
ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ Ferdinand R. Marcos, Jr. ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ มีผลให้รัฐบาลมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการรักษาความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา
ตามคำสั่ง Executive Order No. 110 เนื่องจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งสำคัญ ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของฟิลิปปินส์ในฐานะประเทศ ผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินการภายใต้กรอบการตอบสนองแบบบูรณาการ Unified Package for Livelihoods, Industry, Food and Transport (UPLIFT) เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานเชื้อเพลิง สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และคุ้มครองภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์เพิ่มสูงขึ้น โดยต้นทุนเชื้อเพลิงส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าโดยสาร ราคาอาหาร และอัตราค่าไฟฟ้า ถึงแม้ว่า ทำเนียบประธานาธิบดี (Malacañang) ยืนยันว่า ฟิลิปปินส์ยังไม่เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันในทันที โดยอ้างถึงปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองยังมีเสถียรภาพ และการกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง และการเจรจากับประเทศผู้จัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม ได้แก่ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บรูไน และอินเดีย เป็นไปในทิศทางที่ดี แม้ว่ายังไม่มีการประกาศข้อตกลงจัดหาน้ำมันอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ (Department of Energy: DoE) อาจดำเนินมาตรการฉุกเฉิน เช่น การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยตรง และการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐวิสาหกิจ รวมถึงบริษัทน้ำมันแห่งชาติฟิลิปปินส์ (Philippine National Oil Co.) ตลอดจนการกำกับดูแลราคาน้ำมันอย่างเข้มงวด และปราบปรามการกักตุน การแสวงหาผลกำไรเกินควร และการบิดเบือนกลไลตลาด โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญในการจัดสรรเชื้อเพลิงแก่ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ การขนส่งสาธารณะ การสาธารณสุข การผลิตไฟฟ้า และสาธารณูปโภคพื้นฐาน พร้อมทั้งเร่งรัดการอนุมัติโครงการด้านพลังงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ ขณะเดียวกัน กำหนดให้หน่วยงานราชการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มงวด รวมถึงการกำหนดรูปแบบการปฏิบัติงานสัปดาห์ละ 4 วัน เพื่อลดการใช้พลังงาน
สำหรับมาตรการบรรเทาผลกระทบ รัฐบาลได้กำหนดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้น ได้แก่ การให้เงินอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับขี่รถโดยสาร การสนับสนุนค่าโดยสารแก่ประชาชน การขยายบริการขนส่งสาธารณะ และการให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มแก่ครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ในระยะยาวจะมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านการเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การขยายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งมวลชน และการส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วน ทั้งนี้ คณะกรรมการระดับคณะรัฐมนตรี โดยมีประธานาธิบดี Ferdinand R. Marcos, Jr. เป็นประธาน ในการกำกับดูแลการดำเนินการ โดยร่วมมือกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ การขนส่ง เกษตรกรรม และสวัสดิการสังคม เพื่อประสานมาตรการด้านอุปทาน และความช่วยเหลืออย่างตรงเป้าหมาย ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน รัฐบาลยังคงมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันและเงินช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภค โดยประธานาธิบดีได้ขอให้รัฐสภามอบอำนาจฉุกเฉินเพื่อระงับหรือลดภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องยาวนานที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยบริษัทน้ำมันบางแห่งปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลสูงสุดถึง 18 เปโซต่อลิตร และน้ำมันเบนซินประมาณ 8 เปโซต่อลิตร ขณะที่ รัฐบาลคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดีเซลอาจเพิ่มขึ้นถึง 11.88 เปโซต่อลิตร น้ำมันเบนซิน 6.47 เปโซต่อลิตร และน้ำมันก๊าด 13.66 เปโซต่อลิตร ทั้งนี้ ในเขต Metro Manila ราคาขายปลีกสำหรับน้ำมันดีเซลอาจปรับเพิ่มขึ้นเป็น 126.78 เปโซต่อลิตร น้ำมันเบนซิน 98.07 เปโซต่อลิตร และน้ำมันก๊าด 157.45 เปโซต่อลิตร ซึ่งเป็นการปรับขึ้นราคาติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 13 สำหรับน้ำมันดีเซลและน้ำมันก๊าด และเป็นสัปดาห์ที่ 11 สำหรับน้ำมันเบนซิน
ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
• การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานของประธานาธิบดี Ferdinand R. Marcos, Jr. สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งสำคัญ ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้อำนาจเชิงนโยบายตาม Executive Order No. 110 และการดำเนินมาตรการแบบบูรณาการภายใต้กรอบ UPLIFT เพื่อรักษาเสถียรภาพอุปทานพลังงาน ควบคุมราคาน้ำมัน ป้องกันการกักตุนและการแสวงหากำไรเกินควร ตลอดจนเร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม โดยกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์มีอำนาจดำเนินมาตรการฉุกเฉิน ได้แก่ การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยตรง การกำกับดูแลราคา และการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติฟิลิปปินส์ ตลอดจนการปราบปรามการกักตุน การแสวงหาผลกำไรเกินควร และการบิดเบือนกลไลตลาด ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการจัดสรรเชื้อเพลิงให้แก่การขนส่งสาธารณะ การสาธารณสุข การผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ กำหนดให้หน่วยงานราชการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด รวมถึงการกำหนดรูปแบบการปฏิบัติงานสัปดาห์ละ 4 วัน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ ทั้งในด้านต้นทุนโลจิสติกส์ ค่าครองชีพ และแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกไปยังฟิลิปปินส์ อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น ความผันผวนของราคาพลังงาน ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกำลังซื้อของผู้บริโภคฟิลิปปินส์ที่ชะลอตัว ขณะที่ ผู้นำเข้าวัตถุดิบจากฟิลิปปินส์อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามมาตรการรัฐอย่างต่อเนื่อง ระมัดระวังความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ เสถียรภาพค่าเงิน และความไม่แน่นอนของอุปทานพลังงาน ตลอดจนติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและข้อจำกัดด้านการคลังของฟิลิปปินส์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและโอกาสที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสม
----------------------------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
มีนาคม 2569