
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการแถลงเปิดอภิปรายร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2026 ของรัฐบาลตุรกีต่อรัฐสภาในกรุงอังการา นาย Cevdet Yilmaz รองประธานาธิบดีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ได้คาดการณ์อนาคตของตุรกีว่า ตัวเลข GDP ของตุรกีที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ มาตั้งแต่ในปี 2023 ได้เพิ่มขึ้นจนถึงเกือบ 1.54 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าระดับรายได้ต่อหัวจะแตะ 17,748 เหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2025 นี้ ซึ่งจะทำให้ตุรกีก้าวข้ามเกณฑ์ประเทศรายได้สูงของธนาคารโลกเป็นครั้งแรก และในปีหน้า (ปี 2026) จะเป็นปีที่ "สำคัญที่สุด" สำหรับแผนเศรษฐกิจระยะกลางของรัฐบาลตุรกีที่เพิ่งประกาศใช้ไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมา โดยยืนยันเป้าหมายที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและลดอัตราเงินเฟ้อลง
นาย Yilmaz ได้กล่าวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า "งบประมาณของเรามุ่งเป้าไปที่การเพิ่มสวัสดิการสังคมอย่างถาวร ในสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง" โดยมีข้อมูลสนับสนุนที่ น่าสนใจคืออัตราเงินเฟ้อประจำปีในเดือนพฤศจิกายน 2025 ลดลงได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้จนมาอยู่ที่ร้อยละ 31.07 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021 โดยเขายืนยันว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่ผลลัพธ์ของมาตรการและนโยบายต่างๆ ที่ผ่านมาจะปรากฏให้เห็นและทำให้การปฏิรูปเกิดผล การจัดทำงบประมาณจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ และคาดการณ์ว่าปัจจัยภายนอกในปีหน้าจะมีแนวโน้มที่เอื้ออำนวยและส่งผลดีต่อกระบวนการลดอัตราเงินเฟ้อของตุรกีมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป้าหมายด้านการลงทุน การจ้างงาน การผลิต และการส่งออกด้วย
รัฐบาลคาดการณ์ว่า งบประมาณรวมในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.5 จากปี 2025 โดยจะอยู่ที่ 16.27 ล้านล้านลีร่าตุรกี (ประมาณ 390 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) โดยมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.9 เป็น 13.83 ล้านล้านลีร่าตุรกี การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การฟื้นฟูภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวในช่วงต้นปี 2023 โดยคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายรวมในงบประมาณปี 2026 จะสูงถึง 18.98 ล้านล้านลีร่าตุรกี สูงกว่าในปี 2505 ที่อยู่ที่ 14.67 ล้านล้านลีร่าตุรกี สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ดังนั้นรัฐบาลจึงคาดการณ์ว่าในปีหน้าจะมีงบประมาณเกินดุลขั้นต้น 29 พันล้านลีร่าตุรกี
ในเรื่องอัตราเงินเฟ้อนั้น นาย Yilmaz กล่าวว่า แนวโน้มขาลงเริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้ "อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภครายปีลดลงเหลือร้อยละ 31.1 ในเดือนพฤศจิกายน โดยอัตราเงินเฟ้อสินค้าพื้นฐานลดลงเหลือร้อยละ 18.6 และสำหรับเดือนธันวาคมยังคงอยู่ในทิศทางที่ดี" รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้อัตราเงินเฟ้อลดลงต่ำกว่าร้อยละ 20 ในปี 2026 มุ่งขจัดความไม่ยืดหยุ่นของพฤติกรรมการกำหนดราคา ในขณะเดียวกัน ตลาดกำลังจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee) ของธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐตุรกี (CBRT) ครั้งสุดท้ายของปีอย่างใกล้ชิดเพื่อดูสัญญาณเกี่ยวกับอัตราการลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยที่ผ่านมาธนาคารกลางเพิ่งกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2568 หลังจากชะลอไปพักหนึ่งเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสูงเกินกว่าเป้าหมาย ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลง 100 จุด ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ร้อยละ 39.5 และคาดว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยในระดับเดียวกันในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดแรงงาน อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 8.5 ในเดือนตุลาคม 2025 และยังคงอยู่ในระดับเลขหลักเดียวติดต่อกันเป็นเวลา 30 เดือน โดยรัฐบาลวางแผนที่จะดำเนินนโยบายหลายด้านที่มุ่งเน้นการบูรณาการแรงงานเข้าสู่กระบวนการผลิต และคาดว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 842,000 คน และอัตราการว่างงานคาดว่าจะค่อยๆ ลดลงเหลือร้อยละ 7.8 ภายในปี 2028
ตามแถลงการณ์ดังกล่าว นาย Yilmaz กล่าวว่า ตุรกีได้ยกระดับจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างไปสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบนอย่างยั่งยืน และกำลังเตรียมที่จะเข้าร่วมกลุ่มประเทศรายได้สูง ร่างงบประมาณฉบับนี้มุ่งสนับสนุนการปฏิรูปโครงสร้าง เร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล และรวมถึงมาตรการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ตลอดจนการเตรียมการสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อสังคมใหม่ "การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการเพิ่มกำลังการผลิต เป็นแกนหลักของงบประมาณของเรา ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาและโครงการระยะกลางของเรา"
ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา เศรษฐกิจตุรกีมีการขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกโดยเติบโตถึงร้อยละ 30.3 ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเติบโตร้อยละ 15.1 ในช่วงเวลาเดียวกัน จนทำให้ GDP ของตุรกีมีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2023 จนกระทั่งแตะระดับเกือบ 1.54 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา และคาดว่ารายได้ต่อหัวจะแตะ 17,748 เหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2025 ซึ่งจะทำให้ตุรกีก้าวข้ามเกณฑ์ประเทศรายได้สูงของธนาคารโลกเป็นครั้งแรก จากข้อมูลในปี 2024 ตุรกีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 17 ของโลกเมื่อพิจารณาจาก GDP และเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 12 เมื่อพิจารณาจากอำนาจซื้อ และหากการคาดการณ์สำหรับปี 2025 เป็นจริง ขนาดเศรษฐกิจของตุรกีจะแซงหน้าอิตาลีขึ้นเป็นอันดับที่ 16 ของโลก และเป็นอันดับที่ 4 ในยุโรป
สำหรับในด้านการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศนั้น ตุรกีมีการส่งออกสินค้าคิดเป็นมูลค่าถึง 247.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 และคาดว่าการส่งออกสินค้าและบริการโดยรวมในปี 2025 จะเกินกว่า 390 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่อัตราส่วนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.4 ในปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลางที่ได้ประกาศไปแล้ว ในส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 คิดเป็นมูลค่า 11.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่ารวมตลอดทั้งปีจะมีมูลค่า 15.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ
ถึงแม้ว่าตัวเลขสถิติ เป้าหมาย และการคาดการณ์ต่างๆ ตามข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ได้มาจากตัวเลขอย่างเป็นทางการของสำนักงานสถิติของตุรกี และใช้เพื่อการนำเสนอร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าข้อมูลและการคาดการณ์อาจเป็นไปในทางบวกจนเกินไป หรือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วตุรกียังคงมีปัญหาทางเศรษฐกิจที่สะสมอยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราค่าครองชีพที่แท้จริงที่สูงขึ้นมากและไม่สอดคล้องกับรายได้ขั้นต่ำของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลลีร่าตุรกีที่อ่อนค่าลงอย่างมากและยังไม่สะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง รวมไปถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้และการจัดเก็บภาษี แต่อย่างไรก็ตาม ในการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของตุรกีโดยองค์กรที่ค่อนข้างเป็นกลางอย่างองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) ก็ให้ข้อมูลที่ค่อนข้างจะเป็นไปในทิศทางบวกเช่นเดียวกัน โดยคาดการณ์ว่า GDP ของตุรกีจะเติบโตที่ร้อยละ 3.6 ในปี 2025 และร้อยละ 3.4 ในปี 2026 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.0 ในปี 2027
อัตราภาษีที่สูงขึ้นจะทำให้การส่งออกอ่อนตัวลง แต่คาดว่าผลกระทบจะค่อนข้างน้อยและเกิดขึ้นในระยะสั้น สภาวะทางการเงินที่ดีขึ้นจะสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในปี 2026 และ 2027 และจะกระตุ้นให้การนำเข้าแข็งแกร่งขึ้น คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือประมาณร้อยละ 10 ภายในสิ้นปี 2027 และคาดว่าการขาดดุลทางการคลังจะลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ไม่เป็นไปตามที่การคาดการณ์นี้อยู่มาก ซึ่งยังคงต้องจับตามองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานการณ์ในปี 2026 ที่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะชี้ให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาเศรษฐกิจของตุรกีในอนาคตระยะยาวได้ต่อไป