
งาน LOOP Forum 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 เมษายน 2569 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ถือเป็นเวทีธุรกิจระดับแนวหน้าของภูมิภาคนอร์ดิกที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีธีมหลัก Securing Resources for Stronger Business สะท้อนถึงความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ของภาคธุรกิจกลุ่มประเทศนอร์ดิกในปัจจุบัน ทั้งในด้านความขาดแคลนทรัพยากร (resource scarcity) ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain volatility) และแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้การเข้าถึงวัตถุดิบกลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
งานนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 3,200 ราย จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และนักวิจัย มีบริษัทผู้เข้าร่วมออกงานกว่า 200 ราย พร้อมด้วยวิทยากรกว่า 200 ราย และโซลูชันด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนมากกว่า 100 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่โมเดลธุรกิจ เทคโนโลยีใหม่ ไปจนถึงนวัตกรรมเชิงระบบ โดยการอภิปรายของงานแบ่งออกเป็น 5 เวทีหลัก ที่นำเสนอทั้ง keynote ระดับนโยบาย เวทีอภิปรายเชิงลึก (seminars) และกิจกรรม networking ส่งผลให้ LOOP Forum เป็นทั้ง knowledge platform และ marketplace สำหรับการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจในสาย green transition โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สาระสำคัญของงานเน้นการเปลี่ยนผ่านจาก linear economy ไปสู่ circular value chains โดยภาคธุรกิจเริ่มตระหนักว่า circularity ไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากร (resource security) ลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ (virgin materials) และเพิ่ม resilience ให้กับองค์กรในระยะยาว ประเด็นนี้ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนในหลาย session เช่น การอภิปรายเรื่องความสามารถในการแข่งขันของยุโรป (Europe at a Crossroads) ซึ่งชี้ว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเสริมสร้าง strategic autonomy ของภูมิภาค
ในมิติของอุตสาหกรรมเฉพาะ งานได้เจาะลึกในหลาย value chain ที่มีความสำคัญ เช่น อุตสาหกรรม สิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง โลหะ และอิเล็กทรอนิกส์ โดยสคต. ได้มีโอกาสเข้าร่วมการฟังสัมมนาใน 4 หัวข้อ ซึ่งทั้ง 4 หัวข้อนี้ได้ชี้ให้เห็นร่วมกันว่า ความท้าทายหลักของเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้อยู่ที่การขาดเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการออกแบบระบบ (system design) การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และการบูรณาการ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะสามารถขยายผลในระดับอุตสาหกรรมและตลาดได้จริงหรือไม่ในระยะยาว สามารถสรุปประเด็นที่น่าสนใจได้ ดังนี้
• การอภิปรายในเรื่อง Extended Producer Responsibility (EPR) ในภาคสิ่งทอ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการออกแบบนโยบายมีผลโดยตรงต่อการสร้างตลาดรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงระบบรายงานหรือการกระจายต้นทุน นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบคัดแยก การรีไซเคิล และการพัฒนาตลาดปลายทางสำหรับวัสดุรีไซเคิล ซึ่งยังเป็น bottleneck สำคัญของกลุ่มประเทศนอร์ดิก
• อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ data และ traceability โดยมีการนำเสนอแนวคิด Digital Product Passport (DPP) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามข้อมูลสินค้าในระดับ lifecycle และสร้างความเชื่อมั่นในระบบ circular economy อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังเผชิญความท้าทายด้านการจัดการข้อมูล การเชื่อมโยงระบบ IT และต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการทั้งภายในองค์กรและระหว่าง value chain
• ในด้านการดำเนินงานเชิงพื้นที่ (place-based approach) กรุงเฮลซิงกิถูกนำเสนอเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (public-private partnerships) เพื่อผลักดัน circular solutions จากระดับ pilot ไปสู่การใช้งานจริงในระดับเมือง โดยเน้นบทบาทของภาครัฐในการใช้เครื่องมือด้าน procurement และ urban planning เพื่อสร้าง demand และสนับสนุนการทดลองนวัตกรรม
• ในหัวข้อ Roundtable: Circular Product Design and Business Models: A Method for Implementation เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และโมเดลธุรกิจเชิงหมุนเวียน โดยชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการนำมาตรฐานสากลมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติ เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถแปลงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและ eco-design ไปสู่การออกแบบสินค้าได้จริง โดยเน้นประเด็นสำคัญ เช่น การยืดอายุการใช้งาน (lifetime extension) การออกแบบเพื่อการถอดแยก (design for disassembly) และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้ยังเผชิญข้อจำกัดจากห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุน และความจำเป็นในการเปลี่ยน mindset ขององค์กรผ่านการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในเชิงธุรกิจและการลงทุน งาน LOOP Forum ยังให้ความสำคัญกับ financial dimension ของ circular economy ผ่านโครงการ Nordic Circular Investments ซึ่งมุ่งวิเคราะห์และพัฒนา business case สำหรับโมเดลธุรกิจหมุนเวียน โดยเน้นว่าความท้าทายหลักของธุรกิจ circular คือ valley of death ระหว่าง pilot กับการ scale-up เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง ระยะเวลาคืนทุนยาว และต้องอาศัยเกณฑ์การประเมินรูปแบบใหม่ที่รวมมูลค่าทางสิ่งแวดล้อมและบริการเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอกรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรม เช่น การรีไซเคิลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) ที่สามารถนำสินค้ากลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 25% หรือโครงการรีไซเคิลใบพัดกังหันลม (Blade Recycling) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการสร้าง value ใหม่จาก waste stream รวมถึงบทบาทของ collaboration ระหว่างภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาโซลูชันขนาดใหญ่
ในภาพรวม LOOP Forum 2026 แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนกำลังก้าวจาก แนวคิดด้านความยั่งยืน ไปสู่ ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจและอุตสาหกรรม อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทั้งนโยบายของสหภาพยุโรป การลงทุนภาคเอกชน และความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ในด้านการสร้าง demand ในตลาด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวของกฎระเบียบให้เอื้อต่อการขยายตัวของ circular solutions