fb
เวียดนามมุ่งสู่การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อเปิดโอกาสการส่งออกสู่ตลาดหลักทั่วโลก

เวียดนามมุ่งสู่การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อเปิดโอกาสการส่งออกสู่ตลาดหลักทั่วโลก

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 09 ตุลาคม 2568 16:00
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))
38

เวียดนามมุ่งสู่การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อเปิดโอกาสการส่งออกสู่ตลาดหลักทั่วโลก

image.png

กรมป่าไม้และคุ้มครองป่าไม้เปิดตัวแอปพลิเคชัน WoodID ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์สำหรับใช้ในโทรศัพท์ smart phone เพื่อช่วยระบุชนิดของไม้ ปัจจุบัน WoodID สามารถระบุชนิดของไม้ได้มากกว่า 260 ชนิด โดยแอปพลิเคชัน WoodID จะถูกใช้ โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ภาคธุรกิจ และนักวิจัย เพื่อระบุชนิดของไม้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งช่วยยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานไม้

 WoodID เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยติดตามแหล่งที่มา ซื่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีความโปร่งใส และส่งเสริมความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ป่าไม้ และการประมงของเวียดนามในตลาดต่างประเทศ

นาย เหงียน ฮู เทียน (Nguyen Huu Thien) รองอธิบดีกรมป่าไม้และคุ้มครองป่าไม้กล่าวว่า การนำ WoodID มาใช้ถือเป็นก้าวสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการจัดการป่าไม้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบและยืนยันแหล่งที่มาของไม้เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเวียดนามในการปฏิบัติตามความรับผิดชอบระหว่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมป่าไม้ที่โปร่งใส ยั่งยืน และมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ไม้ของเวียดนามทั้งในตลาดภายในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

ความโปร่งใสของแหล่งกำเนิดไม้เป็นหนึ่งในข้อกำหนดสำคัญสำหรับเวียดนามในการเดินหน้าสู่การออกใบอนุญาต FLEGT ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่รับรองไม้ถูกกฎหมายภายใต้ข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาลและการค้า Voluntary Partnership AgreementVPA และ Forest Law Enforcement, Governance and Trade: FLEGT ที่ลงนามกับสหภาพยุโรป นอกจากนี้ การปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า (EU Deforestation-free Regulation: EUDR) กำลังกลายเป็นข้อกำหนดบังคับ หากเวียดนามต้องการรักษาส่วนแบ่งตลาดในการส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ในตลาดยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีความต้องการสูงที่สุดในโลก

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นาย ฝ่าม มิญ จิ่ง (Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีได้ลงนามและออกหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการเลขที่ 150/CD-TTg ว่าด้วยการส่งเสริมการตรวจสอบย้อนกลับ การรับประกันคุณภาพและชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ป่าไม้ และการประมงที่ส่งออก หนังสือแจ้งดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนใน               การส่งเสริมระบบการตรวจสอบย้อนกลับอย่างครอบคลุม หลังจากที่สินค้าจำนวนมากของเวียดนามได้รับคำเตือนจากหน่วยงานยุโรปว่าละเมิดกฎระเบียบความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลมุ่งมั่นที่จะปกป้องแบรนด์แห่งชาติและยืนยันสถานะของสินค้าเกษตรเวียดนามในตลาดโลก

หน่วยงานเฉพาะทางระบุว่า ภารกิจสำคัญคือการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบบูรณาการ เพื่อรองรับกฎระเบียบ EU Deforestation-free Regulation: EUDR ให้เสร็จสมบูรณ์ ระบบนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติ ซึ่งประกอบด้วยฐานข้อมูลป่าไม้ ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูก และระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (The Sustainable Trade Initiative: IDH) โดยมีการสนับสนุนโครงการนำร่องในการนำระบบมาใช้ในพื้นที่เพาะปลูกกาแฟ 137,000 เฮกตาร์ (856,250 ไร่) โดยมีเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่เพาะปลูกเป็น 462,000 เฮกตาร์ (2,887,500 ไร่) หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของพื้นที่เพาะปลูกกาแฟหลักทั้งหมด

นาย หว่าง จุง (Hoang Trung) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้ขอให้หน่วยงานเฉพาะทางเร่งพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ อัปเดตข้อมูลพื้นที่ ประสานงานแผนที่ ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ปลูก ผู้ค้า และผลผลิต เพื่อให้ครอบคลุมกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับทั้งหมด ภาคท้องถิ่นต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกกาแฟและยางพาราที่สำคัญ จำเป็นต้องจัดการฝึกอบรมและเผยแพร่ข้อมูลอย่างกว้างขวางให้สอดคล้องกับเงื่อนไขการจัดการในแต่ละระดับ การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กาแฟ ยางพารา และไม้ ไปยังตลาดสหภาพยุโรป จะต้องดำเนินการได้อย่างราบรื่น และเป็นไปตามข้อกำหนดด้านข้อมูล บันทึก และเทคนิคการตรวจสอบย้อนกลับอย่างครบถ้วน

สำหรับสินค้าเกษตรอื่นๆ การจัดทำและออกรหัสพื้นที่เพาะปลูกและรหัสโรงงานบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเช่นกัน ปัจจุบัน ทั่วประเทศมีรหัสพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 8,000 รหัส และรหัสโรงงานบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติจากประเทศผู้นำเข้าประมาณ 1,600 รหัส พร้อมให้บริการส่งออก ซึ่งรหัสดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่สินค้าส่งออกหลัก เช่น แก้วมังกร มะม่วง ลำไย ทุเรียน และ กล้วย เป็นหลัก ปัจจุบัน ตลาดจีน สหรัฐฯ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย          เป็นตลาดที่มีข้อกำหนดด้านรหัสและการตรวจสอบย้อนกลับสูง ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมจึงอยู่ระหว่างร่างหนังสือเวียนเกี่ยวกับแนวทางการจัดการกฎระเบียบสำหรับพื้นที่เพาะปลูกและสถานที่บรรจุภัณฑ์ นาย หวินห์ ตัน ดัต (Huynh Tan Dat) อธิบดีกรมการผลิตพืชและคุ้มครองพืชกล่าวว่า การจัดทำกรอบกฎหมายให้เสร็จสมบูรณ์จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของการบริหารจัดการของรัฐ ทำให้กระบวนการต่างๆ มีความโปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและเกษตรกรในการผลิต แปรรูป และส่งออกสินค้าเกษตร

ในภาคการประมง ระบบตรวจสอบย้อนกลับทางอิเล็กทรอนิกส์ (eCDT) กำลังนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ช่วยให้ชาวประมงและภาคธุรกิจสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำได้อย่างโปร่งใสจากการนำไปใช้ประโยชน์ นาย หวู่ เวิน ไห่ (Vu Duyen Hai) รองอธิบดีกรมประมงกล่าวว่า ระบบดังกล่าวได้มอบบัญชีผู้ใช้ให้กับกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง 5 กลุ่ม ได้แก่ ชาวประมง คณะกรรมการบริหารท่าเรือประมง เจ้าหน้าที่รักษาชายแดน กรมประมง และภาคธุรกิจต่างๆ ปัจจุบันระบบดังกล่าวได้รับการพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว เพื่อให้มั่นใจได้ถึงการตรวจสอบย้อนกลับของกระบวนการทั้งหมดของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ การประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยให้หน่วยงานบริหารจัดการของรัฐสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของการดำเนินงานของกองเรือ และในขณะเดียวกันสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายในหมู่ประชาชนและภาคธุรกิจในการต่อสู้กับการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated FishingIUU)

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้มอบหมายภารกิจให้กับหน่วยงานและกองเฉพาะทางต่างๆ เพื่อทบทวนกระบวนการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ตามคำสั่งอย่างเป็นทางการเลขที่ 150/CD-TTg ในขณะเดียวกัน กระทรวงฯ จะเพิ่มการจัดหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับแต่ละ         ห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านการผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูปเบื้องต้น       การเก็บรักษา และการส่งออก

นาย หว่าง จุง (Hoang Trung) ระบุว่า ภาคท้องถิ่นต่างๆ จำเป็นต้องส่งเสริมการตรวจสอบและกำกับดูแลในพื้นที่เกษตรกรรม โรงงานแปรรูปและโรงงานผลิต และอาหารนำเข้า ในขณะเดียวกัน ควรดำเนินการอย่างเคร่งครัดกับการละเมิดกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอาหารและการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งรวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่ละเมิดกฎระเบียบ และการระงับใบอนุญาตส่งออกไปยังสหภาพยุโรปชั่วคราวหากจำเป็นการตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดทางเทคนิคอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปัจจัยบังคับและสำคัญยิ่งในการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และการประมง การดำเนินการเชิงรุกและการประสานงานตั้งแต่นโยบายไปจนถึงการดำเนินการเฉพาะของกระทรวง หน่วยงาน ภาคท้องถิ่น และผู้ประกอบการต่างๆ ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับเวียดนามในการรักษาตลาด ปรับปรุงสถานะ และยืนยันแบรนด์สินค้าเกษตรแห่งชาติในบริบทของการบูรณาการที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

ในยุคที่กฎระเบียบและมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศเข้มงวดมากขึ้น เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เวียดนามสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการส่งออก โดยเฉพาะในภาคเกษตร ป่าไม้ และประมง ซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศ โดยการนำแอปพลิเคชัน WoodID มาใช้ในอุตสาหกรรมป่าไม้ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และลดความเสี่ยงจากการใช้ไม้ผิดกฎหมาย การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเวียดนามในการปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศ การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จะช่วยรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดของเวียดนามในยุโรป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่และมีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบตรวจสอบย้อนกลับในหลากหลายภาคส่วน กำลังเปลี่ยนการส่งออกของเวียดนามจาก “การผลิตเพื่อขาย” สู่ “การผลิตที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ตลาดโลกให้ความสำคัญ การดำเนินการเชิงรุกของรัฐบาล ภาคธุรกิจ และเกษตรกร ไม่เพียงช่วยให้เวียดนามรักษาตลาดหลักอย่างสหภาพยุโรปได้อย่างมั่นคง แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ในการขยายสู่ตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก โดยเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเป็นเครื่องมือยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าเวียดนามในตลาดโลก เมื่อผู้บริโภคและคู่ค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งผลิตและกระบวนการแปรรูปได้อย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นในสินค้าก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ผลไม้ของเวียดนามอย่างทุเรียน มะม่วง และกล้วย ซึ่งได้รับรหัสพื้นที่เพาะปลูกและโรงงานบรรจุภัณฑ์ สามารถเข้าสู่ตลาดจีนและยุโรปได้สะดวกขึ้น และในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบการผลิตและการค้า

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีโอกาสส่งออกสินค้าและบริการไปยังตลาดหลักทั่วโลกได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน            สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับนานาชาติ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเวียดนามสามารถนำสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนสูงในการสร้างเครือข่ายหรือสำนักงานในต่างประเทศ สิ่งนี้ทำให้ดิจิทัลกลายเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาคเกษตรของเวียดนามยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยที่ขาดทุนทรัพย์ ความรู้ด้านเทคโนโลยี และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ในขณะที่ ต้นทุนเริ่มต้นของระบบตรวจสอบย้อนกลับ ยังค่อนข้างสูง รวมทั้งการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้การใช้ข้อมูลร่วมกันเกิดความซ้ำซ้อนและไม่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่เวียดนามยังต้องพัฒนาต่อไป อย่างไรก็ดีแนวโน้มโดยรวมแสดงให้เห็นชัดว่า “ดิจิทัลคือกุญแจสำคัญ” ในการขับเคลื่อนการส่งออกของเวียดนามให้เติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ การใช้ข้อมูลดิจิทัลในห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างระบบที่โปร่งใสตามมาตรฐานสากล ไม่เพียงช่วยให้สินค้าของเวียดนามผ่านข้อกำหนดทางการค้าได้ง่ายขึ้น แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ภาคเกษตร ป่าไม้ และประมงของเวียดนามก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการส่งออกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เวียดนามมุ่งสู่การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อเปิดโอกาสการส่งออกสู่ตลาดหลักทั่วโลก.pdf
Share :
Instagram