
อุตสาหกรรมกล้วยหอมของเอกวาดอร์กำลังผลักดันการขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียหลังจากยอดการส่งออกไปยังประเทศจีนเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยสมาคมการตลาดและการส่งออกกล้วยหอมแห่งเอกวาดอร์ หรือ (ACORBANEC)[1] เผยว่าในปี 2568 เอกวาดอร์ส่งออกกล้วยหอมไปยังประเทศจีนจำนวน 15.5 ล้านกล่อง (ประมาณ 2.8 แสนตัน) สร้างรายได้กว่า 151 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.1 และปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 16.3 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 โดยคณะตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมกล้วยหอมนำโดยนายริชาร์ด ซาลาซาร์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการตลาดและการส่งออกกล้วยหอมแห่งเอกวาดอร์ ได้เข้าประชุมกับนายซุน เซียงหยาง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศเอกวาดอร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับความก้าวหน้าและนวัตกรรมในการผลิตกล้วยหอม รวมถึงแนวโน้มตลาดและเป้าหมายการส่งออกไปยังจีนที่เอกวาดอร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มเป็น 2-3 เท่าในปี 2569 โดยปัจจุบัน เอกวาดอร์เป็นผู้จัดจำหน่ายกล้วยหอมรายใหญ่เป็นอันดับสองในตลาดจีนรองจากฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ นายริชาร์ด ซาลาซาร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลังการประชุมว่า “ตลาดเอเชีย คือเป้าหมายใหม่สำหรับการเติบโตในภาคการส่งออกกล้วยหอมของเอกวาดอร์ โดยเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในกรณีของประเทศจีนและเราหวังว่าจะนำความสำเร็จนี้ไปใช้ต่อยอดกับประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ในอนาคต”
บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคตฯ
เอกวาดอร์เป็นผู้ส่งออกกล้วยหอมอันดับที่ 1 ของโลก[2] ครองส่วนแบ่งการค้ากล้วยหอมระหว่างประเทศกว่าร้อยละ 25 ในปี 2568 กล้วยหอมเป็นสินค้าเสาหลักสำคัญของเอกวาดอร์ที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับที่สามถึงกว่า 4,280 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีปริมาณการส่งออกกว่า 377.3 ล้านกล่อง(ประมาณ 6.8 ล้านตัน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่าการส่งออกเติบโตอย่างต่อเนื่อง (ระหว่างปี พ.ศ.2559 - พ.ศ.2568 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ร้อยละ 5.6 ต่อปี)
ทั้งนี้ หากพิจารณาปริมาณการส่งออกในไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่ายอดการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 101.5 ล้านกล่อง (ประมาณ 1.83 ล้านตัน) เป็น 111.6 ล้านกล่อง (ประมาณ 2.0 ล้านตัน) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9.87 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเอกวาดอร์ส่งออกกล้วยหอมไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จำนวนมากกว่า 32 ประเทศ
แม้ว่าเอกวาดอร์จะต้องเผชิญความท้าทายด้านการค้าระหว่างประเทศจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและต้นทุนการขนส่งสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ภาคการส่งออกกล้วยหอมของเอกวาดอร์ก็ยังสามารถรักษาโมเมนตัมที่ดีไว้ได้ในไตรมาสแรกของปี 2569 จากข้อมูลในตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ลดการนำเข้ากล้วยหอมจากเอกวาดอร์ เช่น เยอรมนี เบลเยี่ยม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โครเอเชีย ญี่ปุ่น อุซเบกิสถาน ลิเบีย เกาหลีใต้ อย่างไรก็ดี ประเทศที่นำเข้ากล้วยหอมจากเอกวาดอร์ 10 อันดับแรกเพิ่มปริมาณการนำเข้าถึง 9 จาก 10 ประเทศ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอุปสงค์และสัญญาณการเติบโตในระดับนานาชาติที่ยังคงแข็งแกร่ง ข้อมูลจากสมาคมการตลาดและการส่งออกกล้วยหอมแห่งเอกวาดอร์ หรือ (ACORBANEC) เผยว่าผลผลิตกล้วยหอมของเอกวาดอร์ในปี 2569 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงร้อยละ 2.5 จากผลผลิตต่อเครือที่เพิ่มขึ้นประกอบกับการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกใหม่ นอกจากนี้ ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO[1] ยังเผยว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่มีอัตราการบริโภคสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากมะเขือเทศ เนื่องจากความสะดวก รสชาติที่อร่อย และคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีการบริโภคกล้วยหอมทั่วโลกสูงถึง 136 ล้านตันต่อปี (เฉลี่ย 17 กิโลกรัมต่อคนต่อปี) ปัจจัยเหล่านี้ช่วยส่งเสริมภาคการส่งออกกล้วยหอมของเอกวาดอร์ให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อประเทศไทย
จากการที่เอกวาดอร์ตั้งเป้าหมายใหม่ในการบุกตลาดเอเชีย สคต.ฯ คาดว่าไทยอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยในปี 2568 ไทยส่งออกกล้วยหอม (พิกัดศุลกากรที่ 0803) รวมมูลค่า 12.5 ล้านเหรียญสหรัฐ การเข้ามาตีตลาดของเอกวาดอร์อาจทำให้ยอดการส่งออกกล้วยหอมของไทยลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดญี่ปุ่นและจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกกล้วยหอมอันดับที่ 2 และ 3 ของไทยตามลำดับ ทั้งนี้ จากการสืบค้นข้อมูลของ สคต.ฯ[2] พบว่า การส่งออกกล้อยหอม (พิกัดศุลกากรที่ 0803) ของไทยไปยังตลาดหลักดังกล่าว โดยเฉพาะจีนมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง (ตารางที่ 2)
ตารางที่ 2: การส่งออกกล้วยหอม (พิกัดศุลกากรที่ 083) ไปยังประเทศญี่ปุ่นและจีน ระหว่างปี 2566 – 2568
(หน่วย: กิโลกรัม)
ประเทศ | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
ญี่ปุ่น | 1,336,515 | 1,504,656 | 2,810,712 |
จีน | 5,760,784 | 5,003,857 | 4,966,141 |
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเอกวาดอร์จะเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีความได้เปรียบในด้าน (Economy of Scale) จากการทำสวนขนาดใหญ่ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตและกำหนดราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่งแต่ สคต.ฯ เห็นว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมกล้วยหอมไทยยังสามารถแข่งขันได้โดยใช้ประเด็นได้เปรียบ ดังนี้
1. ข้อตกลงเขตการค้าเสรี โดยไทยมี FTA ทั้งกับจีน (ACFTA) และญี่ปุ่น (JTEPA) ที่ลดภาษีสินค้าทางการเกษตร (รวมถึงกล้วยหอม) เป็นร้อยละ 0 แล้ว ในขณะที่เอกวาดอร์เพิ่งเริ่มใช้ข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน (ปัจจุบันจีนเก็บภาษีนำเข้ากล้วยหอมจากเอกวาดอร์อยู่ที่ร้อยละ 7 และจะค่อย ๆ ลดลงเหลือร้อยละ 0 ภายในปี พ.ศ.2577) และเอกวาดอร์ยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่น (ปัจจุบันเก็บภาษีนำเข้ากล้วยหอมจากเอกวาดอร์ที่ร้อยละ 20)
2. โลจิสติกส์ ระยะเวลาขนส่งจากเอกวาดอร์ใช้เวลาประมาณ 26-30 วัน และมีต้นทุนการขนส่งที่สูงกว่า ในขณะที่ไทยสามารถขนส่งสินค้าจากไทยไปยังจีนได้ทั้งทางบก (เส้นทาง R3A และเส้นทาง R8 / R9) ใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ทางเรือโดยใช้เวลาประมาณ 5-15 วัน และทางอากาศ ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน (สำหรับบริการทั่วไป) ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านการขนส่งด้านราคาที่ถูกกว่า ความรวดเร็ว และความสดใหม่ของสินค้า
3. ตลาดพรีเมียม และชูอัตลักษณ์ กล้วยหอมจากเอกวาดอร์ส่วนใหญ่คือสายพันธุ์ คาเวนดิช (Carvendish) ซึ่งมีผลใหญ่ เปลือกหนา ทนทานต่อการขนส่งระยะไกล ส่วนกล้วยหอมทองไทย คือ สายพันธุ์ กรอสมิเชล (Gros Michel) เป็นกล้วยหอมเปลือกบาง ผลใหญ่ เนื้อละเอียด รสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์ ควรชูประเด็นจุดขายเรื่อง "รสชาติและอัตลักษณ์" เน้นตลาดออแกนิคและตลาดพรีเมียมเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา
ไทยสามารถเรียนรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของเอกวาดอร์ในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการจัดการโรคระบาด ระบบ Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับ) และกระบวนการผลิตที่โดดเด่น เป็นต้น ในขณะที่ไทยก็มีความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปและการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสามารถแปรรูปเป็นอาหารทานเล่น อาหารเพื่อสุขภาพ หรือสกัดสารสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงราคาตกต่ำ สคต.ฯ เห็นว่าไทยต้องเร่งผลักดันมาตรฐานสินค้าทางการเกษตร หรือ GAP[3] ในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของกล้วยหอมไทยในตลาดโลก
__________________________
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก
พฤษภาคม 2569
[1] https://www.fao.org/home/es
[2] https://tradereport.moc.go.th/th/stat/reporthscodeexport01
[3] chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://alro.go.th/uploads/org/alro_th/article_attach/article_attach_201705011493613012.pdf