
ตลาด "Recovery Wear" หรือเสื้อผ้าที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดใหม่ที่น่าจับตามองของญี่ปุ่นท่ามกลางภาวะตลาดเครื่องแต่งกายที่หดตัวจากปัญหาประชากรลดลง โดยเสื้อผ้า Recovery wear นั้นใช้เส้นใยพิเศษที่ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของโลหิตและถูกโปรโมตว่าสามารถช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าได้ โดยเดิมที Recovery Wear ถูกพัฒนามาสำหรับนักกีฬาในช่วงราวปี 2553 ก่อนขยายความนิยมมาสู่ผู้บริโภคทั่วไปผ่านสื่อและโฆษณาจนกระทรวงสาธรณสุข แรงงาน ละสวัสดิการของญี่ปุ่น (MHLW) ได้กำหนดให้ "เสื้อผ้าส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตด้วยรังสีอินฟาเรดไกล (Far Infrared) สำหรับใช้ในบ้าน" เป็นหมวดหมู่อุปกรณ์การแพทย์ทั่วไปในปี 2565
ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ของญี่ปุ่นหลายแห่งเริ่มเข้าสู่ตลาดดั่งกล่าวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AEON Retail ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ขยายไลน์สินค้า "EX Celliant" จากเสื้อผ้าชั้นในสู่ชุดลำลอง โดยใช้เส้นใยผสมแร่ธาตุที่ปล่อยรังสีอินฟาเรดไกลเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต พร้อมตั้งเป้าเพิ่มยอดขายในปี 2569 ให้สูงกว่าปี 2568 ถึง 10 เท่า ขณะเดียวกัน Workman ผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าและอุปกรณ์ทำงานรายใหญ่ชองญี่ปุ่น ก็เริ่มนำสินค้า Recovery Wear เข้ามาสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไปโดยจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด โดยตั้งราคาขายเพียง 2,000–3,000 เยนต่อชุด ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ถึง 1.2 ล้านชุดภายในสัปดาห์แรก ส่วน Nitori ผู้ค้าปลีกสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของใช้ภายในบ้านรายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้เข้าสู่ตลาดด้วยสินค้าประเภทนี้ในราคาย่อมเยา เช่น เสื้อยืดที่จำหน่ายในราคา 1,490 เยน ที่มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียและลดกลิ่น นอกจากนี้ผู้ค้าอย่าง Haruyama Trading และ Rizap Group ก็เริ่มเข้าสู่ตลาดสินค้า Recovery Wear เช่นกัน
JMA Research Institute ระบุการคาดการณ์ว่าตลาด Recovery wear ของญี่ปุ่นจะเติบโตแตะระดับ 170,000 ล้านเยนภายในปี 2573 ซึ่งเป็นประมาณ 9 เท่าของมูลค่าตลาดในปี 2567 โดยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากกระแสรักสุขภาพ สังคมผู้สูงอายุ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสบายและฟังก์ชันของเสื้อผ้ามากขึ้น นอกเหนือจากนั้นนักวิจัยอาวุโสจาก NLI Research Institute ยังได้กล่าวไว้อีกว่า Recovery wear ถือว่าเป็นสินค้าชนิดที่สร้างทั้ง "ฟังก์ชัน" และ "ประสบการณ์" ให้แก่ผู้ใช้ทำให้สามารถรักษาระดับราคาและอัตรากำไรได้ดี พร้อมมองว่าในอนาคตสินค้ากลุ่มนี้จะมีความหลากหลายมากขึ้นทั้งด้านฟังก์ชันและระดับราคา
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
การขยายตัวของตลาด Recovery Wear ในญี่ปุ่นอาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าฟังก์ชัน (Functional Textile) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าสินค้าแฟชั่นทั่วไปและการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ของญี่ปุ่นเริ่มขยายการผลิต Recovery Wear เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป (Mass Market) จึงเพิ่มความต้องการด้านฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในเอเชีย ซึ่งไทยมีศักยภาพจากประสบการณ์การผลิตสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและรับจ้างผลิต (OEM) สำหรับต่างประเทศอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ตลาดญี่ปุ่นมีข้อกำหนดด้านมาตรฐานและการกล่าวสรรพคุณค่อนข้างเข้มงวด โดยถ้าหากผู้ผลิตต้องการผลิตหรือกล่างอ้างว่าสินค้าช่วยฟื้นฟูร่างกายหรือส่งเสริมการไหลเวียนของโลหิต สินค้าดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านมาตรฐานของ Japan Association of Medical Devices Industries (JAMDI) และขึ้นทะเบียนกับ Pharmaceuticals and Medical Devices Agency (PMDA) ด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดนี้ควรต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า มีงานวิจัยรองรับ และทำตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของญี่ปุ่นเพื่อเข้าสู่ตลาดและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ถ้าหากผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้สอดคล้องกับตลาดญี่ปุ่นก็อาจมีโอกาศเข้าไปเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ ผ้า หรือสินค้าให้กับแบรนด์ญี่ปุ่นได้
ในแง่ของการแข่งขันทางราคาอาจเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับไทย แม้ไทยอาจมีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตสิ่งทอรายอื่นในภูมิภาคเอเชียเช่น เวียดนาม จีน หรือบังกลาเทศ ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานและข้อกำหนดของสินค้าเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว
ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)
กระแส Recovery Wear ในญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปสู่สินค้าที่เชื่องโยงกับ "การดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน" มากขึ้น แม้จะเป็นเพียงเสื้อผ้าสำหรับใส่ลำลอง แต่ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองว่าสินค้าเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้การที่ผู้ค้ารายใหญ่อย่าง AEON, Workman และ Nitori เข้ามาแข่งขันในตลาดยังสะท้อนว่า Recovery Wear กำลังเปลี่ยนจากสินค้าเฉพาะกลุ่มไปสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไปซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่จะทำให้ตลาดเติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
กระแสดั่งกล่าวอาจเป็นสัญญาณสำคัญว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอในอนาคตต้องแข่งขันด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย “ฟังก์ชัน” และ “มูลค่าเพิ่ม” มากกว่าการแข่งขันด้านราคาต้นทุนเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคญี่ปุ่นอาจมีโอกาสเข้าสู่ตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตนี้ได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ ในงาน Fashion World Tokyo 2026 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังมีผู้ประกอบการไทยที่นำเสนอวัสดุและเทคโนโลยีสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับ Recovery Wear และได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้เข้าชมงานและผู้ซื้อในตลาดญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยเองก็มีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาด สิ่งทอเชิงฟังก์ชัน (Functional Textile) ที่กำลังเติบโตนี้ได้เช่นกัน กระแสดังกล่าวจึงบ่งชี้ให้เห็นถึงโอกาสของไทยที่จะไม่ได้มีบทบาทเพียงในฐานะฐานการผลิตต้นทุนต่ำเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้พัฒนาวัสดุและนวัตกรรมสิ่งทอที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้นในอนาคต หากสามารถต่อยอดด้านคุณภาพ มาตรฐาน และการวิจัยพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นได้อย่างต่อเนื่อง
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
แปลและเรียบเรียงจาก
หนังสือพิมพ์ The Japan News วันที่ 18 พฤษภาคม 2569