fb
แนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยผ่านไลฟ์สตรีมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเวียดนาม

แนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยผ่านไลฟ์สตรีมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเวียดนาม

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 08 พฤษภาคม 2569 11:45
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))

แนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยผ่านไลฟ์สตรีมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเวียดนาม

image.png

จากรายงาน Vietnam Live Commerce Popularity เมื่อเดือนเมษายน 2569 บนแพลตฟอร์ม QandMe ของบริษัท Asia Plus Inc. ระบุว่า ยอดใช้จ่ายผ่านการซื้อสินค้าทางไลฟ์สตรีมคิดเป็นร้อยละ 67 ของยอดใช้จ่ายออนไลน์ทั้งหมดของผู้บริโภคชาวเวียดนามที่เข้าร่วมการสำรวจ สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการขายสินค้าผ่านช่องทางไลฟ์สตรีมในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงช่องทางเสริมในการจำหน่ายสินค้าอีกต่อไป      แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเวียดนาม โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการไลฟ์สตรีม ได้แก่ เสื้อผ้าแฟชั่น ความงาม และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล

รายงานระบุว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคที่เข้าร่วมการสำรวจเลือกซื้อสินค้าผ่านไลฟ์สตรีมจากบัญชีทางการของแบรนด์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าช่องทางการขายผ่านผู้นำทางความคิด (Key Opinion Leader: KOL) หรือคนดังถึงสองเท่า ผู้บริโภคจำนวนร้อยละ 47 ระบุว่า ขณะรับชมไลฟ์สตรีม ผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงพิจารณาสินค้าและยังไม่มีความตั้งใจซื้ออย่างชัดเจน                โดยการตัดสินใจซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยครบถ้วนประกอบด้วย ราคา ช่วงเวลา และเนื้อหาไลฟ์สตรีมที่น่าสนใจ ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 13 ของผู้บริโภคที่ระบุว่าการซื้อสินค้าผ่านไลฟ์สตรีมเป็นการตัดสินใจแบบฉับพลัน (Impulse Buying) นอกจากนี้ ราคาและโปรโมชั่นยังคงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 82 จุดแข็งสำคัญที่ทำให้มูลค่าการขายผ่านไลฟ์สตรีมเติบโตเหนือกว่าช่องทางอีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิม คือ ความสามารถในการโต้ตอบกับผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคร้อยละ 59 และการนำเสนอสินค้าได้ทันทีระหว่างการถ่ายทอดสดโดยมีผลต่อผู้บริโภคร้อยละ 53 ปัจจัยเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และลดระยะเวลาการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับรูปแบบการขายอื่นๆ

รายงานยังชี้ให้เห็นถึงแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านไลฟ์สตรีม โดยผู้บริโภคที่เข้าร่วมการสำรวจจำนวนร้อยละ 56 มักเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อผ่านไลฟ์สตรีมเนื่องจากมีราคาที่ดีกว่า อีกทั้งคูปองส่วนลดพิเศษ รวมถึงกลยุทธ์สร้างความรู้สึกสินค้ามีจำนวนจำกัดและจำกัดระยะเวลาในการถ่ายทอดสดยังช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคจำนวนร้อยละ 43 ตัดสินใจซื้อทันที ขณะเดียวกัน อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในการกระจายคอนเทนต์ ซึ่งสามารถนำเสนอสินค้าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ในช่วงเวลาที่เหมาะสม มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคถึงร้อยละ 44 นอกจากนี้ ผู้บริโภคร้อยละ 31 ระบุว่าการสาธิตสินค้าแบบถ่ายทอดสดช่วยคลายข้อสงสัยต่างๆ ได้ดีกว่าภาพนิ่ง ขณะที่ร้อยละ 24 เชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือของ KOL และอีกร้อยละ 23 เชื่อมั่นในบัญชีทางการของแบรนด์ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้า

ปัจจุบัน การจับจ่ายใช้สอยผ่านไลฟ์สตรีมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซถือเป็นช่องทางการซื้อสินค้าหลักของผู้บริโภคบางกลุ่ม โดยร้อยละ 60   ของผู้เข้าร่วมการสำรวจที่ซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์ที่เลือกซื้อผ่านช่องทางนี้ โดยร้อยละ 30      รับชมไลฟ์สตรีม  ในช่วงเวลากลางคืนที่บ้าน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มมองหาสินค้าที่มีราคาต่ำที่สุด และถูกดึงดูด

ด้วยคูปองหรือโปรโมชั่นพิเศษที่มีเฉพาะในไลฟ์สตรีม ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่า ธุรกิจควรกำหนดราคาสินค้าเฉพาะสำหรับช่องทางไลฟ์สตรีมซึ่งควรจะต่ำกว่าช่องทางอีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิมและค้าปลีก เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันดังกล่าว รายงานยังระบุว่า พฤติกรรม การซื้อส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากความสนใจหรือความต้องการที่มีอยู่ก่อนแล้ว และจะถูกกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อเมื่อสินค้าไปปรากฏในช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น ผู้ประกอบการควรสร้างพื้นฐานความต้องการซื้อสินค้าให้กับผู้บริโภคล่วงหน้า จากนั้นจึงปิดการขายผ่านโปรโมชั่นพิเศษ คูปอง และกลยุทธ์สร้างความรู้สึกสินค้ามีจำนวนจำกัดภายในการถ่ายทอดสด แทนที่จะหวังพึ่งพาการซื้อแบบฉับพลันเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปสู่ความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น โดยบัญชีทางการของแบรนด์กลายเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ซื้อ สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างระบบไลฟ์สตรีมโดยตรงจากแบรนด์ ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นของแท้และมีตารางการถ่ายทอดสดที่สม่ำเสมอ สามารถทดแทนการพึ่งพาการใช้ KOL ซึ่งมีต้นทุนสูงได้ในหลายกลุ่มสินค้า เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค อิเล็กทรอนิกส์ และเสื้อผ้าแฟชั่น ท้ายที่สุด รายงานชี้ว่าการจับจ่ายใช้สอยระหว่างการไลฟ์สตรีมไลฟ์สตรีมไม่มีสูตรสำเร็จแบบเดียวที่ใช้ได้กับสินค้าทุกประเภท แต่ละธุรกิจจำเป็นต้องใช้วิธีการสื่อสารและการโน้มน้าวที่แตกต่างกัน อย่างเช่น สินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นต้องมีการลองสวมและให้คำแนะนำขนาดไซซ์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องเน้นความน่าเชื่อถือของผู้แทนจำหน่ายและคุณภาพทางเทคนิค ขณะที่สินค้าอาหารและเครื่องดื่มต้องสร้างประสบการณ์ด้านรสชาติและอารมณ์ร่วม ดังนั้น การใช้รูปแบบไลฟ์สตรีมแบบเดียวกันกับสินค้าทุกประเภทอาจทำให้ขาดความคิดสร้างสรรค์ ลดความน่าสนใจของเนื้อหา และส่งผลให้ประสิทธิภาพของการขายผ่านไลฟ์สตรีมลดลงด้วย

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต 

จากแพลตฟอร์มด้านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล Metric.vn รายได้รวมจาก แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักในเวียดนาม ได้แก่ Shopee Lazada TikTok Shop และ Tiki เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยมีมูลค่ารวม 148.ล้านล้านเวียดนามด่อง หรือเท่ากับประมาณ 5,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ตลาดอีคอมเมิร์ซของเวียดนามจะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และปริมาณสินค้า โดยรายได้รวมคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 142.ล้านล้านเวียดนามด่อง หรือ 5,50ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยยอดจำหน่ายอาจปรับลดลงร้อยละ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ ปี 2569 อย่างไรก็ดี ตลาดอีคอมเมิร์ซของเวียดนามกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยิ่งตอกย้ำบทบาทในฐานะหนึ่งในเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แนวโน้มการซื้อสินค้าผ่านช่องทางไลฟ์สตรีมไม่เพียงช่วยขยายการบริโภคสินค้าภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อได้เปรียบสำคัญสำหรับผู้จำหน่ายจากต่างประเทศในการนำเสนอสินค้าแก่ผู้บริโภคชาวเวียดนามได้อย่างรวดเร็ว น่าเชื่อถือ และสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยผ่านไลฟ์สตรีมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเวียดนาม TH-V0.pdf
Share :
Instagram