fb
สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีร้อยละ 50 รอบใหม่กับแคนาดา

สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีร้อยละ 50 รอบใหม่กับแคนาดา

โดย
Rukchana
ลงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2569 11:15
สคต. ณ นครโทรอนโต (แคนาดา) (TTC, Toronto (Canada))

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ยกระดับสงครามการค้ากับแคนาดาขึ้นสู่จุด
ตึงเครียดสูงสุดอีกครั้ง หลังลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี 3 ฉบับ เพื่อเตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง ร้อยละ 50 กับสินค้าส่งออกของแคนาดามากกว่า 500 รายการ ครอบคลุมสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ ดอกไม้ เสื้อผ้า และอื่นๆ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการค้าระหว่าง 20,000 ถึง 28,000 ล้านเหรียญแคนาดา คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 5 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของแคนาดาไปสหรัฐฯ โดยกำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ สหรัฐฯ อ้างว่าเพื่อชดเชยที่แคนาดาใช้มาตรการเลือกปฏิบัติทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะใน 3 เรื่อง หลัก ได้แก่ การที่รัฐต่างๆ ในแคนาดา ได้ระงับการวางจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ การกำหนดภาษีตอบโต้ของแคนาดา ร้อยละ 25 และโควตารถยนต์นำเข้าจากสหรัฐฯ ตลอดจนระบบบริหารจัดการอุปทานผลิตภัณฑ์นม (Supply Management)ของแคนาดา ถึงแม้ว่าฝ่ายแคนาดาจะโต้แย้งว่ามาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการตอบโต้ตามสัดส่วนอย่างชอบธรรมต่อมาตรการภาษีสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้

การขึ้นภาษีครั้งนี้ ทรัมป์เลือกใช้อำนาจตาม มาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรปี 2473 (Tariff Act of 1930) หรือ Smoot-Hawley Tariff Act ซึ่งเป็นกฎหมายในยุควิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) และไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดนำมาใช้จริงมาก่อน โดยกฎหมายฉบับนี้มอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้ฝ่ายบริหารสามารถจัดเก็บภาษีได้สูงสุดถึง ร้อยละ 50 หรือสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศที่กระทำการเลือกปฏิบัติและส่งผลเสียต่อการค้าของสหรัฐฯ โอกาสที่กลุ่มผู้นำเข้าชาวอเมริกันจะยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อล้มมาตรการนี้เป็นไปได้ยากขึ้น

ขอบเขตของรายการสินค้าที่โดนภาษีร้อยละ 50 รอบใหม่คลอบคลุมสินค้าในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ตั้งแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นมและผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป กระดาษ สารเคมี พลาสติก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น ไม้ฮอกกี้ รองเท้าสเก็ต หรือวิกผมสังเคราะห์ โดยสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการไม่มีข้อยกเว้นแม้สินค้าดังกล่าวจะได้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ขณะที่มาตรการดังกล่าวจะไม่ใช้กับสินค้าที่สหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากแคนาดา เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยโพแทช ปลา และ critical mineral

นายแดน เคลลี่ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งแคนาดา (CFIB – Canadian Federation of Independent Business ) ชี้ว่า การขึ้นภาษีรอบใหม่นี้ คือการโจมตีไปที่หัวใจหลักของความตกลง USMCA ซึ่งมีเจตนารมณ์สร้างให้การค้าระหว่างอเมริกาเหนือเป็นเขตการค้าเสรี และเปลี่ยนจากตลาดร่วมที่คาดการณ์ได้ ให้กลายเป็น พื้นที่แห่งความเสี่ยงที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ นายเบนจามิน ทัล รองหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจของธนาคาร CIBC วิเคราะห์ว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจระดับมหภาคในแคนาดาจะยังไม่ถึงขั้นพังทลาย แต่ในระดับจุลภาค อัตราภาษีที่สูงถึงร้อยละ 50 ถือเป็นกำแพงที่กีดกันอย่างสมบูรณ์ (prohibitive) ซึ่งจะทำให้สินค้าหลายประเภทไม่สามารถส่งออกไปจำหน่ายได้จริง และทำให้ธุรกิจจำนวนมากสูญเสียการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ไปโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับตัวอย่างของ          ผู้ผลิตเครื่องเล่นสนามเด็กเล่น ที่ต้องลดจำนวนพนักงานลงจากผลกระทบภาษีเหล็กและอลูมิเนียมก่อนหน้า และกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะต้องปิดตัวลงหากวัตถุดิบพลาสติกโดนภาษีอีกร้อยละ 50 ในขณะที่ ผู้ประกอบการบางราย เช่น นายโจอี้ วอลช์ เจ้าของร้าน Hockey StickMan ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า ล้านเหรียญสหรัฐ เลือกที่จะเพิกเฉยและไม่ปรับแผนธุรกิจเนื่องจากมองว่าเป็นเกมการเมืองที่ไม่ยั่งยืน ที่อาจมีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออกไปยังตลาดยุโรปหรือตลาดเอเชียแทนตลาดสหรัฐฯ ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากติดขัดเรื่องกฎระเบียบ ข้อบังคับ และต้นทุนทางการตลาดที่สูง 

ในมิติผลกระทบด้านการเมืองภายในประเทศ  นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งสาธารณชนและผู้นำมุขมนตรีรัฐต่างๆ โดยผลสำรวจจาก Abacus Data ระบุว่าประชาชนแคนาดาเกิดความโกรธแค้นและไม่พอใจรัฐบาลทรัมป์ และส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางแคนาดายอมอ่อนข้อ ขณะที่มุขมนตรีรัฐออนแทริโอ (นายดัก ฟอร์ด) ได้ออกมาเรียกร้องให้แคนาดาเดินหน้าตอบโต้แบบเปิดหน้าสู้เต็มกำลัง และเสนอให้ใช้การงัดข้อด้วยทรัพยากรพลังงานที่แคนาดาส่งออกไปสหรัฐฯ เช่นเดียวกับ นายเดวิด อีบี ผู้นำจากรัฐบริติชโคลัมเบีย ที่ยืนยันว่าจะไม่มีทางนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ กลับขึ้นชั้นวางอย่างเด็ดขาด 

อย่างไรก็ตาม ในเชิงบทวิเคราะห์เชิงนโยบายการค้า นายทิม ซาร์เจนต์ และนายเฟน ออสเลอร์ แฮมป์สัน จากสถาบันนโยบายสาธารณะ (The School of Public Policy) ได้เขียนบทวิเคราะห์ลงในสื่อ Globe and Mail ว่า แนวทางแบบตั้งรับของแคนาดาในปัจจุบันกำลังทำให้การเจรจาติดหล่ม การที่แคนาดายืนกรานปฏิเสธที่จะหารือในประเด็นความกังวลของสหรัฐฯ จนกว่าภาษีเดิมจะถูกยกเลิก ไม่สามารถยับยั้งการขึ้นภาษีระลอกใหม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้คาร์นีย์ปรับมาใช้กลยุทธ์การเจรจาเชิงรุกด้วยการยอมผ่อนปรนอย่างมีเป้าหมายในบางประเด็น เช่น ระบบ Supply Management แต่ยังคงแข็งกร้าวในจุดยุทธศาสตร์อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายที่มองว่า การขู่เก็บภาษีในอัตราร้อยละ 50 ของทรัมป์ แท้จริงแล้วคือ ข้อต่อรองทางการเมือง เพื่อบีบให้แคนาดายอมจำนนต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการฟื้นฟูการเจรจา USMCA ที่กำลังติดหล่ม 
ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ใช้จังหวะที่การเจรจาคู่ขนานกับเม็กซิโกรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันและโดดเดี่ยวแคนาดามากขึ้น

ทิศทางเช่นนี้ทำให้มาร์ค คาร์นีย์ ต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการยืนหยัดปกป้องเกียรติภูมิทางการเมืองและศักดิ์ศรีของประเทศ กับการยอมเปิดทางแลกเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ในบางประเด็นเพื่อหาข้อตกลงที่ยั่งยืน ก่อนที่เส้นตายการบังคับใช้ภาษีรอบใหม่นี้ในเดือนสิงหาคม 2569 จะกำลังมาถึง

ความคิดเห็น สคต.

            อุปสรรคครั้งนี้ของแคนาดา เป็นหนึ่งในตัวเร่งสำหรับการการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ร่วมกับคู่ค้าใหม่ๆ รวมถึงไทย สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลแคนาดาที่มุ่งลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้ามายังภูมิภาคอื่นๆ 

               โปรดติดตามความเคลื่อนไหวในการค้าระหว่างประเทศผ่าน ช่องทางต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ www.ditp.go.th และ www.thaitrade.com หรือโทรปรึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 (หากโทรจากต่างประเทศ โปรดติดต่อที่ โทร. +66 2792 6900)

*****************************************

ข่าวเด่นรายสัปดาห์ 20-24 ก.ค. 2569 สคต โทรอนโต final.pdf
Share :
Instagram