
1. สถานการณ์ตลาดและแนวโน้มสินค้า
1.1 ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค
สาธารณรัฐเช็กเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลและสามารถผลิตได้เพียงปลาน้ำจืดเท่านั้น ดังนั้นความต้องการของสินค้ากุ้ง (แช่แข็ง แช่เย็น ในน้ำเกลือ ในภาชนะที่อากาศผ่านเข้าออกไม่ได้) จะต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก แม้ว่ากุ้งเพิ่งเป็นที่รู้จักในตลาดเช็ก เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา หลังจากเปิดประเทศเมื่อปี 1990 และผู้บริโภคชาวเช็กจำนวนมากยังขาดความรู้เกี่ยวกับการปรุงอาหารด้วยผลิตภัณฑ์จากกุ้ง โดยมองว่ากุ้งถือเป็นสินค้าราคาสูง แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 มีการนำเข้าสินค้าดังกล่าว จำนวนกว่า 4 ล้านกิโลกรัม
ปี 2567 การบริโภคปลารวมอาหารทะเลและสัตว์น้ำอื่นๆ ในสาธารณรัฐเช็ก คิดเป็นจำนวน 5.7 กิโลกรัมต่อคน ในขณะที่การบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ที่ 85 กิโลกรัมต่อคน แม้ว่าการบริโภคปลา อาหารทะเล และสัตว์น้ำอื่นๆ ต่อปีจะค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการบริโภคมีความผันผวนอยู่ระหว่าง 5.1 - 6 กิโลกรัมต่อคน เนื่องจากวิถีชีวิตที่เน้นสุขภาพ ส่งผลให้ความต้องการของผู้บริโภคสำหรับปลา อาหารทะเล และสัตว์น้ำอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น แม้ยังจำกัดอยู่ในพื้นที่เมืองเป็นส่วนใหญ่
1.2 กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย แบ่งเป็น ภาคบริการด้านอาหาร (โรงแรม ร้านอาหาร บริษัทจัดเลี้ยง) และครัวเรือนโดยผู้นำเข้ารายใหญ่ร้อยละ 75 - 80 ของปริมาณกุ้งนำเข้าทั้งหมดถูกไปจำหน่ายในภาคการบริการ และส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 - 25 เป็นการจำหน่ายปลีก ซึ่งผู้บริโภคชาวเช็กส่วนใหญ่ให้ความสำคัญด้านราคา เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกุ้ง ดังนั้น หากจำหน่ายในราคาที่สูงผู้บริโภคจะเลือกสินค้าอื่นทดแทน จึงทำให้ผู้นำเข้าตัดสินใจซื้อโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านราคาเป็นสำคัญ
ในส่วนของการขายปลีกปลา อาหารทะเล และสัตว์น้ำอื่นๆ ในสาธารณรัฐเช็กส่วนใหญ่จะขายในรูปแบบแช่แข็ง แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่และไฮเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่เริ่มจำหน่ายปลา อาหารทะเล และสัตว์น้ำอื่นๆ ในรูปแบบแช่เย็น แต่ตัวเลือกยังค่อนข้างจำกัด ประกอบกับร้านค้าเฉพาะด้านปลา อาหารทะเล และสัตว์น้ำอื่นๆ มีจำนวนจำกัด และอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น ซึ่งผู้จำหน่ายที่ใหญ่ที่สุด คือ MAKRO
2. ภาพรวมการนำเข้ากุ้งแช่แข็งและแช่เย็น (HS 0306 17) ของสาธารณรัฐเช็ก
ในปี 2568 สาธารณรัฐเช็กมีการนำเข้ากุ้งแช่แข็งคิดเป็นมูลค่า 26.227 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.32 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับปี 2569 (เดือนมกราคม - เมษายน) สาธารณรัฐเช็กมีการนำเข้ากุ้งแช่แข็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.80 ทั้งนี้ จากสถิติตัวเลขในปี 2568 จะเห็นได้ว่าประเทศเวียดนามเป็นผู้ส่งออกกุ้งแช่แข็งรายสำคัญให้กับสาธารณรัฐเช็ก มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึงร้อยละ 64.46 เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30.54 รองลงมาคืออินเดีย ส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 11.81 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.82 ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์ และบังกลาเทศ สำหรับประเทศไทยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 0.13 โดยเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับเวียดนาม เนื่องจากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนาม การนำเข้ากุ้งแช่แข็งจากเวียดนามจึงไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า รวมถึงบังกลาเทศไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเช่นเดียวกับเวียดนาม สำหรับอินเดียภาษีนำเข้าร้อยละ 4.2 ในขณะที่ภาษีนำเข้าจากประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 12 ประกอบกับสาธารณรัฐเช็กมีชุมชนชาวเวียดนามขนาดใหญ่อาศัยอยู่ซึ่งมีประสบการณ์ในการจำหน่ายโดยเฉพาะในภาคธุรกิจร้านอาหารและภาคบริการอาหาร โดยชุมชนชาวเวียดนามเป็นหนึ่งในชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเช็ก จำนวนชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก อยู่ที่ประมาณ 100,000 คน ในขณะที่จำนวนชุมชนชาวไทยในสาธารณรัฐเช็ก อยู่ที่ประมาณ 1,000 คนเท่านั้น
สำหรับปริมาณกุ้งแช่แข็งที่นำเข้าสู่สาธารณรัฐเช็ก มีจำนวน 3.15 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 80 ของการนำเข้ากุ้งในสาธารณรัฐเช็ก พันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ กุ้ง VANNAMEI และ Black tiger ขนาด 26/30 ตัวต่อกิโลกรัม ได้รับความนิยมมากที่สุด รองลงมาคือ 16/20 ตัวต่อกิโลกรัม โดยมีราคานำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 8.32 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม (ราคานำเข้าเฉลี่ยของกุ้งจากเวียดนามอยู่ที่ 7.98 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม จากอินเดีย 8.02 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม เนเธอร์แลนด์ 8.8 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม บังกลาเทศ 9.65 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม และราคาจากประเทศไทยอยู่ที่ 9.84 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม)
ตามข้อมูลจากผู้นำเข้าเช็ก หากต้องการนำเข้าสินค้าเต็มตู้คอนเทนเนอร์ พวกเขาจะจัดหาสินค้าโดยตรงจากประเทศต้นทาง ซึ่งส่วนใหญ่คือประเทศเวียดนาม อินเดีย และบังกลาเทศ แต่ถ้าหากต้องการปริมาณน้อยกว่าหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ ผู้นำเข้าจะสั่งซื้อกุ้งแช่แข็งจากตัวแทนจำหน่ายในเนเธอร์แลนด์ นี่คือเหตุผลที่เนเธอร์แลนด์เป็นผู้จัดจำหน่ายกุ้งแช่แข็งอันดับ 3 ให้กับสาธารณรัฐเช็ก
3. กฎระเบียบการนำเข้าและอัตราภาษี
HS Code | ITEM | IMPORT DUTY |
0306 17 | Frozen shrimps and prawns (other) (import under non-preferential tariff quota 0%) | 12.0%
|
0306 3610 | Fresh/chilled shrimps of the family pandalidae, other than of the genus pandalus (import under non-preferential tariff quota 0%) | 12.0% |
0306 3650 | Fresh/chilled shrimps of the genus crangon, other than of the species crangon crangon (import under non-preferential tariff quota 0%) | 18.0% |
0306 3690 | Other fresh/chilled shrimps (import under non-preferential tariff quota 0 %) | 12.0% |
1605 21 | Preserved/prepared shrimps (not in airtight containers) | 20.0% |
1605 29 | Preserved/prepared shrimps (in airtight containers) | 20.0% |
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 สาธารณรัฐเช็กได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป โดยกฎหมายศุลกากรของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้กับการนำเข้าทั้งหมด โดยการนำเข้ากุ้งมายังสาธารณรัฐเช็กจะต้องมีใบรับรองจากทางการไทยกำกับด้วย สำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ของสาธารณรัฐเช็กอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ State Veterinary Administration of the Czech Republic ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขการนำเข้า ใบรับรองสุขภาพ และข้อมูลล่าสุดเป็นภาษาอังกฤษสามารถดูได้เพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.svscr.cz ภายใต้หัวข้อ Trade with Veterinary Commodities - Imports from third countries - Official Certificates - Fishery & Aquaculture Products for Human Consumption
สำหรับรายละเอียดของภาษีศุลกากรและข้อจำกัดสามารถดูได้เพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของสหภาพยุโรป http://ec.europa.eu./taxation_customs/dds2/taric/taric_consultation.jsp
4. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
ด้วยสาธารณรัฐเช็กเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ดังนั้นการบริโภคปลา อาหารทะเล และสัตว์น้ำอื่นๆ จึงไม่เป็นที่นิยมมาแต่ดั้งเดิม ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง และขาดความรู้ในการปรุงอาหารประเภทดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันผู้บริโภคชาวเช็กหันมาบริโภคสินค้าดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น โดยการนำเข้าแต่เดิมมาจากประเทศในแถบยุโรปเป็นหลัก ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และเยอรมนี แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการนำเข้าจากประเทศในแถบเอเชีย ได้แก่ เวียดนาม อินเดีย และบังกลาเทศ รวมถึงจากละตินอเมริกาและอเมริกาใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันผู้นำตลาดได้แก่ประเทศเวียดนาม ซึ่งไม่เพียงได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าที่ต่ำจากข้อตกลงการค้าเสรีที่ทำขึ้นระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนามในปี 2563 แต่ในสาธารณรัฐเช็กยังมีชุมชนชาวเวียดนามขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสาธารณรัฐเช็กประมาณ 100,000 คน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ส่งออกไทยคือการเสนอราคาที่แข่งขันได้ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น อาทิ การใช้กุ้งมานำเสนอในรูปแบบอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานที่คงรสชาติความเป็นไทยดั้งเดิม การผลิตอาหารที่คำนึงถึงสุขภาพ เป็นต้น เพื่อสร้างความน่าสนใจ/ความแตกต่างให้กับสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการควรศึกษาความต้องการของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด และรักษามาตรฐานการผลิตให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานของยุโรป รวมทั้งสนับสนุนการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมอาหารไทย และป้องกันไม่ให้สหภาพยุโรปนำมาเป็นข้อกีดกันทางการค้า สำหรับช่องทางการจำหน่ายสินค้าอาหารของสาธารณรัฐเช็ก คือซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะนำเข้าสินค้าผ่านผู้นำเข้าเป็นหลัก แม้ว่าสาธารณรัฐเช็กจะไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่มีมีข้อดีด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เหมาะแก่การเป็นศูนย์กระจายสินค้าจากสาธารณรัฐเช็ก ไปยังตลาดอื่นๆ ในยุโรปได้อย่างสะดวกสบายจึงถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางการค้าที่น่าสนใจ