ขยายตัว 34%, 70% และ 9% ตามลำดับ ในขณะที่การนำเข้าจากไทยหดตัว -15%
วัสดุสิ่งทอพิเศษ เช่น ใยไม่ถักทอ (nonwovens) สายเชือก ไหมพรม (รหัสศุลกากร 56) มูลค่า 0.2 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือ เยอรมนี เดนมาร์ก และอิตาลี ทั้งนี้ การนำเข้าโดยรวมหดตัว -2.3% เช่นเดียวกับการนำเข้าจากคู่แข่งที่หดตัว -5%, -8% และ -20% ตามลำดับ ในขณะที่การนำเข้าจากไทยขยายตัว 125%
3. การผลิตภายในประเทศ
แม้ว่าแบรนด์สิ่งทอจากสวีเดนส่วนใหญ่จะเลือกผลิตในต่างประเทศนอกภูมิภาคยุโรปเพื่อลดต้นทุน แต่ยังคงมีบางแบรนด์ที่รักษาการผลิตในประเทศไว้ โดยเฉพาะในเมืองโบรอส์ (Borås) ซึ่งเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมสิ่งทอของสวีเดน และเขตโกตาลันด์ (Götaland) ที่ยังคงเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตสิ่งทอบางแห่งจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี การผลิตภายในประเทศของบริษัทสวีเดนมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่สูง และปริมาณการผลิตที่มักน้อยกว่าการผลิตในประเทศต้นทุนต่ำ ดังนั้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ผู้ผลิตภายในประเทศเหล่านี้มักเลือกที่จะเน้นเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์บางประเภท และเจาะตลาดระดับบน ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความยั่งยืน และคุณค่าของแบรนด์มากกว่าราคา การผลิตสิ่งทอในประเทศสวีเดนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่สิ่งทอสำหรับใช้ในบ้าน โดยเฉพาะสิ่งทอทางเทคนิคสำหรับตกแต่งภายใน รวมไปถึงสิ่งทอเฉพาะทางอื่นๆ เช่น สิ่งทอที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ หรือยานยนต์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมาตรฐานคุณภาพสูง
4. ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด
ตลาดสิ่งทอของสวีเดนมีความหลากหลาย และประกอบด้วยผู้เล่นรายใหญ่ที่มีอิทธิพลในระดับโลก โดยมีแบรนด์ชั้นนำอย่าง H&M, Lindex, Kappahl, Ellos, Intersport, Gina Tricot และ New Wave Group ซึ่งครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า และเครื่องประดับหลากหลายประเภท สำหรับกลุ่มเสื้อผ้าทำงาน (workwear) แบรนด์ที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ Blåkläder และ Hultafor Group ขณะที่กลุ่มสิ่งทอสำหรับบ้านนั้น มี IKEA, H&M และ Hemtex ครองตลาดเป็นหลัก
แบรนด์เหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในลักษณะผสมผสานระหว่างการขายผ่านหน้าร้านจริง และการขายผ่านออนไลน์ แม้ว่าจำนวนร้านค้าจริงจะมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซ ขณะเดียวกันตลาดก็ยังมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากผู้ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ICA และ LIDL ที่ขยายเข้าสู่ตลาดเสื้อผ้าราคาประหยัดด้วย ซึ่งยิ่งทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ แบรนด์ขนาดใหญ่ของสวีเดนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อทั้งการค้าระหว่างประเทศ พฤติกรรมผู้บริโภค และแนวทางปฏิบัติในอุตสาหกรรมทั่วโลก และด้วยขนาดธุรกิจที่ใหญ่และการเข้าถึงตลาดที่กว้างขวาง บริษัทเหล่านี้จึงยังต้องเผชิญกับแรงกดดันในการรักษามาตรฐานระดับสูงในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพสินค้า ต้นทุน การคุ้มครองแรงงาน การปล่อยคาร์บอน และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่าข้อกำหนดเหล่านี้ย่อมส่งผลถึงพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น
นอกจากนี้ นอกจากแบรนด์หลักที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว ยังมีแบรนด์ขนาดเล็กที่เน้นตลาดเฉพาะกลุ่มจำนวนมากในสวีเดน ซึ่งแบรนด์เหล่านี้มักเน้นความแตกต่างที่ชัดเจน เช่น การผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่ม (เช่น Nudie Jeans, Eton Shirts, Sandqvist) การเจาะกลุ่มสินค้าแฟชั่นหรูหรา (เช่น Acne Studios, Totême, Svenskt Tenn, Shutterheim) การมุ่งเน้นความยั่งยืน (เช่น Filippa K, House of Dagmar, Dedicated Brand, Asket) และ แบรนด์ที่นำเสนอความเฉพาะตัวที่โดดเด่น (เช่น Gudrun Sjödén, Maxjenny!, Rave Review)
5. ช่องทางการจำหน่าย
โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ รวมถึงสวีเดน มีกระบวนการที่ชัดเจน โดยบริษัทต่างๆ มักเริ่มจากนักออกแบบแฟชั่นเป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอ หลังจากนั้นแบรนด์หรือบริษัทจะสั่งผลิต ไม่ว่าจะผ่านตัวแทนจัดหา (sourcing agent) ที่มีหน้าที่ค้นหาผู้ผลิต หรือผ่านโรงงานผลิตของแบรนด์เอง หากมีการผลิตภายนอก ผู้ผลิตจะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ เช่น ผ้า กระดุม ซับใน ซิป ฯลฯ ตามที่ได้รับการอนุมัติจากลูกค้า วัสดุเหล่านี้อาจนำเข้าจากซัพพลายเออร์ ซึ่งซัพพลายเออร์เองอาจจ้าง ซัพพลายเออร์ต่ออีกชั้นหนึ่ง
หลังจากการผลิตเสร็จสิ้น สินค้าจะจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก ซึ่งอาจเป็นร้านของแบรนด์เดียวกับที่ออกแบบสินค้านั้น หรือเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้าหลายแบรนด์รวมกัน ร้านค้าเหล่านี้อาจเป็นกิจการอิสระ หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือร้านค้าใหญ่ โดยทั่วไปมักสั่งสินค้าผ่านตัวแทนที่เป็นผู้แทนของแบรนด์ระดับนานาชาติในตลาดสวีเดน หรือผ่านผู้จัดจำหน่ายโดยตรง
ในทางปฏิบัติ แบรนด์สวีเดนส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดียวกับแบรนด์ระดับโลก โดยเลือกจ้างผลิตจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำเป็นหลัก ด้วยเหตุผลด้านต้นทุน โดยมักติดต่อกับผู้ผลิตโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง เพื่อลดค่าใช้จ่าย
แบรนด์สวีเดนรายใหญ่ เช่น H&M, Lindex และ New Wave Group ส่วนใหญ่จะมีทีมออกแบบของตนเองภายในบริษัท ขณะที่แบรนด์ขนาดเล็กมักร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบภายในประเทศเพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ โดยการผลิตและจัดหาวัตถุดิบส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศจีนและบังกลาเทศ ซึ่งรวมกันคิดเป็นกว่า 75% ของการผลิตทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งยังมีสำนักงานท้องถิ่นในประเทศที่เป็นฐาน การผลิต เพื่อใช้ในการประสานงานและฝึกอบรมซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด
ในด้านความโปร่งใส แบรนด์ชั้นนำอย่าง H&M, Lindex, Ellos และ Åhléns ได้มีการเปิดเผยรายชื่อ ซัพพลายเออร์อย่างเป็นสาธารณะ โดยส่วนใหญ่จะเป็นซัพพลายเออร์ระดับ Tier 1 (ที่ผลิตสินค้าสำเร็จรูป) และบางรายยังเปิดเผยถึง Tier 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการขั้นต้น เช่น การย้อมสีวัตถุดิบอีกด้วย
แม้ว่าการจัดจำหน่ายทางตรงจะเป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไปมากที่สุดในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะกับสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูป แต่ก็ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ด้วย เช่น สำหรับผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปที่ยังไม่มีระบบกระจายสินค้าของตนเอง อาจเลือกใช้บริการของเอเจนซี่ที่ทำหน้าที่จัดหาโรงงาน วัสดุ และออกแบบแบรนด์ให้ เช่น Unibrands AB, Springhill Textile AB และ Swantex AB ส่วนแบรนด์ที่พัฒนาแล้วและมีผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่าย การเปิดร้านค้าของตนเอง เช่น ผ่านอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง แต่หากยังไม่พร้อมเปิดร้านเอง อาจเลือกใช้ตัวแทนแบรนด์ เช่น Welcome AB หรือเช่าพื้นที่แสดงสินค้าในเครือข่าย โชว์รูมหรือพื้นที่จัดแสดงในเมืองใหญ่อย่าง Stockholm Showroom หรือ Studio B3 ได้
สำหรับผู้ผลิตผ้าและอุปกรณ์สิ่งทอ เช่น ผ้าทางเทคนิคหรือผ้าเฉพาะทาง ก็สามารถใช้บริการของผู้จัดจำหน่ายที่เชี่ยวชาญด้านการกระจายสินค้าในกลุ่มวัสดุสิ่งทอโดยเฉพาะในสวีเดนหรือตลาดนอร์ดิก เช่น JOB Group AB, Y. Berger & CO AB, และ Ohlssons Tyger & Stuvar AB เป็นต้น ช่องทางเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ระบบการค้าสิ่งทอในสวีเดนสามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในระดับสากล
อย่างไรก็ดี การจัดจำหน่ายสินค้าในประเทศสวีเดนมีทางเลือกทั้งแบบจัดจำหน่ายโดยตรง และแบบผ่านตัวแทน (agents/distributors) ซึ่งการใช้ตัวแทนจะต้องมีการจ่ายค่านายหน้า ทำให้ราคาสินค้าปลายทางสูงขึ้นและลดความสามารถในการแข่งขันในตลาดเมื่อเทียบกับการจัดจำหน่ายโดยตรง ค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายให้กับตัวแทนเหล่านี้มีความแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสินค้า ชื่อเสียงและเครือข่ายของตัวแทน รวมถึงปริมาณคำสั่งซื้อ
ทั้งนี้ แม้ว่าการทำตลาดภายใต้แบรนด์ของตนเองในประเทศสวีเดนจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะในตลาดที่พัฒนาแล้วเช่นสวีเดน ซึ่งต้องอาศัยความรู้ลึกเกี่ยวกับเทรนด์การออกแบบและการตลาดทั้งในระดับโลกและท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ก็มีกรณีตัวอย่างของบริษัทจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกออนไลน์ ที่สามารถสร้างแบรนด์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคชาวสวีเดนและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
6. เทรนด์/แนวโน้มที่สำคัญ
6.1 ความยั่งยืน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ความยั่งยืน” (Sustainability) และ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circularity) กลายเป็นแนวโน้มสำคัญที่ได้รับแรงผลักดันจากทั้งกฎหมายและความคาดหวังของผู้บริโภค บริษัทต่าง ๆ จึงได้ปรับตัวโดยดำเนินกลยุทธ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัดส่วนของวัตถุดิบที่มาจากแหล่งที่ยั่งยืนหรือ รีไซเคิล การกำหนดให้กระบวนการผลิตใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการใช้ทรัพยากรโดยรวม อีกทั้งยังเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน เช่น การเปิดเผยรายชื่อผู้ผลิตและ ซัพพลายเออร์ การลงทุนในระบบที่ส่งเสริมการนำสินค้าไปใช้ซ้ำ หรือให้เช่า เช่น แพลตฟอร์มขายของมือสอง และการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืน รวมถึงแนวทางบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านความยั่งยืน แบรนด์และองค์กรขนาดใหญ่ในสวีเดนได้ลงทุนในระบบการนำสินค้าไปใช้ซ้ำ ตัวอย่างเช่น H&M ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม Sellpy.com สำหรับขายเสื้อผ้ามือสองซึ่งให้บริการในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน หน่วยงานวิจัย RISE ของสวีเดนร่วมกับ Wargön Innovation ได้เผยแพร่ฐานข้อมูลสินค้ามือสองมากกว่า 30,000 รายการ เพื่อวิเคราะห์ความคงทนและคุณภาพของสินค้า แม้ว่าตลาดสินค้ามือสองจะเติบโตต่อเนื่อง แต่พฤติกรรมผู้บริโภคและกำลังซื้อยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริโภคสิ่งทอที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืนในวงกว้าง
6.2 นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
สิ่งทอเทคนิค (Technical textiles) ซึ่งเดิมถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ และยานยนต์ กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้ในเสื้อผ้ามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสื้อผ้ากลางแจ้ง และชุดทำงาน เพื่อเพิ่มความสบายและการใช้งานที่หลากหลาย คุณสมบัติของสิ่งทอเหล่านี้ได้แก่ ความทนทาน การทนไฟและสารเคมี การระบายความชื้น และอื่น ๆ นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในเนื้อผ้า ยังทำให้สามารถติดตั้งเซนเซอร์และฟังก์ชันอัจฉริยะต่าง ๆ เพื่อใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้
สวีเดนถือเป็นผู้นำในด้านการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทออัจฉริยะ โดยมีโครงการความร่วมมือภายใต้ชื่อ Smart Textiles ซึ่งเป็นเครือข่ายวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย Borås, Borås Incubator และสถาบันวิจัย RISE ความร่วมมือนี้เชื่อมโยงนักวิจัยกับภาคธุรกิจ พร้อมให้การสนับสนุนด้านเครื่องจักร เทคโนโลยี และวัสดุใหม่ ๆ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ผลิตสิ่งทอในการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อจำหน่ายในตลาดสวีเดนและยุโรป
ทั้งนี้ โครงการ Smart Textiles ได้กำหนด 3 แนวทางหลักในการพัฒนาสิ่งทออัจฉริยะในสวีเดน โดยอิงจากทิศทางของโครงการที่ผ่านมา ในปี 2024 ดังนี้:
สิ่งทอเพื่อความยั่งยืน (Sustainable textiles) ได้แก่ การพัฒนาสิ่งทอที่ผลิตจากวัตถุดิบในท้องถิ่นหรือวัสดุรีไซเคิล เช่น การใช้สีย้อมจากพืช ที่วิจัยโดย Linda Worbin และการพัฒนาวัสดุกันน้ำที่ไม่ใช้สารฟลูออโรคาร์บอน โดยบริษัท OrganoClick
สิ่งทอเพื่อสุขภาพและการแพทย์ (Textiles for health and medicine) เช่น เสื้อผ้าที่มีเซนเซอร์ฝังในเนื้อผ้า (มหาวิทยาลัย Borås Li Guo) ชุดนอนสำหรับเด็กที่มีปัญหาปัสสาวะรดที่นอน โดย Pajama, แผ่นหมอนรองกระดูกสันหลังแบบสิ่งทอ (Ortoma) ข้อเทียมอัจฉริยะ (Lindhe Xtend) และสิ่งทอที่ช่วยป้องกันแผลกดทับ (MedTech West)
สิ่งทอสำหรับงานสถาปัตย์และตกแต่งภายใน (Textiles for architecture and interiors) เช่น สิ่งทอภายในบ้านที่ตอบสนองต่อการสัมผัส (มหาวิทยาลัย Borås Li Guo), ผ้าที่ชาร์จอุปกรณ์ได้ และสิ่งทอเทคนิคที่มีคุณสมบัติป้องกันพิเศษ (Engtex)
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการวิจัยและพัฒนาในหลายด้าน แต่โครงการที่เกี่ยวกับสิ่งทออัจฉริยะ ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระยะทดลองหรือพัฒนา ยังไม่ได้เข้าสู่เชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ โดยแบรนด์หลักๆ ในตลาดยังคงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของสิ่งทอเทคนิคในแง่การใช้งานมากกว่าฟังก์ชันอัจฉริยะ
6.3 แนวโน้มการผลิตใกล้ตลาด (Nearshoring)
ถึงแม้ว่าปัจจุบันแบรนด์สินค้าส่วนใหญ่ของสวีเดนยังคงจ้างผลิตสินค้าในประเทศต้นทุนต่ำ ในเอเชีย เช่น จีน และบังกลาเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงข้อกำหนดเรื่องความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดมากขึ้นหลังยุคโควิด-19 หลายบริษัทจึงเริ่มพิจารณาจัดหาสินค้าจากแหล่งที่อยู่ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งข้อมูลการค้าล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ประเทศคู่ค้าดั้งเดิมอย่างจีน บังกลาเทศ และอินเดีย เริ่มถูกแทนที่ด้วยประเทศที่อยู่ใกล้ขึ้น เช่น ตุรกี และโปแลนด์ แม้แนวโน้มนี้ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น แต่ก็สะท้อนว่าหลายแบรนด์มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแหล่งผลิต หากสอดคล้องกับต้นทุนและความยั่งยืนในระยะยาว
6.4 แนวโน้มของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดสิ่งทอ
ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดค้าปลีก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ กำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น แบรนด์ใหญ่ที่มีทั้งหน้าร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ด้วยความสะดวกในการซื้อสินค้าและความภักดีต่อแบรนด์ ซึ่งแนวโน้มนี้มี 2 ทิศทางหลัก คือ
การขยายเข้าสู่กลุ่มสิ่งทอภายในบ้าน: แบรนด์เสื้อผ้ารายใหญ่หลายแบรนด์ได้ขยายธุรกิจไปยังกลุ่มของใช้ในบ้าน เช่น Zara เปิดตัว Zara Home ในปี 2003 H&M เปิดตัว H&M Home ในปี 2009 และ Mango เปิด Mango Home ในปี 2014
การผสานเข้ากับค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery Retail): ห้างค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ICA และ LIDL ได้เพิ่มสินค้าประเภทเสื้อผ้าและสิ่งทอในบ้านเข้ามาจำหน่าย รุกตลาดสินค้าที่นอกเหลือจากสินค้าอุปโภคบริโภค และของใช้พื้นฐาน
แนวโน้มนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตในการนำเสนอสินค้าภายใต้แบรนด์ของห้าง (Private Label) ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับซัพพลายเออร์ที่มีศักยภาพในการผลิตจำนวนมากและควบคุมต้นทุนได้ดี
6.5 แนวโน้มอีคอมเมิร์ซในตลาดสิ่งทอสวีเดน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การค้าปลีกแบบดั้งเดิมมีจำนวนหน้าร้านลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะในหมวดเสื้อผ้าและสิ่งทอภายในบ้าน ทั้งนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยมสำหรับการซื้อเสื้อผ้าและสิ่งทอภายในบ้านในสวีเดน มีทั้งผู้ค้าปลีกที่ดำเนินการเฉพาะออนไลน์ เช่น Amazon, Zalando และ Ellos รวมถึงผู้ค้าปลีกรูปแบบไฮบริด (มีทั้งหน้าร้านและออนไลน์) อย่าง H&M และ ICA นอกจากนี้ แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้ามือสองก็เริ่มมีบทบาทในตลาดมากขึ้น ตามกระแสความยั่งยืน เช่น Sellpy (ในเครือ H&M) และ Tradera ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มผู้บริโภคชาวสวีเดน แหล่งชอปปิ้งออนไลน์สินค้าที่สำคัญในสวีเดน ได้แก่ Amazon.se, Zalando.se, HM.com, Tradera.se, Boozt.com, Sellpy.com, Ellos.se และ Ica.se
7. บทวิเคราะห์โอกาส ความท้าทาย และข้อคิดเห็นการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอในครัวเรือนจากไทยสู่ตลาดสวีเดน
ตลาดสิ่งทอและเสื้อผ้าในสวีเดนยังคงเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ส่งออกจากประเทศไทย แม้จะมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านความยั่งยืนและต้นทุน แต่หากสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ไทยสามารถเจาะตลาดนี้ได้อย่างมีศักยภาพ ดังนี้
7.1 โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงด้านซัพพลายเชนและการพัฒนาความยั่งยืน แม้ว่าสวีเดนยังคงพึ่งพาการผลิตจากประเทศต้นทุนต่ำ เช่น จีนและบังกลาเทศ อีกทั้งแนวโน้มใหม่ที่เริ่มหันมามองหาผู้ผลิตทางเลือกที่อยู่ใกล้ยุโรปมากขึ้นเพื่อประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์และลดการปล่อยคาร์บอน ในจุดนี้ ผู้ผลิตไทยอาจสามารถใช้จุดแข็งด้านคุณภาพและความสามารถในการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ฝ้ายออร์แกนิก ระบบการผลิตที่ลดของเสีย หรือมาตรฐาน ISO และ GOTS เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์สวีเดน
7.2 ความท้าทายจากข้อกำหนดและความโปร่งใส สวีเดนเป็นประเทศผู้นำในด้านความยั่งยืน และแบรนด์ใหญ่ เช่น H&M และ IKEA มักถูกจับตามองจากทั่วโลก ผู้ผลิตจึงต้องสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของลูกค้าอย่างเคร่งครัด ทั้งในแง่แรงงาน วัสดุ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการยอมรับการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม หรือแม้กระทั่งการจัดทำ self-audit อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบของสหภาพยุโรป เช่น แผนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Action Plan)
7.3 โอกาสสำหรับผู้ผลิตรายย่อยและผู้ประกอบการเฉพาะทาง แม้บริษัทขนาดใหญ่ในสวีเดนจะมีสำนักงานจัดซื้อในต่างประเทศโดยตรง แต่ยังมีบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กอีกหลายแห่งที่พึ่งพาการนำเข้าจากผู้ผลิตในต่างประเทศ ผู้ผลิตจากไทยสามารถสร้างความสัมพันธ์ผ่านช่องทางเหล่านี้ รวมถึงงานแสดงสินค้าในสวีเดน เช่น Formex, Stockholm Furniture Fair หรือ Stockholm Design Week เพื่อเข้าถึงลูกค้าโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสินค้ามีความเฉพาะ เช่น สิ่งทอเทคนิค หรือผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม
7.4 ข้อคิดเห็นและแนวทางการพัฒนา เพื่อให้แข่งขันได้ ผู้ประกอบการไทยอาจให้ความสำคัญกับการศึกษาตลาดเป้าหมายในสวีเดนอย่างลึกซึ้ง เข้าใจวัฒนธรรมการซื้อ ความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม และมีความยืดหยุ่นในการเจรจา เช่น การเสนอความร่วมมือด้านนวัตกรรม หรือการผลิตตามข้อกำหนดเฉพาะของแบรนด์นั้นๆ
7.5 ศักยภาพระยะยาวของตลาดสวีเดน แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกจะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและการแข่งขันสูงขึ้น แต่ตลาดสวีเดนยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหมวดสินค้าที่สอดคล้องกับแนวทางสีเขียว หากไทยสามารถพัฒนาและสื่อสารจุดแข็งของตนในด้านนี้ พร้อมทั้งสร้างความน่าเชื่อถือผ่านมาตรฐานสากล ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์สวีเดนในระยะยาว