fb
ตุรกีประกาศแผน 3 ปี ฉบับใหม่ มุ่งลดเงินเฟ้อ เสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ตุรกีประกาศแผน 3 ปี ฉบับใหม่ มุ่งลดเงินเฟ้อ เสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

โดย
Suttichat
ลงเมื่อ 17 ตุลาคม 2568 04:00
สคต. ณ กรุงอังการา (ตุรกี) (TTC, Ankara (Turkey))
205
1

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลตุรกีโดยรองประธานาธิบดี Cevdet Yılmaz ได้นำเสนอแผนเศรษฐกิจระยะ 3 ปี ฉบับใหม่ (สำหรับปี 2026-2028) ที่ระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูวินัยทางการคลัง ลดอัตราเงินเฟ้อให้เหลือหลักเดียว และเร่งการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีเสถียรภาพในระยะยาว โดยแผนดังกล่าวได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงจากฉบับเดิมที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 4 ในปี 2025 เหลือเพียงร้อยละ 3.3 และเพิ่มการประมาณการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะใกล้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และข้อเท็จจริงมากขึ้น แต่ยังคงเน้นย้ำว่าจะมุ่งเน้นไปที่การลดภาวะเงินเฟ้อให้เหลือตัวเลขหลักเดียวให้ได้ภายในปี 2027

 

“ในสิ้นปีนี้ ตัวเลข GDP ของตุรกีจะเกิน 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 16 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับ 6 ของยุโรป และรายได้ต่อหัว (GDP per Capita) จะเกิน 17,000 เหรียญสหรัฐฯ ตุรกีจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงตามการจัดประเภทของธนาคารโลกเป็นครั้งแรก” รองประธานาธิบดี Cevdet Yılmaz กล่าว

 

Picture2.jpg

 

ตามแผนเศรษฐกิจฉบับใหม่นี้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 28.5 ในปีนี้ และเหลือ 16 ในปี หน้า ก่อนที่จะลดลงเหลือตัวเลขหลักเดียวในปี 2027 สำหรับการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ว่าจะชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 3.3 ในปีนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการเงินและการคลังที่เข้มงวด และยังจำเป็นจะต้องดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี โดยคาดการณ์ว่าในปีถัดๆ ไปจะสามารถขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 3.8 ร้อยละ 4.3 และร้อยละ 5 ในปี 2028 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขการเติบโตของอัตรา GDP ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ทำให้ธนาคารแห่งชาติตุรกีเพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือร้อยละ 43 ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นของการผ่อนคลายนโยบายการเงินอีกครั้ง หลังจากที่เคยขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 50 เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของแผนเศรษฐกิจฉบับนี้คือการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน รักษาวินัยทางการคลัง และบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเลขตัวเดียวในระยะกลาง เพื่อให้แน่ใจว่ามีเสถียรภาพด้านราคาที่ยั่งยืน และคาดการณ์ว่าการขาดดุลงบประมาณเมื่อเทียบกับ GDP จะอยู่ที่ร้อยละ 3.5 เปอร์เซ็นต์ในหน้า และลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.8 เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามแผน

 

ในด้านการค้าระหว่างประเทศและดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น มีการคาดการณ์และตั้งเป้าหมายว่า การส่งออกจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสูงกว่า 300 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2028 ซึ่งจะทำให้อัตราส่วนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ค่อยๆ ลดลงจากร้อยละ 1.4 ในปีหน้า ไปจนเหลือเพียงร้อยละ 1 เมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2028 หรือลดลงเหลือ 18.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากที่เป็นอยู่ 22.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีนี้ และสำหรับเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลลีร่าตุรกีที่ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่เป็นกังวลนั้น รองประธานาธิบดี Cevdet Yılmaz กล่าวว่า “ไม่มีการตั้งเป้าหมายหรือการคาดการณ์ในเรื่องดังกล่าว ระดับของอัตราแลกเปลี่ยนจะถูกกำหนดโดยภาวะอุปสงค์และอุปทานของตลาด ยกเว้นในกรณีที่มีความผันผวนสูงเกินไป สถาบันที่เกี่ยวข้องจึงจะเข้ามาแทรกแซงเพียงเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดเท่านั้น”

 

ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

 

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตุรกีต้องเผชิญกับภาะความผันผวนทางเศรษฐกิจมาโดยตลอดนับตั้งแต่ภายหลังเหตุการณ์ความพยายามก่อรัฐประหารในปี 2016 ซึ่งตามมาด้วยความขัดแย้งทางการเมืองกับสหรัฐฯ ในปีเดียวกัน เกิดภาวะเงินเฟ้อซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นพยายามแก้ไขด้วยนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดจนนำไปสู่การถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในปี 2019 บวกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในช่วงแรก ซ้ำเติมให้ตุรกีต้องดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงและสวนทางกับแนวทางปกติด้วยการลดดอกเบี้ยและกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งถึงแม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจตุรกีฟื้นตัวอย่างรวดเร็วอย่างน่าทึ่งในปี 2021 แต่ภาวะเงินเฟ้อกลับพุ่งสูงถึงร้อยละ 85% เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำเพื่อรักษาอัตราการเติบโตนี้ไว้ จนกระทั่งในไตรมาสที่สองของปี 2023 อัตราส่วนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ของตุรกีสูงถึงร้อยละ 5.24 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ อัตราเงินเฟ้อที่สูงยิ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนและกดดันต่อพลวัตการผลิตและราคา ข้อได้เปรียบระยะสั้นจากการอ่อนค่าของสกุลเงินตุรกีในตลาดต่างประเทศ ซึ่งช่วยกระตุ้นการส่งออกก็สูญสิ้นไปทำให้ตุรกีตกอยู่ในอันตรายจากวิกฤตการชำระเงินอีกครั้ง รัฐบาลใหม่ของตุรกีซึ่งเพิ่งได้รับการเลือกตั้งในปีนั้นจึงจำเป็นต้องหันกลับไปใช้นโยบายแบบเดิมคือการควบคุมวินัยทางการเงินอย่างเป็นทางการแต่มีความค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น และเป็นที่มาของแผนเศรษฐกิจ 3 ปี ฉบับก่อนหน้านี้ (ปี 2023-2025) 

 

 

การประกาศแผนเศรษฐกิจ 3 ปี ของตุรกีฉบับนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในแนวทางการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจต่อจากแผนฉบับเดิม (ปี 2023-2025) ที่ยังคงให้น้ำหนักไปที่การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ วินัยทางการคลัง และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีการปรับตัวเลขเป้าหมายและการคาดการณ์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น และถึงแม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มองโลกในแง่ดีค่อนข้างมากของรัฐบาลตุรกี แต่ก็ไม่ห่างไกลจากการวิเคราะห์ของบุคคลภายนอกมากนัก ยกเว้นแต่ในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อที่ในความเป็นจริงแล้วคงจะเป็นไปได้ยากที่จะบรรลุได้ตามเป้าหมาย

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากตัวเลข GDP ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยของเศรษฐกิจตุรกีอยู่ที่ร้อยละ 4.8 ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากไอร์แลนด์ จีน และอินเดียเท่านั้น โดยตัวเลข GDP รายไตรมาส ที่ประกาศโดยสถาบันสถิติตุรกี (TurkStat) รอบล่าสุด แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจตุรกียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 20 ติดต่อกัน ด้วยอัตรา 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก แม้ภาวะการเงินตึงตัวที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและครัวเรือน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าภายใต้แผนเศรษฐกิจ 3 ปี ฉบับใหม่นี้ ตุรกีจะยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้ ไปพร้อมๆ กับที่ต้องพยายามบรรเทาสถานการณ์เงินเฟ้อภายในประเทศที่ยังคงรุนแรงอยู่มากได้หรือไม่อย่างไร

  

ที่มาhttps://www.dailysabah.com/business/economy/turkiye-maps-path-to-single-digit-inflation-trend-growth-recovery

Share :
Instagram