fb
ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างกำแพงภาษีรูปแบบใหม่ ปรับสมดุลประเทศได้-เสียประโยชน์

ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างกำแพงภาษีรูปแบบใหม่ ปรับสมดุลประเทศได้-เสียประโยชน์

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 01 กรกฎาคม 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
4

ภายหลังศาลฎีกาสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหญ่จากประเทศคู่ค้าทั่วโลกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขัดต่อกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เร่งออกมาตรการใหม่เพื่อรักษาแนวนโยบายกีดกันทางการค้า โดยมุ่งสร้าง "กำแพงภาษี" รูปแบบใหม่ที่มีผลใกล้เคียงกับมาตรการที่ประกาศใช้ในช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของปธน. ทรัมป์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 

อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีครั้งใหม่นี้ไม่ได้มีรูปแบบเหมือนเดิมทั้งหมด เนื่องจากรัฐบาลต้องการสร้างฐานทางกฎหมายให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น จึงหันมาใช้กลไกการสอบสวนภายใต้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 1974 โดยกล่าวหาว่าหลายประเทศมีการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ประเด็นสำคัญของการสอบสวนประกอบด้วย 2 ประเด็น ได้แก่ การสอบสวนมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ และการสอบสวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน 

แม้ว่าหลายประเทศจะตกเป็นเป้าหมายของการสอบสวนดังกล่าว แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่ไม่ได้ตกอยู่ในการสอบสวนนั้น และเมื่อมาตรการภาษีชั่วคราวอัตรา 10% ซึ่งใช้กับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศจะสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 บางประเทศอาจได้รับประโยชน์จากการถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าที่เคยเผชิญเมื่อเดือนเมษายน 2568 ขณะที่บางประเทศอาจต้องเผชิญภาระภาษีที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่านโยบายการค้าของปธน. ทรัมป์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากรัฐบาลยังคงใช้มาตรการ "ยกเว้นภาษี" สำหรับสินค้าบางประเภทที่สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เช่น อุปกรณ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร หรือกาแฟจากบราซิล ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สามารถขยายรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีเพิ่มเติมได้ทุกเมื่อ

อีกประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุป คือ สถานะของประเทศที่ได้ทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ไว้แล้ว เช่น อินเดีย สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ซึ่งต่างได้รับการกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ต่ำกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ แต่หลายประเทศยังคงต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

การเดินทางเยือนอินเดียของผู้แทนการค้าสหรัฐฯ นาย Jamieson Greer ในช่วงที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างแนวทางการเจรจากับประเทศที่มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ไว้แล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย นาย Piyush Goyal ระบุว่า ประเด็นสำคัญในการหารือคือ การทำให้อัตราภาษีของอินเดียต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอินเดียในตลาดสหรัฐฯ

ภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่ ประเทศที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ ได้แก่ 

  • ฟิลิปปินส์ ซึ่งเดิมถูกกำหนดอัตราภาษี 19% เมื่อเดือนเมษายน 2568 แต่หากการสอบสวนด้านแรงงานบังคับเป็นไปตามข้อเสนอในปัจจุบัน อัตราภาษีจะลดลงเหลือเพียง 12.5% อีกทั้งฟิลิปปินส์ไม่ตกเป็นเป้าหมายของการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน จึงไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ส่งผลให้อัตราภาษีอาจลดลงเกือบ 7 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับอัตราเดิม ทั้งนี้ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์คิดเป็นมูลค่า 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

  • แอฟริกาใต้ ก็เป็นอีกประเทศที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ โดยเดิมถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 30% จากข้อกล่าวหาของปธน. ทรัมป์เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติต่อชาวแอฟริกันผิวขาว แต่ภายหลังการสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับเสร็จสิ้น คาดว่าอัตราภาษีจะลดลงเหลือ 12.5% แม้ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ในช่วงต้นปีจะลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กหลายแห่งที่มีมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ ไม่เกิน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ก็อาจได้รับประโยชน์จากมาตรการใหม่ เช่น ปากีสถาน ซึ่งอัตราภาษีจะลดลงจาก 29% เหลือ 10% ขณะที่ เมียนมา ซึ่งเคยถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 44% อาจลดลงเหลือเพียง 0-2% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับ ลาว และ เลโซโท ที่มีแนวโน้มได้รับอัตราภาษีลดลงอย่างมาก เปิดโอกาสให้บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตมายังประเทศเหล่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สูงกว่าในประเทศอื่น

ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มเสียประโยชน์ ได้แก่ 

  • สิงคโปร์ กลับเป็นประเทศที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่ได้ถูกกำหนดอัตราภาษีเฉพาะประเทศ และเสียภาษีเพียง 10% ตามมาตรการทั่วไป แต่ภายใต้ระบบใหม่ สิงคโปร์อาจต้องเผชิญภาษีจากทั้งการสอบสวนแรงงานบังคับในอัตรา 12.5% รวมถึงภาษีเพิ่มเติมจากการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ดร.เดโบราห์ เอลมส์ นักวิเคราะห์ด้านนโยบายการค้าจาก Hinrich Foundation ระบุว่า สิงคโปร์ตระหนักดีว่าระบบภาษีใหม่อาจทำให้ประเทศเสียเปรียบ เนื่องจากก่อนหน้านี้สามารถแข่งขันได้ภายใต้อัตราภาษี 10% อีกทั้งสิงคโปร์ยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของโลก สินค้าจำนวนมากถูกนำเข้ามาเพื่อแปรรูปก่อนส่งออกต่อไปยังตลาดโลก ดังนั้น การเพิ่มภาระภาษีจะสร้างต้นทุนด้านเอกสารและการปฏิบัติตามกฎระเบียบให้แก่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มประเทศที่ยังยากจะประเมินผลกระทบ ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก สหภาพยุโรป และจีน นักวิเคราะห์มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าใครจะได้หรือเสียประโยชน์ เนื่องจากแต่ละประเทศยังอยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ

  • แคนาดา แม้แคนาดาจะยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่เป็นไปตามความตกลง USMCA อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทโลหะ ได้สร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมของแคนาดาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ปธน. ทรัมป์ยังคงขู่ว่าจะถอนตัวจากข้อตกลง USMCA และวิพากษ์วิจารณ์มาตรการตอบโต้ทางการค้าของแคนาดา ทำให้การเจรจาแก้ไขข้อตกลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีความไม่แน่นอนสูง

  • เม็กซิโก เม็กซิโกกำลังพยายามเจรจาเรียกร้องให้สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ โดยให้เหตุผลว่าอัตราภาษีรถยนต์จากเม็กซิโกนั้นสูงกว่ารถยนต์นำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กำลังผลักดันให้รถยนต์ที่ผลิตภายใต้เขตการค้าอเมริกาเหนือมีชิ้นส่วนจากสหรัฐฯ อย่างน้อย 50% ซึ่งการเจรจาจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ผลกระทบทางการค้าต่อเม็กซิโกในระยะสั้นยังคงมีความไม่แน่นอน

  • สหภาพยุโรป สหภาพยุโรปกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้เร่งลงนามในข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยรัฐสภายุโรปและกลุ่มประเทศสมาชิกจะต้องลงมติให้ทันกำหนดในวันที่ 4 กรกฎาคม มิฉะนั้น ปธน. ทรัมป์ขู่ว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์ยุโรปจาก 15% เป็น 25% แม้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะยืนยันว่าหากบรรลุข้อตกลงแล้ว สหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อตกลงเดิมก็ตาม นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้เปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 ต่อเยอรมนี โดยกล่าวหาว่ามีการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับนวัตกรรมด้านเภสัชกรรมต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ขณะที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนียืนยันว่าการกำหนดราคายาเป็นเรื่องภายในประเทศ และคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อผูกพันทางการค้าที่มีต่อยุโรป

  • จีน สถานการณ์ของจีนถือว่าดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่งในวาระที่สองของ
    ปธน. ทรัมป์ แม้ว่าระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งปี 2567 ปธน. ทรัมป์เคยประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนสูงถึง 60% แต่ปัจจุบันอัตราภาษีที่มีผลจริงอยู่ที่ประมาณ 21% เท่านั้นตามการประเมินของ Bloomberg Economics ทั้งสองประเทศมีกำหนดกลับมาเจรจาเรื่องมาตรการภาษีอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าจีนยังคงมีอำนาจต่อรองสูง เนื่องจากที่ผ่านมาจีนได้ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของจีนในห่วงโซ่อุปทานโลก และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศในระยะต่อไป

ข้อเสนอแนะต่อผู้ประกอบการไทย

ประเทศไทยมีแนวโน้มอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังยากจะประเมินผลกระทบ เนื่องจากแม้จะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์โดยตรงจากมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ แต่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ระหว่างการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ทั้งในประเด็นการบังคับใช้กฎหมายแรงงานบังคับและการมีกำลังการผลิตส่วนเกินในบางอุตสาหกรรม หากผลการสอบสวนนำไปสู่การจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมหลังสิ้นสุดมาตรการภาษีชั่วคราวในเดือนกรกฎาคม 2569 สินค้าไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศที่ได้รับอัตราภาษีต่ำกว่า เช่น ฟิลิปปินส์และปากีสถาน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามผลการสอบสวนและการประกาศอัตราภาษีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมกระจายตลาดส่งออก ยกระดับมาตรฐานด้านแรงงาน เพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และเสริมระบบตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า เพื่อรองรับข้อกำหนดใหม่ของสหรัฐฯ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ในระยะยาว

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   Bloomberg

Share :
Instagram