fb
ตลาดบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ในสหรัฐอเมริกา
โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 24 กันยายน 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
3
  1. ภาพรวมตลาด

ตลาดบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าประมาณ 54.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 50.30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 8.16 หมื่นล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2574 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 8.4 ในช่วงปี 2569–2574 

การเติบโตของตลาดได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ได้แก่ การสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในโครงการเงินคืนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน, การขยายตัวอย่างรวดเร็วของมาตรฐาน
การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ หรือ Matter Protocol, และความต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถ
ใช้ชีวิตอย่างอิสระในที่อยู่อาศัยของตนเองได้ยาวนานขึ้น (Aging-in-Place)

นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยยังเริ่มเสนอส่วนลดเบี้ยประกันแก่ผู้บริโภคที่ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะที่ผ่านการตรวจสอบ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการเริ่มนำเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ
มาใช้มากขึ้น ด้านผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรายใหญ่ได้ปรับกลยุทธ์อย่างเข้มข้นเช่นกัน โดย Amazon หันไปพัฒนารูปแบบสมาชิก Alexa+ ขณะที่ Apple ได้ขยายขอบเขตแผนการพัฒนา HomeOS ซึ่งสะท้อนว่าการควบคุมและพัฒนา Ecosystem ของบ้านอัจฉริยะกำลังมีความสำคัญมากกว่าการแข่งขันด้านกำไรจากการจำหน่ายอุปกรณ์
เพียงประเภทเดียว

  1. ปัจจัยและแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมบ้านอัจฉริยะ

    1. โครงการเงินคืนเพื่อประหยัดพลังงานของรัฐช่วยสนับสนุนการซื้ออุปกรณ์ Smart Home

โครงการ Home Energy Rebates ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ซึ่งมีวงเงินถึง 8.8 พันล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ และเริ่มดำเนินการแล้วในรัฐแคลิฟอร์เนีย ฮาวาย นิวเม็กซิโก และนิวยอร์ก ได้เพิ่มกำลังซื้อให้แก่เจ้าของบ้านอย่างมีนัยสำคัญ รัฐนิวยอร์กได้เริ่มดำเนินโครงการในเดือนพฤษภาคม 2567 และเป็นต้นแบบให้รัฐอื่น เร่งใช้ประโยชน์จากงบประมาณของรัฐบาลกลางเพื่อสนับสนุนการซื้ออุปกรณ์ เช่น เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ (Smart Thermostats) ระบบปั๊มความร้อน (Heat Pumps) และเครื่องทำน้ำร้อนที่เชื่อมต่อกับระบบดิจิทัล

ในรัฐแคลิฟอร์เนีย บริษัท Southern California Edison เสนอเครดิตค่าไฟฟ้าสูงสุด 75 ดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้บริโภคที่ใช้เครื่องควบคุมอุณหภูมิที่ได้รับการรับรอง ขณะที่บริษัทการไฟฟ้า PSEG Long Island ได้จัดสรรงบประมาณ 92.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในปี 2568 โดยมุ่งเน้นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบดิจิทัล ส่วนรัฐวิสคอนซินได้รับการจัดสรรงบประมาณ 149 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใต้โครงการ Focus on Energy ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่รัฐที่มีภูมิอากาศหนาวเย็นก็หันมาใช้อุปกรณ์อัจฉริยะเพื่อช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด

ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคสามารถนำเงินที่ประหยัดได้จากการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มี
ความต้องการสูงกลับมาสนับสนุนโครงการเงินคืนเพิ่มเติม ส่งผลให้เกิดวงจรการส่งเสริมการนำเทคโนโลยี
บ้านอัจฉริยะมาใช้อย่างต่อเนื่อง

  1. มาตรฐานการเชื่อมต่ออุปกรณ์สมาร์ทโฮม “Matter Protocol” ช่วยส่งเสริมการใช้อุปกรณ์จากหลายแบรนด์ร่วมกัน

Matter Protocol คือมาตรฐานกลางระดับสากลสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์สมาร์ทโฮม (Smart Home) และ IoT ที่พัฒนาโดย Connectivity Standards Alliance (CSA) ซึ่งรวมเอาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Apple, Google, Amazon และ Samsung มาร่วมมือกัน เพื่อทำให้อุปกรณ์ต่างค่าย ต่างแบรนด์ สามารถสื่อสาร
และทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นบนเครือข่ายเดียวกัน

 

 

image.png

Matter Protocolเวอร์ชัน 1.4 ที่เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2567 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด เนื่องจากได้รวมความสามารถในการควบคุมอุปกรณ์จากหลายระบบ และรองรับอุปกรณ์หลากหลายประเภท นอกจากนี้ การพัฒนาเครือข่าย Thread Mesh Networking ซึ่งออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์ Smart Home โดยเฉพาะ เพื่อให้อุปกรณ์สามารถซ่อมแซมและปรับโครงสร้างเครือข่ายได้เอง (Self-Healing Network) ช่วยให้อุปกรณ์จากหลายแบรนด์สามารถเชื่อมต่อเข้าด้วยกันได้โดยไม่ต้องตั้งค่าระบบใหม่ทั้งหมด ลดความซับซ้อนที่เคยเป็นสาเหตุให้ผู้บริโภคเกิดปัญหาในการใช้งานและคืนสินค้า

บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ Apple ได้ปรับแนวทางจากเดิมที่เน้นระบบ HomeKit เป็นหลัก ไปสู่การรองรับมาตรฐาน Matter Protocol อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสะท้อนถึงฉันทามติของผู้ให้บริการรายใหญ่ในอุตสาหกรรม ภายในกลางปี 2568 มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Matter Protocol และ Thread Mesh Networking ได้รับการรับรองแล้วกว่า 670 รายการ และผู้ค้าปลีกรายใหญ่ได้จัดสรรพื้นที่จำหน่ายร้านสำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ Matter Protocol โดยเฉพาะ

  1. ความต้องการเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

ผลสำรวจจากสมาคมผู้สูงอายุแห่งอเมริกา (American Association of Retired Persons: AARP) ในปี 2568 พบว่าผู้สูงอายุ 4 ใน 5 คนมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลอย่างน้อย 1 ชิ้นเพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิต
อย่างอิสระ ขณะเดียวกันแผนประกันสุขภาพ Medicare Advantage ของรัฐเริ่มช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ตรวจติดตามสุขภาพระยะไกลที่สามารถเชื่อมต่อกับศูนย์ควบคุมบ้านอัจฉริยะ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุ เทคโนโลยีการสั่งงานด้วยเสียงที่มีความก้าวหน้าจากการพัฒนาโมเดลภาษาธรรมชาติยังช่วยลดความซับซ้อนในการใช้งาน ทำให้ผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงระบบบ้านอัจฉริยะได้ง่ายขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการปรับปรุงบ้านเดิมเพื่อติดตั้งระบบอัจฉริยะขยายตัวมากขึ้น จากเดิม
ที่มีแค่อุปกรณ์ฉุกเฉินหรือปุ่มขอความช่วยเหลือ ไปสู่ระบบควบคุมสภาพแวดล้อมภายในบ้านแบบครบวงจร
และระบบวิเคราะห์คาดการณ์ความปลอดภัย

image.png

  1. ส่วนลดเบี้ยประกันภัยสำหรับการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ

บริษัทประกันภัย Liberty Mutual เปิดตัวโครงการ Smart Home Verified Discount ใน 6 รัฐ โดยเสนอส่วนลดค่าเบี้ยประกันแก่ลูกค้าที่เปิดเผยข้อมูลสถานะการทำงานของเครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ Nest ข้อมูลการเรียกร้องค่าสินไหมในระยะแรกชี้ให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายจากความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับอัคคีภัยและการบุกรุกลดลงในระดับเลขสองหลัก ส่งผลให้บริษัทประกันภัยมีแนวโน้มขยายโครงการไปยังรัฐอื่นเพิ่มเติม

ธุรกิจประกันภัยได้พัฒนาจากการเสนอส่วนลดแบบคงที่ไปสู่การให้บริการลดความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น
การสนับสนุนให้ใช้เครื่องตรวจจับน้ำรั่วที่สามารถสั่งปิดวาล์วน้ำอัตโนมัติ กล้องที่ใช้ AI เพื่อแจ้งเตือนและดำเนินการเชิงป้องกันล่วงหน้า และระบบข้อมูลที่ช่วยรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในกระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมโดยอัตโนมัติ

 

  1. การปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับผู้ใช้งานเฉพาะบุคคลและระบบอัตโนมัติด้วย AI

หนึ่งปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตของตลาดบ้านอัจฉริยะคือการผสานเทคโนโลยี Generative AI เข้ากับแพลตฟอร์มบ้านอัจฉริยะ ซึ่งแตกต่างจากระบบอัตโนมัติแบบเดิมที่ทำงานตามคำสั่งหรือเงื่อนไขที่ผู้ใช้งานกำหนดไว้ล่วงหน้า ระบบ AI สมัยใหม่สามารถเรียนรู้รูปแบบพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย คาดการณ์ความต้องการ และปรับการทำงานของระบบไฟ อุณหภูมิ ระบบความบันเทิง และระบบรักษาความปลอดภัยได้โดยอัตโนมัติ

ผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียง เช่น Amazon Alexa, Google Assistant และ Apple Siri กำลังพัฒนา
ไปสู่บทบาทผู้จัดการบ้านเชิงรุก โดยสามารถช่วยกำหนดเวลาการบำรุงรักษา สั่งซื้อสินค้าที่จำเป็นเพิ่มเติม และตรวจจับความผิดปกติ เช่น การรั่วไหลของน้ำหรือกิจกรรมที่ผิดปกติภายในบ้าน

การเปลี่ยนผ่านจากระบบที่ตอบสนองต่อคำสั่งของผู้ใช้งานไปสู่ระบบที่สามารถคาดการณ์และดำเนินการล่วงหน้ากำลังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคและเพิ่มการใช้จ่ายต่อระบบบ้านอัจฉริยะอย่างมีนัยสำคัญ

  1. การวิเคราะห์ตลาดตามกลุ่มสินค้าและบริการ

    1. จำแนกตามประเภทผลิตภัณฑ์: ระบบรักษาความปลอดภัยยังครองตลาด ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะเติบโตอย่างรวดเร็ว

ระบบรักษาความปลอดภัยมีสัดส่วนร้อยละ 29.30 ของมูลค่าการใช้จ่ายในตลาดบ้านอัจฉริยะของสหรัฐฯ ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยส่วนบุคคลและการปกป้องทรัพย์สิน
เป็นลำดับแรก ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มต้นใช้งานบ้านอัจฉริยะด้วยกล้องหรือกริ่งประตูพร้อมกล้องวิดีโอ
ซึ่งมักเชื่อมโยงกับโครงการส่วนลดจากบริษัทประกันภัย ก่อนขยายไปสู่ระบบนิเวศของอุปกรณ์อัจฉริยะประเภทอื่น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะคาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 14.25 ต่อปี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความสามารถในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ข้ามแบรนด์ผ่าน Matter Protocol และการเพิ่มขึ้นของเงินคืนจากผู้ให้บริการสาธารณูปโภคสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน

ผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการพลังงาน โดยเฉพาะเครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับระบบราคาพลังงานแบบผันแปร ยังคงได้รับประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลกลางและรัฐท้องถิ่น ขณะที่อุปกรณ์เพื่อความบันเทิงภายในบ้าน แม้จะเป็นตลาดที่มีความเติบโตค่อนข้างเต็มที่แล้ว แต่ยังมีโอกาสขยายตัว
จากการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมระบบบ้านอัจฉริยะผ่านหน้าจอขนาดใหญ่

แนวโน้มการใช้ระบบควบคุมแบบรวมศูนย์กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ลดลง เช่น กล้องที่ติดตั้งระบบวิเคราะห์ด้วย AI สามารถทำงานร่วมกับระบบไฟ ขณะที่ตู้เย็นอัจฉริยะสามารถแสดงข้อมูลราคาพลังงานแบบเรียลไทม์และเชื่อมต่อกับระบบจัดการพลังงานภายในบ้าน ซึ่งสะท้อนว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้าขอบเขตระหว่างประเภทผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จะมีความชัดเจนน้อยลง เนื่องจากความสามารถของแพลตฟอร์มพัฒนาเร็วกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีหน้าที่เฉพาะด้าน

  1. จำแนกตามเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ: Thread กำลังท้าทายการครองตลาดของ Wi-Fi

Wi-Fi มีสัดส่วนร้อยละ 60.35 ของอุปกรณ์ในปี 2568 เนื่องจากผู้บริโภคมีการใช้งานเราเตอร์อย่างแพร่หลายและสามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้โดยมีขั้นตอนเพิ่มเติมไม่มาก อย่างไรก็ตาม Thread มีแนวโน้มขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 18.1 ต่อปีจนถึงปี 2574

Thread เวอร์ชัน 1.4 รองรับการสร้างเครือข่ายแบบรวมศูนย์ ทำให้อุปกรณ์จากผู้ผลิตหลายรายสามารถใช้เครือข่ายเดียวกันได้โดยไม่ต้องให้ผู้ใช้งานดำเนินการเพิ่มเติม โครงสร้างแบบใช้พลังงานต่ำ ช่วยให้อุปกรณ์ประเภทเซ็นเซอร์สามารถใช้แบตเตอรี่ได้หลายปี แม้จะเชื่อมต่อและส่งข้อมูลแบบต่อเนื่องเพื่อรองรับระบบรักษาความปลอดภัยและการจัดการพลังงาน

ปัจจุบัน Thread และ Wi-Fi มีแนวโน้มทำงานเสริมกัน โดย Wi-Fi เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องใช้ Bandwidth สูง เช่น กล้องสตรีมมิง ขณะที่อุปกรณ์ที่ใช้ข้อมูลน้อย เช่น เซ็นเซอร์ประตู เครื่องตรวจจับน้ำรั่ว และปุ่มควบคุม มีแนวโน้มเปลี่ยนไปใช้ Thread แพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Apple tvOS 26 อุปกรณ์ Nest ของ Google และ Echo Hub ของ Amazon ต่างรองรับการทำงาน Thread Border Router ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับในระดับตลาดหลัก

image.png image.png

 

 

  1. จำแนกตามช่องทางการจำหน่าย: ช่องทางออนไลน์ยังเป็นช่องทางหลัก ขณะที่การขายแบบแพ็กเกจร่วมกับบริการโทรคมนาคมเติบโต

ช่องทางออนไลน์มีสัดส่วนร้อยละ 52.60 ของมูลค่าการซื้อขายในปี 2568 โดยเฉพาะสำหรับชุดอุปกรณ์
ที่ผู้บริโภคสามารถติดตั้งเองได้ รายละเอียดสินค้า ระบบแนะนำสินค้าอัตโนมัติ และรีวิวจากผู้ใช้งานจำนวนมากช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน การจำหน่ายอุปกรณ์บ้านอัจฉริยะร่วมกับบริการโทรคมนาคมและสาธารณูปโภคเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 12.8 ต่อปี Verizon ได้ขยายบริการ 5G Home Internet ครอบคลุม 20 ล้านครัวเรือน
พร้อมนำเสนออุปกรณ์ชุดเริ่มต้นสำหรับบ้านอัจฉริยะที่ลดหรือยกเว้นค่าอุปกรณ์ ขณะที่ AT&T และ T-Mobile
ก็มีแนวทางเชื่อมโยงบริการอินเทอร์เน็ตกับศูนย์ควบคุมบ้านอัจฉริยะเพื่อรักษาฐานลูกค้าและส่งเสริมการใช้บริการหลายประเภท

  1. จำแนกตามองค์ประกอบ: ฮาร์ดแวร์ยังมีสัดส่วนสูง แต่ธุรกิจบริการเติบโตต่อเนื่อง

อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ยังครองสัดส่วนร้อยละ 76.30 ของการใช้จ่ายในปี 2568 เนื่องจากกล้อง เซ็นเซอร์
และศูนย์ควบคุมเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อเพียงครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจบริการ เช่น บริการตรวจสอบ
และเฝ้าระวังสำหรับสมาชิก ระบบอัตโนมัติที่ใช้ AI และ Dashboard วิเคราะห์ข้อมูลคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.95 ต่อปี

ผู้ประกอบการกำลังปรับรูปแบบธุรกิจจากการพึ่งพากำไรจากการจำหน่ายอุปกรณ์ ซึ่งมีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำไปสู่รายได้ประจำจากบริการแบบสมาชิก เช่น Alexa+ ของ Amazon ที่มีค่าบริการ 19.99
ดอลลาร์สหรัฐ และนำเสนอความสามารถในการคาดการณ์และทำงานอัตโนมัติ Google มีแผนพัฒนา
Home Assist ที่ใช้ Generative AI เพื่อช่วยควบคุมอุปกรณ์หลายประเภท ขณะที่ HomeOS ของ Apple
จะเน้นการประมวลผลข้อมูลภายในอุปกรณ์เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัว พร้อมบริการ Cloud เสริม

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ความสามารถในการแข่งขันของแพลตฟอร์มในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการรักษาความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในระยะยาวมากกว่าจำนวนอุปกรณ์ที่จำหน่ายได้เพียงอย่างเดียว

  1. ภูมิทัศน์การแข่งขัน

การแข่งขันในตลาดบ้านอัจฉริยะของสหรัฐฯ อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
รายใหญ่ 5 รายมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณร้อยละ 45 แต่ยังมีพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการเฉพาะด้าน

Amazon และ Google ครองความได้เปรียบในระบบผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียง โดยทั้งสองบริษัทมีอุปกรณ์หน้าจออัจฉริยะที่สามารถทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่าย Mesh เข้ากับเครือข่ายภายในบ้านอื่น ๆ เช่น
Wi-Fi ได้ Apple สร้างตำแหน่งในตลาดระดับพรีเมียมด้วยชื่อเสียงด้านแบรนด์และการให้ความสำคัญ
กับความเป็นส่วนตัว แม้จะมีจังหวะการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ช้ากว่าคู่แข่ง ขณะที่บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน อาทิ Honeywell, Schneider Electric และ Johnson Controls ใช้ประสบการณ์ด้านระบบอาคารและระบบอัตโนมัติที่สั่งสมมานานเพื่อขยายตลาดการติดตั้ง

กลยุทธ์การแข่งขันได้เปลี่ยนไปสู่การขยายขอบเขตของระบบนิเวศอย่างชัดเจน Amazon ลงทุนกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐใน Alexa แม้ธุรกิจดังกล่าวจะขาดทุนต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่ารายได้จากระบบสมาชิกจะสามารถรองรับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายใหม่ เช่น OhmConnect ซึ่งปัจจุบันควบรวมเข้ากับ Google Nest และ LG ได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 80 ของบริษัท Athom บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่โดดเด่น
จากการพัฒนาอุปกรณ์และแพลตฟอร์มบ้านอัจฉริยะ เพื่อหาช่องทางเข้าสู่ตลาด

แนวโน้มการยื่นจดสิทธิบัตรยังสะท้อนว่าการแยกแยะคำสั่งเสียง, การควบคุมฉากหรือสถานการณ์ตามบริบท, และ AI ที่ประมวลผลภายในอุปกรณ์โดยใช้พลังงานต่ำ เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสำคัญ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น  Meta, Samsung และ Sony ต่างแข่งขันกันเพื่อครอบครองทรัพย์สินทางปัญญาในเทคโนโลยีพื้นฐานเหล่านี้ ขณะที่ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคและบริษัทประกันภัยกำลังสะสมฐานข้อมูลเฉพาะ
ที่อาจนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยและโครงการตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานในอนาคต

  1. โอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการไทย

ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาสู่ฐานการผลิตและส่งออกสินค้า Smart Home เนื่องจาก
มีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วน และการผลิตสินค้าแบบ OEM/ODM ที่มีประสบการณ์ในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าการส่งออกสินค้า
Smart Home ของไทยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 19.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 86.49 สะท้อนถึงความสามารถในการผลิตและส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ไทยมีข้อได้เปรียบด้านการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงความสามารถ
ในการพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายด้านการออกแบบและการใช้งาน ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นสินค้า
ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะมีโอกาสสูง แต่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมหลายด้าน ดังนี้

  • มาตรฐานและการรับรองสินค้า เนื่องจากสินค้า Smart Home เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า การสื่อสาร
    ไร้สาย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูล ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาข้อกำหนดของสหรัฐฯ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น FCC รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และมาตรฐาน Matter/Thread หากต้องการวางจำหน่ายในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

  • ความเข้ากันได้ของระบบ (Interoperability) ผู้บริโภคสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการที่อุปกรณ์สามารถทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มหลัก เช่น Amazon, Google และ Apple ดังนั้น สินค้าไทยควรรองรับมาตรฐานเปิดและสามารถทำงานร่วมกับระบบที่ผู้บริโภคใช้อยู่แล้วได้

  • ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว กล้อง เซ็นเซอร์ ลำโพง และอุปกรณ์ IoT
    มีการเก็บข้อมูลภายในบ้าน ผู้บริโภคสหรัฐฯ จึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล
    และความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรมีนโยบายด้านการใช้และจัดเก็บข้อมูล
    ที่ชัดเจน 

  • ต้นทุนและบริการหลังการขาย ตลาดสหรัฐฯ มีการแข่งขันสูงจากแบรนด์ระดับโลก ผู้ประกอบการไทยไม่ควรแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างจุดขายด้านคุณภาพ
    การออกแบบ ฟังก์ชันเฉพาะ และบริการหลังการขาย รวมถึงมีอะไหล่และศูนย์บริการที่สามารถรองรับลูกค้าในสหรัฐฯ

ข้อเสนอแนะจากสคต. นิวยอร์ก

ตลาดบ้านอัจฉริยะของสหรัฐฯ เป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม Smart Appliances, Smart Kitchen ผู้ประกอบการไทยควรใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ซึ่งมีศักยภาพในการส่งออกอยู่แล้ว และยกระดับจากการรับจ้างผลิตไปสู่การพัฒนาสินค้าที่มีเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าให้รองรับ Matter/Thread และแพลตฟอร์มหลักของสหรัฐฯ รวมถึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงการผลิต IoT และการสร้างแบรนด์ไทยในตลาดสหรัฐฯ เพื่อยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตสินค้า Smart Home ไปสู่การเป็นผู้พัฒนาและส่งออก Smart Home Solutions ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   Mordor Intelligence, Bangkokbiznews

Share :
Instagram