
1) บทสรุป
ในปี 2025 ตลาด E-Commerce ในสาธารณรัฐเช็ก มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีที่ผ่านมา หลังจากที่ลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ปี (ในปี 2023 ตลาด E-Commerce ลดลงร้อยละ 6 และในปี 2022 ลดลงร้อยละ 12 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมการจับจ่ายสินค้า เนื่องจากปี 2023 และปี 2022 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 10.7 และร้อยละ 15.1 ตามลำดับ)
มูลค่าการสั่งซื้อออนไลน์เฉลี่ยต่อคนในปี 2025 อยู่ที่ 1,800 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 2,880 บาท ต่อครั้ง ขณะที่ในปี 2024 อยู่ที่ 1,714 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 2,740 บาท โดยเฉลี่ยแล้วผู้ซื้อสินค้าออนไลน์จะซื้อสินค้าประมาณ 4 ครั้งต่อเดือน ขณะที่ในปี 2024 ประมาณ 3.8 ครั้งต่อเดือน
มูลค่าการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ในปี 2025 กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ครองส่วนแบ่งมากที่สุดถึงร้อยละ 30.8 รองลงมาคือสินค้าอุปโภคบริโภครวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คิดเป็นร้อยละ 10 และอันดับที่ 3 ได้แก่ สินค้าเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน คิดเป็นร้อยละ 9.6 ตามมาด้วยสินค้าเสื้อผ้าและแฟชั่น คิดเป็นร้อยละ 8.8 และสินค้าสำหรับบ้านและสวน คิดเป็นร้อยละ 7.6
ช่วงที่ชาวเช็กนิยมซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุด คือ ช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในเดือนธันวาคม เพื่อเป็นของขวัญสำหรับเทศกาลดังกล่าว โดยการซื้อสินค้าออนไลน์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10,700 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 17,120 บาท
ผู้บริโภคชาวเช็กคำนึงถึงเรื่องราคาเป็นสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 75 รองลงมาคือเรื่องคุณภาพของสินค้า และการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ และมีความยืดหยุ่นในการจัดส่งสินค้า
2) ข้อมูลทั่วไป (Country Overview)
üข้อมูลขนาดเศรษฐกิจของประเทศ (GDP)
GDP ในปี 2025 เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 จากการบริโภคภาคครัวเรือนที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wages) ปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้นประกอบกับแรงสนับสนุนจากการลงทุนของภาครัฐที่มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การป้องกันประเทศ และโครงการพลังงานนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ธนาคารกลางเช็ก (CNB) มีแนวโน้มคงหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับสูงในอดีต ซึ่งช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ในปี 2026 กระทรวงการคลังสาธารณรัฐเช็กคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 2.4 จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลังของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของสาธารณรัฐเช็ก รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม
üข้อมูลสถิติเชิงภูมิศาสตร์ประชากร (Age/Gender/Education/Etc.)
จำนวนประชากรของสาธารณรัฐเช็กมีทั้งหมด 10,910,000 คน (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026)
สัดส่วนประชากรหญิงคิดเป็นร้อยละ 50.90 และประชากรชายคิดเป็นร้อยละ 49.10 โดยประชากรจำนวนประมาณ 1.39 ล้านคน อาศัยอยู่ในกรุงปราก
สัดส่วนประชากร อายุ 0 - 14 ปี คิดเป็นร้อยละ 15.49 อายุ 15 – 64 ปี คิดเป็นร้อยละ 63.82 และอายุ 65 ปี ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 20.69
การศึกษาระดับประถมศีกษาร้อยละ 8.3 ระดับมัธยมศึกษาร้อยละ 58 และระดับมหาวิทยาลัย ร้อยละ 33.7
üข้อมูลระดับรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP per capita)
GDP per capita ของสาธารณรัฐเช็กอยู่ที่ 31,823.3 เหรียญสหรัฐ (ข้อมูลปี 2024 จาก WORLD BANK)
üข้อมูลผู้ใช้งาน (Internet Users/ Mobile User/Online Shoppers)
ปัจจุบัน E-Commerce ครองส่วนแบ่งของตลาดค้าปลีกทั้งหมดร้อยละ 15 คิดเป็นมูลค่ากว่า 206,000 ล้านเช็กคราวน์ หรือประมาณ 329,600 ล้านบาท โดยมีร้านค้าออนไลน์มากกว่า 50,000 แห่ง ซึ่งแสดงให้ เห็นถึงการแข่งขันที่สูงในสาธารณรัฐเช็ก
Internet Users : จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปี 2026 ณ เดือนกุมภาพันธ์ ของสาธารณรัฐเช็ก ประมาณ 7.689 ล้านคน (ร้อยละ 88.5) โดยมีผู้ใช้งาน Internet Banking ประมาณ 6.768 ล้านคน (ร้อยละ 77.9)
Mobile User : สาธารณรัฐเช็กมีสถิติการเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 8.610 ล้านเครื่อง คิดเป็นร้อยละ 99.1 ของจำนวนประชากร
Online Shoppers : ในปี 2024 สัดส่วนของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในกลุ่มอายุ 16 - 74 ปี สูงถึงร้อยละ 74 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปที่ร้อยละ 60
üข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (Digital Infrastructure)
สาธารณรัฐเช็กติดอันดับต้นๆ ในสหภาพยุโรปสำหรับการเป็นประเทศที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจดิจิทัล เนื่องจากสาธารณรัฐเช็กมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ อาทิ เครือข่ายใยแก้วนำแสงเพื่อเชื่อมต่อไปยังจุดที่สำคัญของยุโรป รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ต่อการดำเนินธุรกิจ
ผลการสำรวจ The Digital Quality of Life ในปี 2025 ระบุว่า สาธารณรัฐเช็กจัดอยู่ในลำดับที่ 28 จากทุกประเทศทั่วโลกที่มีสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่ดีที่สุด โดยการประเมินจาก 5 ด้าน คือ ความพร้อมใช้งานในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คุณภาพของการเชื่อมต่อ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีอยู่ ความปลอดภัยทางดิจิทัล และการจัดการกิจการสาธารณะโดยใช้เทคโนโลยี หรือ e-Government
üข้อมูลความเป็นอยู่และค่านิยมหรือพฤติกรรมการกินอยู่ใช้ในภาพรวมของคนในประเทศ (Consumer Behaviors)
ผู้บริโภคชาวเช็กคำนึงถึงเรื่องราคาเป็นสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 75 รองลงมาคือเรื่องคุณภาพของสินค้า และการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ และมีความยืดหยุ่นในการจัดส่งสินค้าที่หลากหลาย อาทิ การรับสินค้าผ่านร้านพันธมิตรใกล้บ้านหรือที่ทำงานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การจัดส่งสินค้าภายใน 1-2 วัน (มาตรฐานการจัดส่งสินค้าในกรุงปรากสำหรับสินค้าทั่วไป คือ 1-2 วัน หากเป็นสินค้า Grocery จะใช้เวลาเพียง 1-1.30 ชั่วโมง) ระบบการติดตามการสั่งซื้อสินค้าจนกว่าสินค้าจะถึงมือผู้บริโภค และนโยบายการคืนสินค้า (อัตราการคืนสินค้าโดยเฉลี่ยในร้านค้าออนไลน์ของเช็ก อยู่ที่ร้อยละ 11 และอัตรา สูงสุดร้อยละ 22 อยู่ในหมวดเสื้อผ้า)
ปัจจุบันผู้บริโภคชาวเช็กให้ความสนใจในการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการขนส่งที่ยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น
มูลค่าการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ในปี 2025 กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ครองส่วนแบ่งมากที่สุดถึงร้อยละ 30.8 รองลงมาคือสินค้าอุปโภคบริโภครวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คิดเป็นร้อยละ 10 และอันดับที่ 3 ได้แก่ สินค้าเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน คิดเป็นร้อยละ 9.6 ตามมาด้วยสินค้าเสื้อผ้าและแฟชั่น คิดเป็นร้อยละ 8.8 และสินค้าสำหรับบ้านและสวน คิดเป็นร้อยละ 7.6
3) ข้อมูลตลาดออนไลน์ (E-Commerce Market)
üภาพรวมระบบนิเวศน์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ (E-Commerce Ecosystem)
ในปี 2025 ตลาด E-Commerce ในสาธารณรัฐเช็ก มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีที่ผ่านมา หลังจากที่ลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ปี (ในปี 2023 ตลาด E-Commerce ลดลงร้อยละ 6 และในปี 2022 ลดลงร้อยละ 12 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมการจับจ่ายสินค้า เนื่องจากปี 2023 และปี 2022 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 10.7 และร้อยละ 15.1 ตามลำดับ)
üแนวโน้มและโอกาสของสินค้าไทย (Trend & Opportunity)
ผู้บริโภคเช็กส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.5 ยังเคยชินการซื้อสินค้าจากร้านค้าและบริการที่เป็นของเช็ก แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไปยังแพลตฟอร์มต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยแพลตฟอร์มของจีน (Shein, Temu และ Aliexpress) กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แพลตฟอร์มของสหรัฐอเมริกา (Amazon และ E-bay) กำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด (ในปี 2024 แพลตฟอร์มของจีนติดอันดับ 10 ผู้เล่นหลักในตลาดอีคอมเมิร์ซของสาธารณรัฐเช็กเป็นครั้งแรก)
สำหรับการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ (E-Shop) ผู้บริโภคชาวเช็กให้ความสำคัญกับเรื่องของความ ปลอดภัย (Security) เกี่ยวกับข้อมูลผู้บริโภคและตัวสินค้า การจัดส่งที่รวดเร็ว และความหลากหลาย ของประเภทสินค้า
สินค้าที่ได้มีศักยภาพ ได้แก่ สินค้าอาหาร ผลิตภัณฑ์เกษตร และสินค้าไลฟ์สไตล์ แต่อย่างไรก็ตาม การซื้อสินค้าจากประเทศไทยเป็นเรื่องยาก เนื่องจากภาษีศุลกากร การขนส่งที่มีราคาสูง และใช้เวลานาน ประกอบกับผู้บริโภคเช็กนิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์ของเช็ก ทั้งนี้ หากบริษัทไทยมีคลังสินค้า ในสหภาพยุโรปและรับประกันการส่งมอบได้ภายใน 1-2 วัน (มาตรฐานการจัดส่งสินค้าในกรุงปราก) และการร่วมกับบริษัทท้องถิ่นในการจัดจำหน่าย จะช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขัน ได้มากขึ้น
üมูลค่าการซื้อขายบนตลาดออนไลน์แบบB2B/B2C/C2C (Domestic vs. Cross-Border)
ในปี 2025 มูลค่าการซื้อขายรวมของ E-Commerce ในสาธารณรัฐเช็กในทุกหมวดผลิตภัณฑ์ ประมาณ 206,000 ล้านเช็กคราวน์ หรือประมาณ 329,600 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 6
มูลค่าการสั่งซื้อออนไลน์เฉลี่ยต่อคนในปี 2025 อยู่ที่ 1,800 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 2,880 บาท ต่อครั้ง ขณะที่ในปี 2024 อยู่ที่ 1,714 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 2,740 บาท โดยเฉลี่ยแล้วผู้ซื้อสินค้าออนไลน์จะซื้อสินค้าประมาณ 4 ครั้งต่อเดือน ขณะที่ในปี 2024 ประมาณ 3.8 ครั้งต่อเดือน
ช่วงที่ชาวเช็กนิยมซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุด คือ ช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในเดือนธันวาคม เพื่อเป็นของขวัญสำหรับเทศกาลดังกล่าว โดยการซื้อสินค้าออนไลน์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10,700 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 17,120 บาท
üข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ (Online Consumer Behaviors)
ผู้บริโภคเช็กส่วนใหญ่ยังคงนิยมสินค้าและบริการภายในประเทศ เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงค่าขนส่ง (Shipping fee) และการรับประกันสินค้าระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไปยังแพลตฟอร์มต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ในปี 2025 การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากประเทศในสหภาพยุโรป คิดเป็นร้อยละ 24.60 ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนร้อยละ 19.1
การสั่งซื้อสินค้าจากประเทศในสหภาพยุโรป ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกัน ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย สโลวาเกีย ซึ่งมีข้อได้เปรียบในการซื้อสินค้าปลอดภาษีศุลกากร สำหรับประเทศนอกสหภาพยุโรป ส่วนใหญ่เป็นประเทศจีน เนื่องจากราคาถูก
แฟลตฟอร์มที่ผู้บริโภคเช็กนิยมสั่งซื้อสินค้าข้ามพรมแดน ได้แก่ Shein, Temu, Aliexpress, Amazon และ eBay
ตั้งแต่ปี 2024 ตลาดออนไลน์ในสาธารณรัฐเช็กเผชิญกับการขยายตัวของแพลตฟอร์ม E-Commerce จากต่างประเทศ เช่น Shein, Temu และ Aliexpress โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวลงทุนทำการตลาดจำนวนมากและนำเสนอสินค้าราคาถูกที่มีคุณภาพไม่สูงมากนัก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในพื้นที่ออนไลน์ของสาธารณรัฐเช็ก จากกลยุทธ์ด้านราคา มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย และประสบการณ์การช้อปปิ้งที่น่าสนใจ เช่น การเล่นเกมและการตลาดที่ดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยโดยเฉพาะ
จากการสำรวจล่าสุดในการสั่งซื้อสินค้าแฟชั่นของผู้บริโภคเช็ก มีการสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์ม Shein ของประเทศจีนมากที่สุด มูลค่า 8,200 ล้านเช็กคราวน์ รองลงมาคือ Zalando มูลค่า 4,300 ล้านเช็กคราวน์ อันดับที่ 3 ได้แก่ About You มูลค่า 2,300 ล้านเช็กคราวน์ โดย Zalando และ About You เป็นแพลตฟอร์มด้านแฟชั่นของประเทศเยอรมนี
üความถี่ และค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ (ต่อครั้ง/ต่อปี) (Shopping frequency /Spending per transactions)
มูลค่าการสั่งซื้อออนไลน์เฉลี่ยต่อคนในปี 2025 อยู่ที่ 1,800 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 2,880 บาท ต่อครั้ง ขณะที่ในปี 2024 อยู่ที่ 1,714 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 2,740 บาท โดยเฉลี่ยแล้วผู้ซื้อสินค้าออนไลน์จะซื้อสินค้าประมาณ 4 ครั้งต่อเดือน ขณะที่ในปี 2024 ประมาณ 3.8 ครั้งต่อเดือน ความถี่ในการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นในระยะยาว เนื่องจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนเร็ว (Fast-Moving Consumer Goods : FMCG) เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน ผ่านการสั่งซื้อออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ดีและยืนยันแนวโน้มการใช้จ่ายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวเช็ก
ช่วงที่ชาวเช็กนิยมซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุด คือ ช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในเดือนธันวาคม เพื่อเป็นของขวัญสำหรับเทศกาลดังกล่าว โดยการซื้อสินค้าออนไลน์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10,700 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 17,120 บาท
üกลยุทธ์การทำประชาสัมพันธ์/โปรโมทสินค้า (Marketing & Promotion)
SEO- Search Engine Optimization เป็นกลยุทธ์การโปรโมทสินค้าที่นิยมที่สุดในสาธารณรัฐเช็ก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา โดยใช้เว็บไซต์ Google คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 82.6 ตามมาด้วยSeznam ร้อยละ 9.8 อันดับที่ 3 คือ Bing ร้อยละ 4.8 Yandex ร้อยละ 1.29 DuckDuckGo ร้อยละ 0.8 และ Yahoo ร้อยละ 0.5
Optimization for Price Comparison การเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการเปรียบเทียบราคา โดยเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาที่ใหญ่ที่สุด คือ เว็บไซต์ HEUREKA.CZ (มีผู้เข้าชม 5,000,000 คนต่อเดือน) รองลงมาคือเว็บไซต์ ZBOZI.CZ (มีผู้เข้าชม 2,100,000 คนต่อเดือน) และ SROVNAVAME.CZ (มีผู้เข้าชม 100,000 คนต่อเดือน)
Content Marketing การโปรโมทสินค้าเพื่อดึงดูดและสร้างความสนใจแก่ลูกค้าผ่านทาง Blog วิดีโอ จดหมายข่าว การรีวิวสินค้า คู่มือการซื้อ และ Pop-up Chat เพื่อพูดคุยกับลูกค้าในทันที รวมถึง รับคำติชมจากลูกค้า
E-Mail Marketing การนำเสนอข้อมูลสินค้าใหม่ รวมถึงส่วนลดผ่านทางอีเมล์
Social Media Marketing เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์กับผู้ซื้อออนไลน์ ในการพัฒนาและ เพิ่มฐานลูกค้าให้ใหญ่ขึ้น อาทิ Instagram, Facebook และ TikTok
Influencer Marketing การนำเสนอสินค้าผ่านผู้มีอิทธิพลที่สามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ สร้างการรับรู้แบรนด์ และการสร้างยอดขาย
Integration of Augmented Reality (AR) and Virtual Reality (VR) การนำเทคโนโลยี AR และ VR ผสานรวมเข้ากับ E-Commerce โดยเฉพาะในสินค้าแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องสำอาง ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถทดลองสินค้าได้จากระยะไกล ตัวอย่างเช่น กระจกเสมือนจริงสำหรับลองเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอาง และการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ในสถานที่ตามความต้องการของลูกค้า
ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและจริยธรรมของสินค้ามากขึ้น (แหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ วิธีการผลิต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม) ดังนั้น ร้านค้าออนไลน์ที่สามารถนำเสนอเรื่องดังกล่าวได้อย่างชัดเจนจะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้มากขึ้น
Voice Shopping การพัฒนาของการช้อปปิ้งด้วยเสียงผ่าน Amazon Alexa, Google Assistant หรือ Apple Siri ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยคาดว่าจะมีการซื้อของผ่านคำสั่งเสียงเพิ่มขึ้นในสาธารณรัฐเช็ก ร้านค้าออนไลน์จึงจำเป็นต้องปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะกับการค้นหาด้วยเสียงและทำให้กระบวนการซื้อของง่ายขึ้นกับผู้ใช้มากที่สุด
PPC Advertising การโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก ผ่าน Google และ YouTube เป็นต้น
Optimization for Mobile Phone การเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการเข้าถึงผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โดยคาดว่าในปี 2026 ส่วนแบ่งการซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น การปรับปรุงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันให้เหมาะสมกับมือถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับร้านค้าออนไลน์ ทั้งเรื่องความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ ความชัดเจน และความง่ายของกระบวนการชำระเงิน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการของผู้บริโภค
Artificial intelligence ได้แทรกซึมเข้าสู่การตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งร้านค้าออนไลน์ต้องพึ่งพาระบบ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคและสร้างเนื้อหา/โฆษณาเฉพาะบุคคล เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น
สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แฟชั่น เครื่องสำอาง สินค้าเกี่ยวกับบ้าน/สวน/งานอดิเรก รวมไปถึงสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง อาหารและเครื่องดื่ม การโฆษณาแบบดั้งเดิมผ่านโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และป้ายโฆษณา ยังคงมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สินค้าเครื่องสำอาง แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ การโปรโมตสินค้าผ่าน Bloggers และ Influencers เป็นเครื่องมือที่ควรให้ความสำคัญเช่นกัน
ü5 อันดับช่องทางการชำระเงินออนไลน์ (e-Payment)
เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา วิธีการชำระเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการชำระเงินปลายทาง โดยมีส่วนแบ่งมากกว่าร้อยละ 50 แต่ปัจจุบันการชำระเงินออนไลน์ด้วยบัตรเป็นที่นิยมที่สุดร้อยละ 37.6 รองลงมาคือการชำระเงินด้วย Apple Pay ร้อยละ 14.8 การชำระเงินด้วย Google Pay ร้อยละ 13.8 การโอนเงินผ่านธนาคารออนไลน์ ร้อยละ 12.3 การชำระเงินสดปลายทางเมื่อรับสินค้า ร้อยละ 6.9 การชำระเงินด้วยบัตรเมื่อรับสินค้า ร้อยละ 6.3 การชำระเงินด้วยบัตรเมื่อรับสินค้าที่ร้าน ร้อยละ 2.7 และการชำระเงินสดเมื่อรับสินค้าที่ร้าน ร้อยละ 2.2 และช่องทางอื่นๆ ร้อยละ 3.4
ü5 อันดับช่องทางการขนส่งสินค้า (e-Logistics)
ช่องทางการจัดส่งสินค้าในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยตู้รับพัสดุเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด E-Commerce ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาถูกกว่าและสามารถรับพัสดุได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องรอพนักงานส่งของ
ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปี 2025 ตู้รับพัสดุเป็นช่องทางการจัดส่งสินค้าที่ลูกค้าเกือบร้อยละ 60 เลือกใช้ในการสั่งซื้อออนไลน์
ช่องทางการจัดส่งที่เป็นที่นิยมในปี 2025 ได้แก่ การจัดส่งไปยังตู้รับพัสดุ ร้อยละ 48.1 การจัดส่งถึงบ้านหรือที่ทำงาน ร้อยละ 21.4 การรับสินค้าที่ร้าน ร้อยละ 15.8 การจัดส่งไปยังจุดรับสินค้า รวมถึงที่ทำการไปรษณีย์ ร้อยละ 14.3 และช่องทางอื่นๆ ร้อยละ 0.4 โดยช่องทางการจัดส่งไปยังตู้รับพัสดุ เป็นช่องทางที่ลูกค้าเกือบครึ่งหนึ่งเลือกใช้ในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสาธารณรัฐเช็กมีจำนวนตู้รับพัสดุทั้งหมดกว่า 15,000 ตู้
ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ในแพลตฟอร์ม E-Commerce มี 5 บริษัทใหญ่ ได้แก่ CZECH POST, ZASILKOVNA, PPL, DPD และ GLS โดยแต่ละบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่างกันมากนัก อยู่ที่ร้อยละ 20 – 25 สำหรับราคาค่าขนส่งในกรณีที่มูลค่าการสั่งซื้อเกินกว่าที่กำหนด โดยปกติประมาณ 1,500 – 2,000 เช็กคราวน์ ทางบริษัทจะไม่เรียกเก็บค่าจัดส่ง สำหรับการสั่งซื้อจำนวนน้อย ราคาจัดส่งถึงบ้าน โดยปกติอยู่ที่ 99 เช็กคราวน์ ในกรณีที่มีเครือข่ายจุดรับสินค้าหรือตู้รับพัสดุ ราคาจะอยู่ที่ 49 - 79 เช็กคราวน์ ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับการชำระเงินสดอยู่ที่ 39 – 59 เช็กคราวน์ แตกต่างกันไปตามมูลค่าของสินค้า
üข้อสังเกต/ข้อควรระวังในการทำการค้าออนไลน์ (Things to know)
ธุรกิจ E-Commerce ในสาธารณรัฐเช็กต้องมีการลงทะเบียนและบังคับใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ภายใต้กฎหมายท้องถิ่น และต้องมีการเตรียมการเพื่อปกป้อง IP ของบริษัท
4) ข้อมูลประกอบ
üกฎหมาย กฎระเบียบและภาษีการประกอบธุรกิจออนไลน์ (Legal Framework, Regulations, Tax)
กฎระเบียบทางกฎหมาย E-Commerce ของประเทศสาธารณรัฐเช็กดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติ E-Commerce ของสหภาพยุโรป โดยบังคับใช้กับบริการที่แสดงผ่านระบบประมวลผลอิเล็กทรอนิกส์ และระบบจัดเก็บข้อมูล
การดำเนินธุรกิจออนไลน์ในสาธารณรัฐเช็กต้องมีใบอนุญาตการค้าจากสำนักงานทะเบียนการค้าเช็ก (Czech Trade License Office) โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งสำนักงานในสาธารณรัฐเช็กเพื่อดำเนินธุรกิจ E-Commerce
การสร้างร้านค้าออนไลน์บริษัทจะต้องสร้างเว็บไซต์ ระบบการชำระเงิน และเครือข่ายโลจิสติกส์ โดย โลจิสติกส์เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ E-Commerce ที่ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วยการจัดหาสินค้า การจัดการสินค้าคงคลัง การจัดการคำสั่งซื้อ การบรรจุภัณฑ์ และการจัดส่ง ตลอดจนการจัดการคืนสินค้า ซึ่งอาจว่าจ้างผู้ให้บริการโลจิสติกส์
ตามประมวลกฎหมายแพ่งของสาธารณรัฐเช็ก สัญญาใดๆ ที่ทำขึ้นระหว่างธุรกิจและผู้บริโภคจะ ต้องเป็นภาษาเช็ก ข้อกำหนดนี้ยังใช้กับข้อกำหนดและเงื่อนไขของธุรกิจและข้อมูลอื่นๆ ที่สื่อสาร กับลูกค้าด้วย
ภายใต้กฎหมายเช็ก การคืนสินค้าที่มีตำหนิจะมีผลกับการขายทั้งแบบปกติและแบบออนไลน์ โดยผู้บริโภค มีสิทธิที่จะเพิกถอนสัญญาโดยไม่ต้องระบุเหตุผลภายใน 14 วัน นับจากวันทำสัญญา
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะใช้อัตราเดียวกันกับร้านค้าออฟไลน์ สำหรับสินค้าที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม อัตราร้อยละ 21 สินค้าอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์ยาอัตราร้อยละ 12 หนังสืออัตราร้อยละ 0
üนโยบายของภาครัฐบาลในการสนับสนุนการค้าออนไลน์ (Government Policy and Support)
รัฐบาลเช็กสนับสนุนการค้า E-Commerce แบบ B2B และ B2C ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั้งชาวเช็ก และชาวต่างชาติ โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตการค้าจากสำนักงานทะเบียนการค้าเช็ก (Czech Trade License Office) ยกเว้นบริษัทได้จดทะเบียนในประเทศอื่นในสหภาพยุโรปมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการลงทะเบียนกับ Czech Commercial Registry
สาธารณรัฐเช็กเปิดโอกาสทางธุรกิจ E-Commerce สำหรับผู้ซื้อและผู้ขายทั่วโลกในด้านต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ โทรคมนาคม เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง สินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับ อาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก เป็นต้น
5) ความเห็นของสำนักงาน
üสินค้าที่มีศักยภาพหรือตัวอย่างกรณีศึกษาสินค้า
ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวเช็กที่เดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารไทย และธุรกิจบริการของไทยจึงมีมากขึ้น ทั้งนี้ สามารถแบ่งกลุ่มสินค้าศักยภาพเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
สินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซอส เครื่องปรุงรส และ ส่วนผสมอาหาร อาหารสำเร็จรูป ข้าว ผักและผลไม้สด/แช่เย็น/แช่แข็ง เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขภาพ (เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ฯลฯ) ปลาและอาหารทะเลแช่เย็น/แช่แข็ง
สินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ สิ่งทอและผ้าผืนสำหรับบ้าน ของขวัญและของตกแต่ง ของตกแต่งและ อุปกรณ์สำหรับสวน ผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมและในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์พลาสติก ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องสำอางจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ สำหรับการนวดแผนไทย
ธุรกิจบริการ ได้แก่ ร้านอาหารไทยและอาหารไทย การนวดแผนไทย และสปาไทย
üการเตรียมตัวผู้ประกอบการไทย (Preparation)
สินค้าต้องมีคุณภาพมาตรฐานตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป จึงจะสามารถเข้ามาจำหน่ายในตลาดยุโรป
ผู้ประกอบการไทยควรจัดทำเว็บไซต์ให้มีรูปแบบเป็นสากล สวยงาม ใช้งานง่าย (User-friendly) โดยเฉพาะการสร้างระบบชำระเงินที่ง่ายต่อการใช้งาน และต้องมีระบบการรักษาความปลอดภัยเรื่องการชำระเงินและการรักษาข้อมูลลูกค้าที่เข้มงวด
ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาข้อมูลความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและพัฒนาสินค้าให้ตรง
ตามความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด รวมถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้มีความโดดเด่นแตกต่าง จากสินค้าอื่น เพื่อสร้างความดึงดูดให้แก่สินค้า
üกลยุทธ์แนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดออนไลน์ (Strategy recommendation for Thai Exporters)
ควรออกแบบเว็บไซต์ของร้านค้าให้ดึงดูดใจ มีความสะดวกสบายในการใช้งานและการค้นหา รวมถึง การให้ความสำคัญกับการรองรับการแสดงผลบนโทรศัพท์มือถือ หรือในรูปแบบของ Application เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงร้านค้ามากขึ้น
เนื้อหาและการสื่อสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ควรนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วน น่าเชื่อถือเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แสดงถึงมาตรฐาน คุณภาพ และคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ โดยนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่าย และสร้าง ความน่าสนใจในตัวสินค้า
การใช้รูปภาพของสินค้าที่สวยงาม การจัดวางองค์ประกอบ และการเลือกใช้มุมภาพ จะช่วยดึงดูดใจ ผู้บริโภค และสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า
üกลยุทธ์แนะนำภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดออนไลน์ (Strategy recommendation for Government)
การเจาะตลาด E-commerce ในยุโรปมีการแข่งขันที่สูงมาก ภาครัฐต้องส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้พัฒนาแบรนด์สินค้า รวมถึงคุณภาพ และราคาให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล รวมถึงการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด
เจรจาความร่วมมือด้านภาษีนำเข้ากับสหภาพยุโรปจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการ แข่งขันที่เพิ่มขึ้น
การส่งเสริมให้สินค้าจากประเทศไทยเป็นที่รู้จักและสร้างความน่าสนใจให้แก่สินค้าไทยด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ การร่วมมือกับ Bloggers และ Influencers การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมมือผู้นำเข้าและเชฟที่มีชื่อเสียง การประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT การเชิญชวนผู้นำเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทย และการเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น