
ภาคธุรกิจสตาร์ทอัพในเยอรมนีกำลังกลับมามีความหวังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าในปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของประเทศจะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ปีที่ผ่านมากลับมีจำนวนสตาร์ทอัพเกิดขึ้นในเยอรมนีมากกว่า ที่เคยเป็นมา ทั้งนี้ จากรายงานของสมาคมสตาร์ทอัพ (Start-up-Verbands) ร่วมกับบริษัทบริการข้อมูล Startupdetector ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2568 มีบริษัทสตาร์ทอัพเกิดใหม่สูงถึง 3,568 แห่ง ซึ่งมากกว่าในปี 2567 เกือบ 33% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าตัวเลขในปี 2564 ที่เคยมีการจดทะเบียนบริษัทสตาร์ทอัพใหม่จำนวนมากเป็นพิเศษ แม้ว่าขณะนั้นจะเป็นช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาอยู่ในระดับสูงสุดก็ตาม ในขณะเดียวกันปริมาณการล้มละลายของบริษัทสตาร์ทอัพก็ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นาง Kati Ernst รองประธานสมาคมสตาร์ทอัพแห่งเยอรมนี กล่าวว่า “นี่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ และพลังขับเคลื่อนของผู้ประกอบการชาวเยอรมัน” แนวโน้มเชิงบวกนี้อาจดำเนินต่อไปได้ โดยคาดว่า เศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตในระดับปานกลางในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลงทุนของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก
ในปี 2568 มีรัฐหนึ่งของเยอรมนีที่มีความคึกคักด้านสตาร์ทอัพเป็นพิเศษ ก็คือ รัฐ Bayern ที่ครองอันดับหนึ่งอีกครั้งในด้านจำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ โดยมีจำนวนสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 247 แห่ง หรือเพิ่มขึ้น 46% ตามมาด้วยรัฐ Nordrhein-Westfalen เป็นอันดับสอง ด้วยจำนวนบริษัทสตาร์ทอัพใหม่ 164 แห่ง หรือเพิ่มขึ้น 33% ส่วนกรุงเบอร์ลินอยู่ในอันดับสาม โดยมีธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ 121 แห่ง ซึ่งมากกว่าปี 2567 ประมาณหนึ่งในสี่ นอกจากนี้ ยังพบกิจกรรมการก่อตั้งสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน รัฐ Sachsen รัฐ Sachsen-Anhalt และรัฐ Saarland แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าใน รัฐ Bayern และ Nordrhein-Westfalen ก็ตาม ซึ่งในรัฐเหล่านี้มีเมืองสำคัญๆ หลายเมือง อย่างเช่น มิวนิก โคโลญ และดุสเซลดอร์ฟ ทางด้านนาย Felix Engelmann ผู้ร่วมก่อตั้ง Startupdetector กล่าวว่า “เราเห็นแรงกระตุ้นด้านการเติบโตในหลายภูมิภาค” เขากล่าวเสริมว่า ทั้งยังมีการก่อตั้งสตาร์ทอัพในพื้นที่ชนบทมากขึ้นเช่นกัน โดยหนึ่งในตัวอย่างนั้น ก็คือ บริษัท Ovo Labs ในเมือง Göttingen ซึ่งบริษัทนี้ก่อตั้งโดยนาง Melina Schuh และนาง Agata Zielinska เมื่อปีที่แล้ว โดยบริษัท Ovo Labs กำลังพัฒนาวิธีการรักษาเพื่อปรับปรุงคุณภาพของไข่ในร่างกายผู้หญิงก่อนการรักษาด้วยการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF - in vitro fertilisation /fertilization)
นาย Michael Voigtländer ผู้เชี่ยวชาญด้านสตาร์ทอัพจากสถาบันเศรษฐศาสตร์เยอรมนี (IW - das Institut der deutschen Wirtschaft) ทราบดีถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้ปัจจุบันมีการก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยนาย Voigtländer กล่าวอธิบายว่า “โดยรวมแล้วมหาวิทยาลัยต่างๆ เปิดกว้างต่อสตาร์ทอัพมากขึ้น และกระตุ้นให้บัณฑิตจบใหม่เริ่มต้นธุรกิจของตนเองมากขึ้น” ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสในการระดมทุนมากมายสำหรับธุรกิจใหม่เพิ่มมากขึ้นด้วย อีกทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการสร้างนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง คือ ตลาดแรงงานที่มีความท้าทายมากขึ้น บริษัทเยอรมันหลายแห่งกำลังเร่งปรับโครงสร้างและลดต้นทุนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในเวลาเดียวกันความเสี่ยงด้านการค้าระดับโลกที่เพิ่มขึ้น ก็ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงาน หรือลดการจ้างงาน ดังนั้น ตำแหน่งงานที่มั่นคงและมีรายได้ดีจึงหาได้ยากมากขึ้น แรงงานที่มีทักษะจึงมีแนวโน้มที่จะลองเริ่มต้นธุรกิจของตนเองมากขึ้นนั่นเอง โดยรายงานยังระบุอีกว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจของบริษัทสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งใหม่เกือบหนึ่งในสาม อย่างบริษัท Peec AI บริษัทสตาร์ทอัพในเบอร์ลินที่ก่อตั้งในปี 2568 ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เป็นเทคโนโลยีหลักของบริษัทเลยทีเดียว โดยนาย Marius Meiners ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท มั่นใจว่าเมืองหลวงแห่งนี้กำลังกลับมามีบทบาทในวงการสตาร์ทอัพอีกครั้งหนึ่ง นาย Meiners กล่าวว่า เบอร์ลินกำลังฟื้นตัวพร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องนี้ผ่านการชี้ไปที่ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเบอร์ลินด้วยสโลแกนต่างๆ ของบริษัท เช่น “ความทะเยอทะยานแบบที่เบอร์ลินไม่เคยเห็นมานาน” โดยควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ ขณะที่การล้มละลายของสตาร์ทอัพก็ลดลงเช่นกัน ในปี 2568 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่จำนวนการล้มละลายของสตาร์ทอัพลดลง นาย Engelmann กล่าวว่า “เมื่อนำจำนวนการก่อตั้งธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาคำนวณร่วม นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงเสถียรภาพที่มั่นคงในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในปัจจุบัน” สิ่งนี้ทำให้ภาคธุรกิจสตาร์ทอัพแตกต่างจากภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ของประเทศที่จำนวนการล้มละลายขนาดใหญ่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 มีบริษัทสตาร์ทอัพยื่นขอเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย 306 แห่ง ซึ่งลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2567 จึงกลายเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่บริษัทรุ่นใหม่ล้มละลายกันน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี บริษัทที่ล้มละลายเหล่านั้น รวมถึงบริษัท Element บริษัทประกันภัยดิจิทัลในกรุงเบอร์ลิน และบริษัท Lilium ผู้พัฒนาแท็กซี่บินได้ด้วย อย่างไรก็ตาม นาย Daniel Wiegand ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Lilium เองก็ไม่ได้ท้อแท้กับความล้มเหลวของบริษัทและได้เริ่มต้นธุรกิจใหม่แล้ว โดยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เขาได้จดทะเบียนบริษัทโดรนแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ “Protea” นาย Frank Thelen หนึ่งในนักลงทุนของ Lilium ในตอนนี้เขายังปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่า เขาได้ลงทุนในบริษัท Protea แล้วหรือไม่ หรือจะลงทุนในอนาคตหรือไม่ เขากล่าวเพียงว่า “ผมให้ความสำคัญกับคุณ Daniel Wiegand อย่างมาก และคิดว่า ผมอาจจะให้เงินทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพใหม่ของเขาอีกครั้งก็ได้”
(แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือน มกราคม 2569)