
เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วที่กระทรวงต่าง ๆ มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับโครงการสำคัญเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของเยอรมนี ในที่สุดพวกเขาก็สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ โดยรัฐบาลกลางฯ วางแผนที่จะผ่านกฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ ในวันพุธหน้า กล่าวคือ (1) กฎหมายมุ่งลดภาษีไฟฟ้า (2) กฎหมายลดค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้า (3) กฎหมายนำรายงานความยั่งยืนมาใช้ และ (4) การยกเลิกพระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทานโดยพฤตินัย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากเอกสารของกระทรวงเศรษฐกิจฯ โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานาง Katherina Reiche รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ สังกัดพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU - Christlich Demokratische Union Deutschlands), นาย Alexander Dobrindt รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สังกัดพรรคสหภาพสังคมนิยมคริสต์เตียน แห่งบาวาเรีย (CSU - Christlich-Soziale Union in Bayern), นาง Bärbel Bas รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสังกัดพรรคสังคมนิยมเพื่อประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD - Sozialdemokratische Partei Deutschlands), นาง Stefanie Hubig รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (SPD) และสำนักนายกฯ ได้ตกลงกันในแนวทางแก้ไขปัญหาแบบที่ทุกฝ่ายพอใจ ก่อนหน้านั้น พรรคร่วมรัฐบาลต่างไม่สามารถหาข้อสรุปกฎหมายฉบับนี้ได้ในหลาย ๆ ประเด็น
ซึ่งในเอกสารระบุว่า การลดภาษีไฟฟ้ายังคงมีผลบังคับใช้ตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้า ซึ่งจะยังมีเพียงภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และป่าไม้ เท่านั้น ที่จะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีดังกล่าว โดยว่า จะมีบริษัทกว่า 600,000 แห่ง ที่จะได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ สำหรับ การลดภาษีไฟฟ้า ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้เคยประกาศไว้ในข้อตกลงร่วมเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล (MOU) สำหรับภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ และสำหรับผู้บริโภค โดยในเอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า จะลดภาษีไฟฟ้า “ทันทีที่รัฐฯ มีความยืดหยุ่นทางการเงิน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาง Reiche ถือเป็นตัวตั้งตัวตีที่ต้องการให้มีการบังคับใช้โดยทันที แต่ดูเหมือนว่า งบประมาณที่จัดเตรียมไว้สำหรับเรื่องนี้จะยังคงไม่มี โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าจะถูกยกเลิก รัฐบาลกลางเยอรมันจะเป็นผู้รับผิดชอบผ่านกองทุนรวมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (KTF - Klima- und Transformationsfonds) โดยจะจัดสรรเงินงบประมาณในเรื่องนี้ไว้ที่ 6.5 พันล้านยูโร กระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุว่า ในอีก 4 ปีข้างหน้า KTF ได้จัดสรรเงินกว่า 26 พันล้านยูโร ไว้สำหรับการลดต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ถูกเผยแพร่เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ระบุอย่างชัดเจนว่า จะมีการลดค่าธรรมเนียมโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติมภายหลังปี 2026 หรือไม่ ปัจจุบันมีเพียงเนื้อหาเกี่ยวกับการยกเลิกค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าสำหรับปี 2026 เท่านั้น ซึ่งตัวแทนภาคธุรกิจได้วิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนัก ซึ่งในเอกสารระบุเพียงว่า ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไปจะมี “จะให้เงินอุดหนุนจำนวนมากในค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้านอกชายฝั่ง” โดยค่าธรรมเนียมดังกล่าวนี้แตกต่างจากค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าทั่วไป และมีจุดประสงค์เพื่อชดเชยให้กับผู้ประกอบการฟาร์มกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเป็นหลัก ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการรายงานความยั่งยืน และพระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทาน นั้น ถือเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาถกเถียงกันอย่างหนัก โดยพรรค CDU/CSU พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ข้อกำหนดกฎระเบียบทางราชการเพิ่มเติมสำหรับภาคเอกชน ขณะที่พรรค SPD มุ่งเสริมสร้างและรักษาสิทธิของแรงงานและสิ่งแวดล้อมไว้ ข้อตกลงในปัจจุบันประกอบด้วยการนำข้อบังคับสำคัญที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการรายงานความยั่งยืน โดยกำหนดให้ธุรกิจต่าง ๆ เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน (CSRD - Corporate Sustainability Reporting Directive) มาปรับใช้ในกฎหมายระดับชาติ โดยหลักเกณฑ์ (Directive) นี้รับรองว่า บริษัทต่าง ๆ ต้องจัดทำเอกสารมาตรการด้านความยั่งยืนของตนและต้องมีรายละเอียดครบถ้วน โดยตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา EU ก็ได้ดำเนินการจัดการกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ข้อบังคับดังกล่าวอย่างจริงจัง หลังจากที่เยอรมนีได้เลื่อนการบังคับใช้ CSRD ทั่วประเทศ มานานกว่าหนึ่งปี กระทรวงเศรษฐกิจฯ ก็ระบุว่า ได้สนับสนุนให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง แต่ขณะนี้บริษัทต่าง ๆ กำลังเผชิญกับภาระผูกพันในการจัดทำรายงานใหม่เข้าไปอีก
หลักเกณฑ์ (Directive) ของสหภาพยุโรปที่จะแทนที่กฎหมายห่วงโซ่อุปทานแห่งชาติ เหนือสิ่งอื่นใดแผนดังกล่าวกำหนดให้ข้อบังคับเกี่ยวกับการรายงานฯ เริ่มต้นใช้กับบริษัทที่มีพนักงานอย่างน้อย 1,000 คน แทนที่จะเป็น 500 คน ตามแผนเดิม ในทางกลับกันรัฐบาลได้ตกลงที่จะผ่อนปรนกฎหมายห่วงโซ่อุปทานแห่งชาติลง ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลง MOU แต่ยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับรายละเอียด ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “การเจรจาที่ยากลำบาก” เลยทีเดียว โดยภายใต้พระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทานที่กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตภายใต้ห่วงโซ่อุปทานของตน โดยจะยกเลิกข้อกำหนดในการรายงานออกไป นอกจากนี้ บทลงโทษสำหรับการละเมิดก็ถูกยกเลิกด้วยเช่นกัน เว้นแต่จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น และเนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของกฎหมายจึงสามารถกล่าวได้ว่า การยกเลิกกฎหมายนี้มีผลอย่างเป็นทางการทันที โดยกฎหมายภายในประเทศจะถูกแทนที่ด้วยหลักเกณฑ์ (Directive) ว่า ด้วยห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในกรุงบรัสเซลส์ กระทรวงเศรษฐกิจเขียนว่า ในตอนแรกกระทรวงแรงงานที่นำโดยพรรค SPD พยายาม “อย่างต่อเนื่อง” ที่จะสร้างแนวการเจรจาที่เข้มงวดในส่วนของเยอรมนี แต่แนวการเจรจานี้ “ถูกลดหย่อนลง” อย่างไรก็ตามโฆษกกระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุในการตอบแบบสอบถามว่า โดยทั่วไปแล้ว กระทรวงฯ จะไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการประสานงานภายในของรัฐบาลกลาง
จาก Handelsblatt 26 กันยายน 2568