fb
แม้เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโต แต่ความเชื่อมั่นไม่กลับมา

แม้เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโต แต่ความเชื่อมั่นไม่กลับมา

โดย
Thanit
ลงเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569 16:21
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
5

เศรษฐกิจเยอรมนีได้กลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเป็นครั้งแรกหลังจากที่เศรษฐกิจถดถอยมา 2 ปีติดต่อกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) ประกาศว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเยอรมนีกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลังจากที่เยอรมนีต้องประสบกับวิกฤตการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ก็ว่าได้  อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า แนวโน้มในอีกหลายปีข้างหน้ายังคงมืดมนอยู่ เว้นเสียแต่ว่า ภาคการเมืองซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายจะริเริ่มการปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานอย่างจริงจัง  นาง Sonja Marten หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร DZ กล่าวว่า แม้ว่าอัตราการเติบโตของ GDP โดยรวมยังคงอ่อนแอในปีที่แล้ว แต่ก็ไม่อาจนำเรื่องนี้มาบดบังข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ในระดับเบื้องต้นได้เกิดสัญญาณของการฟื้นตัวที่บ่งชี้ให้เราเห็นเล็กน้อยตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจเยอรมนีกลับมาเติบโตอีกครั้งในช่วงปลายปี 2025 หลังจากหดตัวในช่วงต้นปี และกลับมาชะงักงันอีกในเวลาต่อมา  โดยนาง Marten กล่าวเพิ่มว่า ในตอนนี้หลายสิ่งหลายอย่างกำลังเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ยอดสั่งซื้อเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และการผลิตภาคอุตสาหกรรมก็กำลังขยายตัว”  ทั้งนี้ สำนักงานสถิติฯ เพิ่งรายงานตัวเลขยอดสั่งซื้อเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ขยายตัวขึ้นเกินคาดหมาย โดยในปี 2024 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลง 0.5% และในปี 2023 หดตัวลงมากถึง 0.9% เยอรมนีไม่เคยประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ยาวนานและรุนแรงเช่นนี้มาก่อน ส่งผลให้ GDP ในปัจจุบันสูงกว่าปี 2019 หรือช่วงก่อนเกิดการระบาดของไวรัสโคโรน่าเพียง 0.2% เท่านั้น

นาย Nils Jannsen จากสถาบันเศรษฐกิจโลก (Ifw – Institut für Weltwirtschaft) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ ในเมือง Kiel  กล่าวว่า การที่ GDP ของประเทศไม่เพิ่มขึ้นเป็นระยะเวลา 6 ปี ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสาธารณรัฐเยอรมนีและไม่มีประเทศใดในกลุ่ม G7 ที่ประสบกับปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอเช่นนี้มาก่อน  นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน เยอรมนีเองก็ยังเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจย่ำแย่ที่สุดในสหภาพยุโรป ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอของประเทศเยอรมนีก็ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานอีกด้วย  นาง Andrea Nahles  ผู้บริหารสำนักงานจัดหางานของรัฐบาลกลางเยอรมนี (BA - Bundesagentur für Arbeit) คาดการณ์ว่า ในเดือนนี้หรือเดือนหน้ามีความเป็นไปได้ที่อัตราการว่างงานของเยอรมนีจะพุ่งสูงกว่า 3 ล้านคนอีกครั้ง แม้ว่าตัวเลขนี้จะยังห่างไกลจาก จุดสูงสุดในอดีต เนื่องจากเยอรมนียังคงประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ แต่สัญญาณจากตลาดแรงงานก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ดี ตามที่นาง Nahles กล่าว การหางานใหม่ไม่เคยยากลำบากเท่านี้มาก่อน แม้แต่บัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยก็ยังเผชิญกับความท้าทายในการหางานอย่างหนัก เดิมทีคาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 เยอรมนีจะสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตได้ แต่ความหวังที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวก็ต้องพังทลายลงเมื่อต้นปี 2025 จากการที่นาย Donald Trump ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง  

เยอรมนีในฐานะประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายภาษีที่เข้มงวดของประธานาธิบดี Trump ซึ่งนอกจากภาษีของสหรัฐฯ แล้ว การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากคู่แข่งรายใหม่จากจีนก็สร้างปัญหาให้กับผู้ส่งออกของเยอรมนีเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจยานยนต์และวิศวกรรมเครื่องกล  นาง Ruth Brand ประธานสำนักงานสถิติฯ กล่าวว่า ผลจากภาษีของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ภาคการส่งออกของประเทศเยอรมนีต้องเผชิญกับอุปสรรคอย่างหนัก นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินยูโร และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากจีน ก็กลายเป็นปัญหาที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัจจัยลบเหล่านี้ ทำให้ในปีที่ผ่านมา การส่งออกของเยอรมนีลดลง 0.3% นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ซึ่งนั่นหมายความว่า การค้าระหว่างประเทศที่ลดลงนี้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของ GDP ถึง 1.5% โดยดุลการค้า (trade balance) ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างการส่งออกและการนำเข้า ลดลงเหลือ 110 พันล้านยูโร  นี่เป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี (ยกเว้นข้อมูลของปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในยูเครน)  นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังลังเลที่จะกลับมาลงทุนในธุรกิจ เนื่องจากสถานการณ์ทางภูมิ-รัฐศาสตร์ที่มีความแปรปรวนสูงอย่างเช่นในปัจจุบัน และในเวลาเดียวกันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในภาคอุตสาหกรรมก็ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจเยอรมันเช่นกัน โดยการเติบโตของ GDP     ปี 2025 นั้นเกิดขึ้นผ่านการขับเคลื่อนโดยอุปสงค์ภายในประเทศเพียงอย่างเดียว ความพึงพอใจในการบริโภคของภาคครัวเรือนกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากได้รับค่าจ้างสูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่กลับมาทรงตัว อีกทั้งรัฐบาลยังเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐอย่างมหาศาล ซึ่งการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายดังกล่าวกำลังจุดประกายความหวังว่า เศรษฐกิจเยอรมนีจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ และในอีกหลายปีข้างหน้า นาย Sebastian Dullien จากสถาบันเพื่อการวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาค (IMK  Institut für Makroökonomie und Konjunkturforschung) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจที่มีความใกล้ชิดกับสหภาพแรงงาน กล่าวว่า โชคดีที่ปี 2025 จะเป็นปีสุดท้ายที่เยอรมนีจะมีผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เช่นนี้  ในปีนี้ผลกระทบของกองทุนพิเศษของรัฐที่นำมาใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปกป้องสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้น น่าจะเริ่มปรากฏผลเชิงบวกให้เห็นเป็นครั้งแรกและนาย Dullien ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ได้คาดการณ์ว่าในปีนี้  GDP ของเยอรมนีน่าจะมีอัตราการเติบโตระหว่าง 0.9% ถึง 1.2%   อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปัจจัยพิเศษและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากการสร้างภาระหนี้โดยภาครัฐที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในปีนี้มีวันหยุดราชการหลายวันที่ตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้ GDP เติบโตเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ หากรวมผลกระทบนี้เข้ากับการลงทุนของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การเติบโตกว่า 0.7% ในปี 2026 อาจเกิดจากสองปัจจัยหลักนี้ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า หากไม่มีสองปัจจัยดังกล่าวเข้ามาช่วย การเติบโตของ GDP ตามธรรมชาติยังคงอ่อนแอมาก  นาง Geraldine Dany-Knedlik หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์เศรษฐกิจของสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจเยอรมนี (DIW – Deutscher Institut für Wirtschaftsforschung) กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าช่วงขาขึ้นครั้งก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด” หลังจากที่เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัวมา 2 ปีติดต่อกัน นาย Alexander Krüger ผู้อำนวยการกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Hauck Aufhäuser Lampe ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เรากำลังมองเห็นการกลับมาทรงตัวอีกครั้งของเศรษฐกิจ แต่สัญญาณนี้ก็ยังไม่ใช่สัญญาณการเริ่มต้นใหม่ที่แข็งแกร่งแต่อย่างใดโดยเขาไม่เห็นกลยุทธ์ทั่วไปจากภาคการเมือง กลยุทธ์ทั่วไปที่จะรักษาบทบาทของตนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนสำหรับนโยบายอุตสาหกรรมเชิงก้าวร้าวของจีน แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์หลายคนกำลังเรียกร้องให้ ภาคการเมืองดำเนินการอย่างเข้มงวดมากขึ้นต่อการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากกรุงปักกิ่ง นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังดูเหมือนจะไร้หนทางในการรับมือกับนโยบายภาษีของนาย Trump อีกด้วย  บรรดานักเศรษฐศาสตร์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดการปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจจากรัฐบาลกลางเยอรมันเพื่อจะทำให้เยอรมนีสามารถกลับมาเป็นสถานที่ที่น่าดึงดูดใจสำหรับการทำธุรกิจอีกครั้ง จากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเยอรมนีกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ภาษีนิติบุคคลค่อนข้างสูง เงินสมทบประกันสังคมเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ อีกทั้งภาคเอกชนยังต้องแบกรับภาระจากระบบราชการที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินไป  ด้วยข้อเสียเหล่านี้ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทต่างชาติจึงลงทุนในเยอรมนีน้อยมาก เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงเท่ากับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดเท่านั้น”  นาย Krüger ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การขาดเจตจำนงทางการเมืองในการปฏิรูปกำลังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอีกครั้ง”  ส่วนนาย Friedrich Merz นายกรัฐมนตรีสังกัดพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสต์เตียนแห่งเยอรมนี (CDU - Christlich Demokratische Union Deutschlands) ได้ประกาศถึง ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการปฏิรูปแต่การปฏิรูปที่สำคัญอย่างการปฏิรูประบบประกันสังคมยังไม่เกิดขึ้นจริง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่ม Union หรือกลุ่มสหภาพที่ประกอบด้วยพรรค CDU และพรรคสหภาพสังคมนิยมคริสต์เตียนแห่งนครรัฐบาวาเรีย (CSU - Christlich-Soziale Union in Bayern) มีมุมมองที่แตกต่างกับพรรคร่วมรัฐบาล พรรคสังคมนิยมเพื่อประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD – Sozialdemokratische Partei Deutschlands)  อีกทั้งภายในรัฐบาลกลางยังมีความเห็นไม่ตรงกันว่า ควรเร่งดำเนินการลดภาษีนิติบุคคล  ตามแผนที่กำหนดไว้สำหรับปี 2028 หรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ซึ่งกลุ่ม Union เห็นด้วยในเรื่องดังกล่าว แต่พรรค SPD คัดค้านเรื่องนี้  นาง Helena Melnikov ผู้บริหารสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเยอรมนี (DIHK - Der Deutsche Industrie- und Handelskammertag) กล่าวว่า การปฏิรูปเล็กน้อยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ จะต้องตามมาด้วยการปฏิรูปอย่างแท้จริงในปีนี้ เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถฟื้นคืนความสามารถในการแข่งขันที่สูญเสียไปได้การคาดการณ์ของสถาบันเศรษฐกิจต่างๆ เกี่ยวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลางแสดงให้เห็นว่า การปฏิรูปนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพียงใด 

ตามรายงานของ IfW คาดว่า อัตราการเติบโตของผลผลิตศักยภาพ (Potential Output) จะลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 0.5% ลดเหลือประมาณ 0.3% ภายในสิ้นทศวรรษนี้  ศักยภาพที่จะเกิดการเติบโตนี้เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตประจำปีที่ใช้กำลังการผลิตระดับปกติ นั่นคือ สิ่งที่เศรษฐกิจสามารถบรรลุได้ด้วยตนเองตามธรรมชาติโดยปราศจากอิทธิพลของปัจจัยภายนอก  สถาบัน IfW เห็นว่า การเติบโตของผลผลิตศักยภาพ (Potential Output) เพียง 0.3% นั้นต่ำมาก ส่วนสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยมิวนิค (Institut für Wirtschaftsforschung an der Universität München) ยังออกมาเตือนเมื่อเร็วๆ นี้ ถึงความเป็นไปได้ที่เยอรมนีจะประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในช่วง 15 ปีข้างหน้าอีกด้วย โดยนอกจากสาเหตุที่กล่าวไปแล้วข้างต้น (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน  การกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากจีน) ยังมีสาเหตุเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การที่เยอรมนีมีประชากรสูงวัยมากขึ้นนั่นเอง  ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า หากไม่มีมาตรการทางการเมืองออกมาแก้ไขแนวโน้มด้านประชากรศาสตร์ จะยิ่งทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือรุนแรงขึ้นอย่างมาก  นาย Jannsen ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ได้เตือนภาคการเมืองไม่ให้มัวแต่เฉลิมฉลองการเติบโตที่เกิดจากการใช้จ่ายของภาครัฐที่สูงขึ้น เพราะ นโยบายการคลังเชิงขยายตัว (The expansive fiscal policy) นั้น สามารถปกปิดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ย่ำแย่ได้เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

(แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือน กุมภาพันธ์ 2569)

3rd Weekly News from Germany_ 17 FEB 2026-1.pdf
Share :
Instagram