fb
สหรัฐฯ ระงับนำเข้าอาหารทะเลจากแหล่งประมงเวียดนาม 12 แหล่ง  กดดันภาคประมงเร่งยกระดับระบบกำกับดูแล

สหรัฐฯ ระงับนำเข้าอาหารทะเลจากแหล่งประมงเวียดนาม 12 แหล่ง กดดันภาคประมงเร่งยกระดับระบบกำกับดูแล

โดย
Tran
ลงเมื่อ 09 มกราคม 2569 16:58
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
194

เนื้อข่าว 

การส่งออกสินค้าประมงจากแหล่งประมงของเวียดนาม (Vietnamese fisheries) จำนวน 12 แหล่ง ถูกระงับการนำเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ภายหลังสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) มีมติไม่ให้การรับรองความเทียบเท่าด้านกฎระเบียบ (comparability findings) ตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (Marine Mammal Protection Act: MMPA)

image.png

นาย Le Tran Nguyen Hung รองอธิบดีกรมประมงเวียดนาม (Viet Nam’s Directorate of Fisheries) กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม (Ministry of Agriculture and Environment) ได้ยืนยันว่า การพิจารณาดังกล่าวอ้างอิงจากหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการของสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ซึ่งออกเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยภายใต้กรอบการตัดสินใจเดียวกัน NOAA ได้ให้การรับรองความเทียบเท่าด้านกฎระเบียบ (comparability findings) แก่แหล่งประมงของเวียดนามจำนวน 11 แหล่ง ขณะที่ยังไม่ให้การรับรองแก่แหล่งประมงอีก 12 แหล่ง เนื่องจากเห็นว่าเวียดนามยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการมีระบบกฎหมาย มาตรการด้านการบริหารจัดการ และกลไกการบังคับใช้ที่มีระดับประสิทธิผลใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับของสหรัฐอเมริกา ในการควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบจากการจับหรือการติดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลโดยมิได้เจตนาอันเกิดจากการทำประมงเชิงพาณิชย์ (marine mammal bycatch)

ทั้งนี้ การรับรองความเทียบเท่าด้านกฎระเบียบ หมายถึง กระบวนการพิจารณาของ NOAA เพื่อประเมินว่าแหล่งประมงที่ใช้ในการผลิตสินค้าส่งออกของประเทศคู่ค้ามีระบบบริหารจัดการและมาตรการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลที่เป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในกฎหมาย MMPA หรือไม่ แม้เวียดนามจะมีความคืบหน้าในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการภาคประมงให้มีความทันสมัยมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ NOAA เห็นว่ายังคงมีช่องว่างเชิงโครงสร้างในด้านการติดตามตรวจสอบ การจัดเก็บและรายงานข้อมูล รวมถึงมาตรการลดผลกระทบหรือการป้องกันการรบกวนซึ่งกันและกันระหว่างกิจกรรมประมงกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (mitigation of interactions) ในแหล่งประมงที่ไม่ได้รับการรับรอง ส่งผลให้สินค้าประมงจากแหล่งดังกล่าวถูกห้ามนำเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2569

มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสินค้าประมงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของเวียดนามหลายรายการ อาทิ ปลาทูน่า (tuna) ปลากระโทงดาบ (swordfish) ปลากะรัง (groupers) ปลาแมกเคอเรล (mackerel) ปลามัลเลต (mullet) ปู (crabs) ปลาหมึก (squid) และสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ โดยกรมประมงได้เผยแพร่บัญชีรายชื่อสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงที่เชื่อมโยงกับแหล่งประมงซึ่งถูกปฏิเสธการรับรองผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงาน พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนรับทราบ เพื่อเตรียมการปรับตัวต่อข้อจำกัดด้านการเข้าถึงตลาดสหรัฐอเมริกา

ในด้านมาตรการรองรับ หน่วยงานภาครัฐของเวียดนามได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งกระจายความเสี่ยงด้านตลาด โดยเสริมสร้างการส่งออกไปยังตลาดเดิมที่ยังมีศักยภาพควบคู่กับการแสวงหาและขยายตลาดใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ขณะเดียวกัน สินค้าประมงจากแหล่งประมงจำนวน 11 แหล่งที่ได้รับการรับรองจาก NOAA ยังคงสามารถส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาได้ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการอาจจำเป็นต้องจัดทำหนังสือรับรองการยอมรับเพื่อการนำเข้า (Certificate of Admissibility: COA) เพื่อยืนยันการปฏิบัติตามข้อกำหนดภายใต้กฎหมายและระเบียบของสหรัฐอเมริกา ตามหลักเกณฑ์ที่ NOAA กำหนด

ภายใต้หนังสือเวียนเลขที่ 74 (Circular No. 74) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ของกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้การออกหนังสือรับรองการยอมรับเพื่อการนำเข้า เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารจัดการประมงระดับท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดและนคร ภายหลังการประกาศใช้หนังสือเวียนดังกล่าว กรมประมงได้จัดการประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และภาคธุรกิจ เพื่อชี้แจงแนวทาง การดำเนินการ ขั้นตอนการประสานงาน และช่องทางการติดต่อในกรณีที่เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรอง รวมถึงได้จัดตั้งกลไกการประสานงานระหว่างกรมประมงและหน่วยงานระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการส่งออกของสหรัฐอเมริกาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กรมประมงได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่สินค้าประมงทุกประเภทที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาจะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดในการจัดทำหนังสือรับรองการยอมรับเพื่อการนำเข้า โดยผู้ประกอบการควรตรวจสอบรหัสพิกัดศุลกากรตามระบบฮาร์โมไนซ์ของสหรัฐอเมริกา (U.S. Harmonized Tariff Schedule: HTS) เพื่อพิจารณาขอบเขตการบังคับใช้ของมาตรการดังกล่าวให้ถูกต้องและสอดคล้องกับกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ

ในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจ สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers: VASEP) ประเมินว่า มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าประมงจากแหล่งประมงที่ไม่ได้รับการรับรองอาจก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่ภาคประมงของเวียดนามในระดับประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกับมูลค่าการส่งออกสินค้าประมงของเวียดนามในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาในปี 2567 ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 511.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

(แหล่งที่มา https://news.tuoitre.vn/ ฉบับวันที่ 2 มกราคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การที่สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (MMPA) ต่อสินค้าประมงนำเข้าอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป นับเป็นพัฒนาการเชิงนโยบายที่มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างการค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะต่อเวียดนาม ซึ่งแม้จะได้รับการรับรองความเทียบเท่าด้านกฎระเบียบสำหรับแหล่งประมงบางส่วน แต่ยังคงเผชิญข้อจำกัดจากการที่สหรัฐอเมริกาไม่ให้การรับรองแก่แหล่งประมงของเวียดนามจำนวน 12 แหล่ง ส่งผลให้สินค้าประมงจากแหล่งดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงตลาดสหรัฐอเมริกาได้ในระยะปัจจุบัน

ในบริบทของการกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลของสหรัฐอเมริกา (MMPA) คำว่า แหล่งประมง (fishery) มิได้จำกัดความหมายอยู่เพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือเขตทำการประมงเท่านั้น หากแต่เป็นการจำแนกกิจกรรมประมงเชิงระบบ ซึ่งครอบคลุมทั้งประเภทเครื่องมือและวิธีการทำประมง ชนิดสัตว์น้ำเป้าหมาย พื้นที่ทะเลหรือเขตน่านน้ำที่ดำเนินกิจกรรม ตลอดจนรูปแบบการบริหารจัดการและมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล โดยแหล่งประมงแต่ละแหล่งจะถูกประเมินแยกเป็นรายกรณีเพื่อพิจารณาว่ามีระดับการคุ้มครองทรัพยากรและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เทียบเท่ากับมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาหรือไม่

ในเชิงสถานะทางการค้า เวียดนามถือเป็นหนึ่งใน 34 ประเทศ จากทั้งหมด 135 ประเทศผู้ส่งออกอาหารทะเลไปยังสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการพิจารณาว่ามีระบบบริหารจัดการประมงที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ MMPA ในระดับหนึ่ง โดยแหล่งประมงของเวียดนามประมาณร้อยละ 50 ได้รับการรับรองให้สามารถส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาได้ตามปกติ ขณะที่แหล่งประมงอีกประมาณร้อยละ 50 หรือคิดเป็นจำนวน 12 แหล่ง ยังไม่ผ่านเกณฑ์การรับรองและอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการค้า โดยแหล่งประมงที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวครอบคลุมกิจกรรมประมงสำคัญ อาทิ การทำประมงด้วยอวนติดตา (gillnetting) อวนล้อมจับ (purse seining) อวนลาก (trawling) และการทำประมงด้วยเบ็ดมือ (handlining) ซึ่งถูกประเมินว่ายังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดการจับหรือการติดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลโดยมิได้เจตนาในระดับที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา

มาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคประมงเวียดนาม เนื่องจากในปี 2567 เวียดนามมีมูลค่าการส่งออกอาหารทะเลไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาประมาณ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าประมงที่เชื่อมโยงกับแหล่งประมงจำนวน 12 แหล่งที่ไม่ได้รับการรับรองมีมูลค่าการส่งออกรวมใกล้เคียง 512 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ สินค้าประมงจากแหล่งประมงที่ยังได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา ยังคงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านเอกสารที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำหนังสือรับรองการยอมรับเพื่อการนำเข้า (Certificate of Admissibility: COA) สำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้รหัสพิกัดศุลกากรของสหรัฐอเมริกา (U.S. Harmonized Tariff Schedule: HTS) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานด้านความยั่งยืนและการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลได้กลายเป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของการเข้าถึงตลาด มากกว่าประเด็นด้านภาษีศุลกากรเพียงอย่างเดียว

ในมิติเชิงนโยบาย มาตรการของสหรัฐอเมริกาดังกล่าวทำหน้าที่เป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่สำคัญให้เวียดนามเร่งยกระดับระบบบริหารจัดการภาคประมงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการปรับปรุงกรอบกฎหมาย การเสริมสร้างกลไกการบังคับใช้ การพัฒนาระบบติดตาม ตรวจสอบ และรายงานข้อมูลการทำประมง ตลอดจนการดำเนินมาตรการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลอย่างเป็นรูปธรรม หากเวียดนามสามารถดำเนินการดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่องในระยะกลางและระยะยาว ย่อมช่วยเพิ่มโอกาสในการขอรับการรับรองแหล่งประมงเพิ่มเติมในอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและภาพลักษณ์ด้านการทำประมงอย่างยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลโลก

การที่สหรัฐอเมริการะงับการนำเข้าอาหารทะเลจากแหล่งประมงของเวียดนามจำนวน 12 แหล่ง มิได้เป็นเพียงมาตรการจำกัดทางการค้าในระยะสั้น หากแต่สะท้อนทิศทางของระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น สำหรับเวียดนาม ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นทั้งความท้าทายเชิงนโยบายและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปและยกระดับภาคประมงให้สอดคล้องกับกติกาการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การที่สหรัฐอเมริการะงับการนำเข้าสินค้าประมงจากแหล่งประมงของเวียดนาม จำนวน 12 แหล่ง ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (MMPA) ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาดอาหารทะเลสหรัฐอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ โดยในระยะสั้น มาตรการดังกล่าวอาจทำให้ปริมาณสินค้าประมงบางประเภทในตลาดลดลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เวียดนามมีบทบาทเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญในตลาดโลก เช่น ปลาทูน่า ปลาหมึก และปู ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกรายอื่นในภูมิภาค รวมถึงไทย สามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้ อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวยังสะท้อนแนวโน้มที่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกำลังถูกยกระดับเป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของการค้า มากกว่าการเป็นเพียงมาตรการด้านเทคนิคเฉพาะกรณี

สำหรับผู้ประกอบการไทยในประเทศ มาตรการของสหรัฐฯ ถือเป็นทั้งโอกาสและสัญญาณเชิงนโยบายที่มีนัยสำคัญ โดยในด้านโอกาส ไทยสามารถใช้ความได้เปรียบด้านระบบกำกับดูแลประมง การติดตามตรวจสอบ และการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าในตลาดสหรัฐอเมริกา และขยายการส่งออกในกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการทดแทนสินค้าจากเวียดนาม อย่างไรก็ดี ในเชิงความเสี่ยง ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการจัดทำเอกสารกำกับ เช่น หนังสือรับรองการยอมรับเพื่อการนำเข้า (Certificate of Admissibility: COA) และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านการเข้าถึงตลาดในอนาคต

            ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในเวียดนาม มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตและการส่งออกในระยะสั้น แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าไปมีบทบาทในการถ่ายทอดเทคโนโลยี มาตรฐานการจัดการ และแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการยกระดับแหล่งประมงของเวียดนามให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ MMPA ในระยะกลางถึงระยะยาว ทั้งนี้ ในมุมมองเชิงนโยบาย เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันบนฐานมาตรฐาน ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับกติกาการค้าโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคประมงไทยในตลาดหลักต่อไปในอนาคต

News 5 - 9 January 2026 - US bans import of seafood from 12 Vietnamese fisheries from January 1-Edit.pdf
Share :
Instagram