fb
สถานการณ์ทางการค้าสหรัฐฯที่ควรติดตามในปี 2026
โดย
Kampanart
ลงเมื่อ 02 มกราคม 2569 12:00
สคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Miami (USA))
154

                เนื้อหาสาระข่าว/บทวิเคราะห์: แม้ว่าเราจะพ้นเทศกาลวันหยุดยาวช่วงสิ้นปีมาแล้ว แต่สถานการณ์ทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ นั้นยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากปี 2025 ทั้งปี จวบจนถึงวันสุดท้าย (31 ธ.ค.) ของปี ก็ยังคงค้างประเด็นสำคัญไว้ให้เราได้ติดตามกันข้ามปี ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย แนวโน้มผลกระทบแบบลูกโซ่จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ตลอดจนการคาดการณ์ปัจจัยแวดล้อมที่อาจมีผลต่อการค้าของสหรัฐฯ ต่อไป โดยในรายงานข่าวประจำสัปดาห์นี้จะได้อภิปรายถึงประเด็นต่าง ๆ     ที่จะควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อการรู้เท่าทันทิศทางภาพรวมสถานการณ์การค้าของสหรัฐฯ ในปีนี้ 

ปธน.ทรัมป์เลื่อนการบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้า

                 นับได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่คาบลูกคาบดอกก่อนข้ามปี หลังจากเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ที่ผ่านมาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะข้ามปีใหม่ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในประกาศแก้ไขการปรับเปลี่ยนการนำเข้าสินค้าไม้ ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้มายังสหรัฐฯ (Amendments to Adjusting Imports of Timber, Lumber, and Their Derivative Products Into the United States) โดยประกาศดังกล่าวมีสาระสำคัญในการเลื่อนกำหนดการบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มสำหรับกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ได้แก่ สินค้าเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ (Upholstered Furniture) สินค้าตู้ครัว (Kitchen Cabinets) และสินค้าโต๊ะเครื่องแป้ง (Vanities)

                 จากเดิมที่กลุ่มสินค้าเหล่านั้นมีกำหนดบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มในวันที่ 1 มกราคม 2026 ซึ่งจะเพิ่มจาก 25% สำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะเป็น 30% และจะเพิ่มเป็น 50% สำหรับสินค้าตู้ครัว และสินค้าโต๊ะเครื่องแป้ง โดยประกาศดังกล่าวได้เลื่อนกำหนดบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2027 หรือเลื่อนออกไป 1 ปีเต็ม ทำให้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าทั้ง 3 กลุ่มนั้นจะยังคงที่ 25% (หรืออัตราอื่นเป็นไปตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับประเทศคู่ค้า)

                  ในประกาศได้ให้เหตุผลในการประกาศเลื่อนกำหนดฯ ครั้งนี้เพื่อเป็นการเอื้ออำนวยและให้ยืดระยะเวลาการดำเนินการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ว่าด้วยผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จากการนำเข้ากลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ ในขณะที่นักวิเคราะห์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลสำคัญของการประกาศเลื่อนกำหนดฯ อาจเป็นเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วนถึงต้นทุนสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนการประกาศขึ้นอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ทั้งนี้ เป็นเพราะแหล่งนำเข้าสินค้าเฟอร์นิเจอร์หลักของสหรัฐฯ ได้แก่ ประเทศจีน และเวียดนาม  

จับตาคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ 

                   คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) ว่าด้วยขอบเขตอำนาจและความชอบธรรมของปธน.ทรัมป์ ในการบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) โดยอ้างถึงเหตุผลความจำเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจภายใต้พรบ. International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งเป็นการใช้อำนาจจากฝ่ายบริหารของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจถือได้ว่าเป็นประเด็นทางการค้าที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไรก็อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ ตลอดจนผลกระทบต่ออัตราภาษีนำเข้าที่จัดเก็บไปแล้วในปีที่ผ่านมา

                   ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศวันพิพากษาตัดสินออกมา ก็ได้มีรายงานความเคลื่อนไหวของรัฐบาลปธน.ทรัมป์ในการเตรียมการรับมือกับคำพิพากษาไว้แล้ว ในลักษณะของแผนสำรองในกรณีที่การบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนโดยอาศัยอำนาจตามพรบ. IEEPA ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ โดยอ้างอิงจาก Ted Murphy นักกฎหมายด้านการค้าแห่งสำนักกฎหมาย Sidley Austin ที่ได้ให้ข้อมูลไว้ในรายงานของ Financial Times ถึงความเป็นไปได้ในการคงไว้ซึ่งอัตรากำแพงภาษีนำเข้าทั้งหมด เพียงแต่เปลี่ยนตัวบทกฎหมายที่จะมารองรับให้อำนาจบังคับใช้ อาทิ มาตรา 232 ภายใต้พรบ. Trade Expansion Act, มาตรา 301 ภายใต้พรบ.การค้า ปี 1974 (Trade Act of 1974) ตลอดจนมาตรา 122 และมาตรา 338 ภายใต้พรบ.ฉบับเดียวกัน

                   โดยในบรรดาตัวบทกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น มาตรา 232 อาจเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ติดตามข่าวสารคุ้นเคยมากที่สุด เนื่องจากเป็นตัวบทที่บังคับใช้จริงกับกลุ่มสินค้าที่หลากหลายมาแล้ว นับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม กลุ่มสินค้ารถยนต์ กลุ่มสินค้าทองแดง และกลุ่มสินค้าจากไม้ เป็นต้น และที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็ได้ปรากฏกลุ่มสินค้าอื่น ๆ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้า อาทิ กลุ่มสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มสินค้ายาและเภสัชภัณฑ์ กลุ่มสินค้าแร่หายาก และกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนการบินและอวกาศ เป็นต้น ทำให้ดูเหมือนว่า มาตรา 232 นี้เองที่อาจเป็นแผนสำรองหลักของรัฐบาลปธน.ทรัมป์ 

                   อย่างไรก็ดี แม้จะค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าอัตรากำแพงภาษีนำเข้าไม่ว่าจะถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบใดก็จะยังคงอยู่ต่อไป แต่การสลับสับเปลี่ยนตัวบทกฎหมายที่รองรับการบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้า ย่อมหมายถึงกระบวนการที่จะใช้เวลามากขึ้นตามแต่ละตัวบทกฎหมายนั้น หรือในอีกนัยหนึ่งคือการตัดสินใจขึ้นอัตรากำแพงภาษีนำเข้าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงขั้นตอนกระบวนการ ไมใช่การตัดสินใจของปธน.ทรัมป์เพียงผู้เดียวอีกต่อไป

แนวโน้มของอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าข้าว 

                   เมื่อช่วงต้นเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีรายงานอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าข้าวไทยจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องในปีนี้ สืบเนื่องจากการเข้าพบเพื่อหารือระหว่างปธน.ทรัมป์ และผู้นำในอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ โดย Meryl Kennedy Farr ซึ่งได้มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงความเสียเปรียบของอุตสาหกรรมข้าวของสหรัฐฯ จากการทุ่มตลาดข้าวสหรัฐฯของบรรดาผู้ส่งออกสินค้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งมีการกล่าวถึงประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวมายังสหรัฐฯ รายสำคัญ รวมถึงประเทศอินเดีย และประเทศจีน 

                   ปธน.ทรัมป์ได้รับปากกับผู้นำในอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ ที่จะจัดการกับปัญหาดังกล่าว ทั้งยังได้กล่าวว่าปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยอัตรากำแพงภาษีนำเข้า ซึ่งแม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการกำหนดอัตรากำแพงภาษีสินค้าข้าว แต่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอีกเช่นกัน

ทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐฯในปี 2026 

                   สำนักวิเคราะห์ด้านธุรกิจและการลงทุน Yardeni Research โดย Dr. Edward Yardeni ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ “2026 – Another Year of Living Audaciously!” ซึ่งมีสาระสำคัญกล่าวถึงแนวโน้มและทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐฯในปี 2026 ไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ ดังนี้

                   1. นโยบายทางการค้าที่แข็งกร้าว (Aggressive Trade Policy) ในปีที่ผ่านมา ทำให้เกิด ปรากฎการณ์วิกฤติของศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอย (Affordability Crisis) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าคงทน (Durable Goods) ไม่ว่าจะเป็นสินค้ารถยนต์ สินค้าเฟอร์นิเจอร์ และสินค้าเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากกำแพงภาษีนำเข้า ปรากฎการณ์ในลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าจะเป็นแรงกดดันที่ทำให้สุดท้ายรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องยอมลดกำแพงทางการค้าที่มีอยู่ลงมา จนทำให้มาตรการกำแพงภาษีนำเข้าเป็นเพียงเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจชั่วระยะเวลาหนึ่ง มากกว่าที่จะเป็นกำแพงที่จะคงอยู่ถาวร

                   2. การลดระดับความแข็งกร้าวอย่างมียุทธศาสตร์ (Strategic De-Escalation) ภายหลังจากที่รัฐบาลปธน.ทรัมป์สามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้า และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเพื่อแลกกับการลดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าของประเทศคู่ค้าในระดับที่สูงพอระดับหนึ่ง (ซึ่งจนถึงขณะนี้สามารถสร้างเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ แล้วนั้น) ก็อาจนำไปสู่การพิจารณาตัดลดกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าบางตัว เพื่อประนีประนอมกับอัตราราคาสินค้าของผู้บริโภคชาวอเมริกันด้วยในอีกทางหนึ่ง 

                   3. สืบเนื่องจากมาตรการกระตุ้นทางการคลัง (Fiscal stimulus) ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการแจกเงินปันผลจากการจัดเก็บภาษีนำเข้ามูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐฯให้กับชาวอเมริกัน และมาตรการในการตัดลดอัตราภาษีในประเทศ และการคืนภาษีให้กับประชาชนอันเป็นผลจากพรบ. One Big Beautiful Bill Act ซึ่งผ่านสภา คองเกรสไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น ประกอบกับความเป็นไปได้ในการพิจารณาปรับลดกำแพงทางการค้าตามเหตุผลและปัจจัยที่ได้อธิบายไปข้างต้น ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง (Real GDP) ของสหรัฐฯ ในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 3 – 3.5 

                  ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: เมื่อพิจารณาย้อนกลับไปแล้วดูจะเหมือนว่าการบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษีนำเข้า ตลอดจนข้อจำกัดและเงื่อนไขทางการค้าทั้งหลายที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเป็น หนังตัวอย่าง ของผลกระทบและความผันผวนที่จะมีต่อการค้าระหว่างประเทศในปีนี้ กล่าวคือ นับตั้งแต่วันแรกของการกลับมาดำรงของปธน.ทรัมป์ มีการประกาศใช้มาตรการทางการค้ามากมายที่ทำให้เกิดความตื่นตัวในบรรดาแวดวงธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกทั่วโลก เกิดการขยับตัวและความพยายามที่จะปรับตัวอย่างถึงที่สุดที่จะประคับประคองความเปลี่ยนแปลงในระบบห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งแม้เราทุกคนจะรู้ตัว และพอที่จะคาดการณ์ได้บ้าง แต่ก็เชื่อว่าส่วนใหญ่นั้นไม่ทันที่จะตั้งตัวรับมือได้ทันการณ์ หรือไม่อาจรับมือได้อย่างที่ควรจะเป็น และปีที่ผ่านมาคือหนังตัวอย่างที่ทำให้เราได้เห็นเค้าลางผลกระทบบางส่วนแล้ว 

                   สิ่งที่น่ากังวลใจที่สุดคือการที่ในปีที่แล้วเป็นเพียงโครงการนำร่องระยะทดลอง กล่าวคือ แม้มาตรการทางการค้าหลายตัวจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนในตัวมาตรการเอง ยังคงมีการปรับแก้ในรายละเอียดให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากการประกาศปรับลดรายการสินค้าเกษตรที่อยู่ในขอบข่ายอัตรากำแพงภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทน (Modifying the Scope of the Reciprocal Tariff with Respect to Certain Agricultural Products) เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งได้อ้างเหตุผลตอนหนึ่งถึงความต้องการสินค้าเกษตรในประเทศ เปรียบเทียบกับกำลังการผลิตของสินค้าเกษตรในประเทศ จึงเป็นเหตุให้มีการปรับลดรายการสินค้าที่ต้องกำแพงภาษีนำเข้า ตลอดจนการเลื่อนกำหนดการบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีฯ และกรณีข้อพิพาททางกฎหมายของการบังคับใช้มาตรการฯ ซึ่งทั้งหมดเป็นภาพสะท้อนของความไม่มั่นคงของมาตรการทางการค้าทั้งหลาย แต่ก็ยังสร้างผลกระทบต่างระบบการค้าได้มากขนาดนี้

                    ฉะนั้นแล้วคำถามสำคัญจะอยู่ที่ว่า หากในปีนี้ หนังตัวอย่างได้โอกาสฉายหนังตัวเต็ม และโครงการนำร่องถูกยกระดับให้เดินหน้าเต็มกำลังโดยปราศจากข้อจำกัด และข้อกังขาที่วันนี้ยังคงมีอยู่ เราจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไรให้เราได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

                   สำนักงานส่งเสริมการค้า ณ เมืองไมอามี ขอถือโอกาสในวาระวันขึ้นปีใหม่ปีนี้ส่งความปรารถนาดีไปยังท่านผู้อ่านและผู้ติดตามรายงานข่าวประจำสัปดาห์ของสคต. ณ เมืองไมอามีทุกท่าน และหวังว่าข้อมูลในรายงานทั้งหลายจะเป็นประโยชน์แก่ท่านในการขยายตลาดการส่งออกมายังสหรัฐฯ ไม่มากก็น้อยในปีนี้

 

แหล่งสืบค้น/อ้างอิงข้อมูล:
1) “Trump postpones tariff hikes on furniture, kitchen cabinets for a year” โดย John Liu จาก CNN 
2) “Trump admin has plan B to keep tariffs going if Supreme Court deems current approach unconstitutional: 
     report” โดย Ariel Zilber จาก New York Post
3) “Rice Industry Reps Flank Trump during Economic Aid Announcement, Ask for Additional Tariffs on Rice 
     Imports” โดย/จาก USA Rice
4) “The ‘affordability crisis’ may force Trump to cut tariffs in 2026, veteran market watcher Ed Yardeni 
      predicts” โดย Nick Lichtenberg จาก Fortune

สคต. ไมอามี /วันที่ 2 มกราคม 2569
 

Share :
Instagram