fb
ความสามารถในการฟื้นตัวและรับมือของภาคธุรกิจครอบครัวในเวียดนาม ปี 2568

ความสามารถในการฟื้นตัวและรับมือของภาคธุรกิจครอบครัวในเวียดนาม ปี 2568

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 17 ธันวาคม 2568 14:26
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))
24

ความสามารถในการฟื้นตัวและรับมือของภาคธุรกิจครอบครัวในเวียดนาม ปี 2568

image.png

บริษัท PricewaterhouseCoopers (PwCเวียดนามได้เผยแพร่ผลการสำรวจธุรกิจครอบครัวครั้งที่ 12 ประจำปี 2568 โดยการสำรวจปีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาระดับโลก ที่มีธุรกิจครอบครัวเข้าร่วมทั้งหมด 1,325 แห่ง จาก 62 ประเทศ โดยมีผู้แทนจากเวียดนามจำนวน 32 แห่ง จากผลการสำรวจพบว่าร้อยละ 75 ของธุรกิจครอบครัวที่เข้าร่วมการสำรวจมียอดขายเติบโตในปีงบประมาณ 2567–2568  ที่ผ่านมา โดยในจำนวนนี้ ร้อยละ 41 ของธุรกิจครอบครัวเวียดนามมีอัตราการเติบโตตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไป ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 25 ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก       ที่ทำได้ในระดับเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจครอบครัวเวียดนามร้อยละ 31 ที่เข้าร่วมการสำรวจตั้งเป้าการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่มีเพียงร้อยละ 16 ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกเท่านั้นที่ทำได้ในระดับเดียวกัน

ผลการสำรวจดังกล่าวยังระบุถึงปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจครอบครัวในปี 2568 โดยร้อยละ 69 ของธุรกิจครอบครัวในเวียดนามได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ร้อยละ 66 ของธุรกิจครอบครัวได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ       การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ร้อยละ 56 ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และร้อยละ 47 ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษี อย่างไรก็ตาม มีเพียงร้อยละ 25 ของธุรกิจครอบครัวในเวียดนามที่มีวิสัยทัศน์  เชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกันในช่วง 5 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันมีร้อยละ 91 ของธุรกิจครอบครัวยอมรับว่าจำเป็นต้องมีความสามารถในการฟื้นตัวและรับมือของธุรกิจในระยะยาว (Long-term Business Resilience) ร้อยละ 72 ของธุรกิจครอบครัวเลือกที่  จะลงทุนในการนวัตกรรม (Innovation Investment) และร้อยละ 69 เลือกที่จะเพิ่มความเข้มข้น    ของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ดังนั้น เพื่อให้บรรลุการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ภาคธุรกิจครอบครัวจำเป็นต้องก้าวข้ามรูปแบบการดำเนินงานแบบดั้งเดิม จากการพึ่งพาศักยภาพในอดีตไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงรุก โดยเฉพาะในการปรับเปลี่ยนหลักการคิด ปัจจุบัน ร้อยละ 69 ธุรกิจครอบครัวเวียดนามยังมองว่าความได้เปรียบของตนมาจากประสิทธิภาพด้านต้นทุน (Cost Efficiencies) เป็นหลัก

แม้ว่าธุรกิจครอบครัวในเวียดนามจะมีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ในระยะยาว แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยดังกล่าว ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่กลับมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นและจำกัดความสามารถในการปรับตัวอย่างเหมาะสม ผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 44 ของธุรกิจครอบครัวยอมรับว่าจะดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็วก็ต่อเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มีเพียงร้อยละ ของธุรกิจครอบครัวที่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าและปรับตัวได้ดี ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าความท้าทายหลักของธุรกิจครอบครัว            ในเวียดนามเกิดขึ้นจากปัจจัยภายในมากกว่าภายนอก โดยมีร้อยละ 41 ของธุรกิจครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัวขาดความเชี่ยวชาญภายในองค์กร (Lack of Internal Expertise) และร้อยละ 38 ขาดความสอดคล้องระหว่างสมาชิกครอบครัวต่างรุ่น (Lack of Alignment Between Generations) นอกจากนี้ การดำเนินการปฏิรูปหรือการปรับกลไกการบริหารขั้นพื้นฐานภายในองค์กรยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียงร้อยละ 34 ของธุรกิจครอบครัวที่ยอมให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระหรือคนภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกครอบครัวเข้าร่วมคณะกรรมการบริหาร และมีเพียงร้อยละ 31 ที่ยอมรับการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริษัท

ธุรกิจครอบครัวในเวียดนามร้อยละ 94 ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องกิจการของครอบครัวและมองว่าทรัพย์สิน   ซึ่งสูงกว่าร้อยละ 78 ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกและมีร้อยละ 81 ที่ต้องการรักษามรดกตกทอดของครอบครัวไว้ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และสืบสานคุณค่าที่สืบทอดมาจากรุ่นก่อน รวมทั้งแสดงถึงความผูกพันลึกซึ้งในการคงไว้ประเพณี อย่างไรก็ตาม ธุรกิจครอบครัวในเวียดนามให้ความสำคัญต่อชื่อเสียงทางธุรกิจไม่มากนัก โดยมีเพียงร้อยละ 62 ของธุรกิจครอบครัวที่เข้าร่วมการสำรวจยอมรับถึงความสำคัญของชื่อเสียง ซึ่งต่ำกว่าร้อยละ 78 ธุรกิจครอบครัวทั่วโลก   สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงระดับความเชื่อมั่นของธุรกิจครอบครัวในเวียดนามที่ยังไม่สูง เนื่องจากความกังวลเรื่องจริยธรรมในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยมีร้อยละ 50 ของธุรกิจครอบครัวที่ยอมรับเรื่องนี้ สูงกว่าทั่วโลกถึงเท่าตัว นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าธุรกิจครอบครัวในเวียดนามมีมุมมองที่ขัดแย้งกัน โดยร้อยละ 41 มองว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นทั้งแรงขับเคลื่อนสำคัญและโอกาสในการสร้างแบรนด์สินค้า ในขณะที่ธุรกิจครอบครัวอีกกลุ่มหนึ่งกลับมองว่าควรมีแค่บทบาทในสนับสนุนเท่านั้น สะท้อนถึงความลังเลในปฏิบัติตามหลักการคิด ESG (EnvironmentalSocialGovernance)

นางสาว Luong Thi Anh Tuyet ผู้อำนวยการฝ่ายบริการธุรกิจเอกชน บริษัท PwC เวียดนาม ระบุว่าท่ามกลางกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกส่งผลให้แรงขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพลดลง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเวียดนามยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้อย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลจากการปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐ และส่งเหล่านี้ได้สร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจครอบครัวในเวียดนาม ดังนั้น การพัฒนาในระยะยาวของธุรกิจครอบครัวจึงขึ้นอยู่กับการผสานระหว่างชื่อเสียง เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ และแหล่งเงินทุนในระยะยาว โดยมุ่งเน้นความยืดหยุ่นและความเป็นมืออาชีพในการบริหารกิจการ เพื่อไม่เพียงปกป้องมรดกของครอบครัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเสริมสร้างบทบาทและขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจภายในประเทศเวียดนามและในต่างประเทศด้วย

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

จากผลการสำรวจธุรกิจครอบครัวครั้งที่ 12 ของบริษัท PwC เวียดนาม ธุรกิจครอบครัว (Family Business) หมายถึงบริษัทที่สิทธิความเป็นเจ้าของและสิทธิในการบริหารจัดการถูกรวมไว้ในตัวผู้ประกอบการหรือสมาชิกในครอบครัว และ    มีการถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 50 ของบริษัท และบุคคลเหล่านี้ต้องมีส่วนร่วมในการบริหารงานของบริษัท ผลการสำรวจครั้งนี้ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นมุมมองใหม่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในเวียดนามสำหรับผู้ประกอบการด้านการค้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงโอกาสและความท้าทายในการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศต่างๆ ไปยังเวียดนามให้เกิดความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของผู้ประกอบการเวียดนามที่มีธุรกิจในลักษณะธุรกิจครอบครัว       จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (General Statistics Office: GSO) ดัชนีราคาผู้บริโภคของเวียดนามในช่วง เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.27 และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 และการที่ร้อยละ 75 ธุรกิจครอบครัวเวียดนามที่เข้าร่วมการสำรวจมียอดขายเติบโตในปีงบประมาณ 2567–2568 สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อภายในประเทศยังคงแข็งแรงและมีเสถียรภาพ ซึ่งช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้า และบริการจากประเทศต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ผลกระทบจากนโยบายด้านภาษี กระแสการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจครอบครัวเวียดนามมักให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว มากกว่าการวางแผนคาดการณ์และปรับตัวเชิงรุกต่อสถานการณ์ในระยะยาว ส่งผลให้ผู้ส่งออกจากประเทศต่างๆ อาจเผชิญ   ความท้าทายในการเจาะตลาดด้วยสินค้าใหม่หรือสินค้านวัตกรรม เนื่องจากธุรกิจครอบครัวในเวียดนามอาจยังขาดความพร้อมในการขยายหมวดหมู่สินค้านำเข้าหรือทดลองสินค้าใหม่จากคู่ค้าต่างประเทศเพื่อรองรับกระแสความนิยมหรือมาตรฐานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ความสามารถในการฟื้นตัวและรับมือของภาคธุรกิจครอบครัวในเวียดนาม ปี 2568 TH V0.pdf
Share :
Instagram