fb
มุมมอง Financial Times (รายงานพิเศษ) “กรุงเทพฯ” ศูนย์กลางการค้าอัญมณีสีระดับโลก

มุมมอง Financial Times (รายงานพิเศษ) “กรุงเทพฯ” ศูนย์กลางการค้าอัญมณีสีระดับโลก

โดย
Kamonwan
ลงเมื่อ 16 ตุลาคม 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
7

 บทความของ Financial Times ระบุว่า แม้แหล่งทับทิมและไพลินของไทยจะลดลงอย่างมากตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 แต่ประเทศไทยยังคงรักษาบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอัญมณีโลก โดยปรับจากการเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบภายในประเทศสู่การเป็น ศูนย์กลางการค้า การแปรรูปและการเพิ่มมูลค่าอัญมณีจากทั่วโลก โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านการเจียระไน การขัดเงา การปรับปรุงคุณภาพ การคัดเลือกและจัดหาอัญมณี ตลอดจนมีเครือข่ายผู้ค้า ผู้ผลิตและผู้ซื้อจากต่างประเทศที่สั่งสมความสัมพันธ์ทางธุรกิจมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้กรุงเทพฯ ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างแหล่งวัตถุดิบ ผู้ประกอบการและตลาดอัญมณีระดับนานาชาติ โดยประเด็นที่น่าสนใจจากมุมมองของ Financial Times มีดังนี้

 

1. ไทยเปลี่ยนจากประเทศผู้ผลิตอัญมณีไปสู่ “ศูนย์กลางการค้าและแปรรูป”

 ในอดีต อุตสาหกรรมอัญมณีของไทยมีรากฐานสำคัญจากแหล่งทับทิมและไพลินในจังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งมีประวัติการทำเหมืองและการค้าอัญมณีมายาวนานหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตามเมื่อแหล่งวัตถุดิบภายในประเทศลดลง ไทยได้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมโดยหันมาเน้น ความเชี่ยวชาญและการสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทั้งการเจียระไน การขัดเงา การปรับปรุงคุณภาพ การคัดเลือกและการจัดหาอัญมณีจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะจากเอเชียและแอฟริกา ก่อนนำมาแปรรูปและจัดจำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตเครื่องประดับและแบรนด์ระดับนานาชาติ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ 

 

 

จุดแข็งของไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่การมีแหล่งวัตถุดิบ แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนวัตถุดิบจากทั่วโลกให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ด้วยองค์ความรู้ ทักษะฝีมือ และเครือข่ายทางการค้า ส่งผลให้กรุงเทพฯ ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าและการแปรรูปอัญมณีสีที่สำคัญของโลก

 

 2. กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงอัญมณีจากทั่วโลก

ผู้ค้าอัญมณีในกรุงเทพฯ มีเครือข่ายจัดหาพลอยจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาก่อนนำเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก เจียระไน ปรับปรุงคุณภาพและคัดขนาดให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า แล้วจึงจำหน่ายต่อให้แก่ผู้ผลิตเครื่องประดับและแบรนด์หรูระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ผู้ค้าไทยมีความเชี่ยวชาญในการติดตามแหล่งอัญมณีใหม่ๆ และเข้าไปสร้างเครือข่ายจัดซื้อในประเทศผู้ผลิตตั้งแต่ระยะแรก เช่น มาดากัสการ์ โมซัมบิก แทนซาเนีย ศรีลังกา รวมถึงประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้กรุงเทพฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการค้าและเพิ่มมูลค่าอัญมณี (Gemstone Trading and Value-Added Hub) ที่เชื่อมโยงแหล่งวัตถุดิบจากทั่วโลกเข้ากับตลาดผู้ผลิตและแบรนด์เครื่องประดับระดับนานาชาติ มิได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงการเป็นศูนย์กลางที่ใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตภายในประเทศเท่านั้น

 

3. ความเชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงคุณภาพอัญมณีเป็นจุดแข็งสำคัญ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังคงมีบทบาทในอุตสาหกรรมอัญมณีโลก แม้แหล่งเหมืองอัญมณีภายในประเทศจะลดลง คือ ความเชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงคุณภาพอัญมณี (Gem Treatment) โดยบทความยกตัวอย่าง พลอยทัวร์มาลีนพาราอีบา (Paraíba Tourmaline) ซึ่งมีแหล่งวัตถุดิบในประเทศโมซัมบิก และมีการนำเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อผ่านกระบวนการให้ความร้อน (Heat Treatment) เพื่อปรับปรุงสีให้มีลักษณะฟ้า
อมเขียวที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของอัญมณีชนิดนี้ กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไทยในห่วงโซ่คุณค่าอัญมณีระดับโลก ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การคัดเลือกและประเมินคุณภาพ การปรับปรุงคุณภาพ 
การเจียระไน การคัดขนาดและสี ตลอดจนการจับคู่และจัดจำหน่าย ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถนำวัตถุดิบ
อัญมณีจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกมาผ่านกระบวนการเพิ่มมูลค่าและยกระดับคุณภาพก่อนส่งต่อไปยังตลาดและผู้ผลิตเครื่องประดับในระดับสากล

 

4. อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย 

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (Gem and Jewelry Institute of Thailand: GIT) ที่ปรากฏในบทความระบุว่า ในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป อยู่ที่ประมาณ 13,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 41 จากปีก่อนหน้า ขณะที่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 8 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย และสร้างการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทานมากกว่า 800,000 คน นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 
ผู้ส่งออกอัญมณีสีรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของไทยที่มีบทบาททั้งด้านการสร้างรายได้จากการส่งออก 
การจ้างงานและการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานและตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในระดับโลก

 

 

 

 5. งานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry Fair เป็นกลไกสำคัญในการสร้างศูนย์กลางการค้า

บทความระบุว่าในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี กรุงเทพฯ และฮ่องกงจะเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีในเอเชีย โดยเป็นจุดนัดพบของผู้ซื้อ ผู้ค้าและผู้ประกอบการจากทั่วโลก สำหรับงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair (BGJF) เดือนกันยายนที่ผ่านมา มีมูลค่าการค้าภายในงานมากกว่า 174 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีผู้ซื้อและผู้เข้าชมกว่า 50,000 ราย จาก 123 ประเทศ แม้ว่าการซื้อขายอัญมณีจะดำเนินไปตลอดทั้งปี แต่การจัดงานแสดงสินค้ามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อได้เห็นและตรวจสอบอัญมณีจริง สามารถเปรียบเทียบสี คุณภาพ ขนาด และลักษณะของพลอยแต่ละชนิดได้โดยตรง รวมทั้งพบปะและเจรจาธุรกิจกับผู้ค้าและผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งเอื้อต่อการตัดสินใจสั่งซื้อและการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว ดังนั้นงาน BGJF จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีสำหรับการซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการและเครือข่ายอุตสาหกรรมอัญมณีของไทยเข้ากับตลาดและผู้ซื้อจากทั่วโลก

 

6. ความเชี่ยวชาญของคนไทยเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีไทย

บทความให้ความสำคัญกับองค์ความรู้และประสบการณ์ของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอัญมณี ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและยากต่อการเลียนแบบ โดยประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมตั้งแต่การประเมินและคัดเลือกวัตถุดิบ การเจียระไนและขัดเงา การปรับปรุงคุณภาพด้วยกระบวนการให้ความร้อน (Heat Treatment) การคัดขนาดและสีให้มีความสม่ำเสมอ ตลอดจนการจับคู่พลอยและจัดทำเป็นชุดตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังมีความเข้าใจในความต้องการของตลาดและผู้ซื้อแต่ละกลุ่ม รวมถึงมีเครือข่ายในการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอัญมณีทั่วโลกและมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาวกับผู้ซื้อและผู้ค้าในต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศของอุตสาหกรรม
อัญมณีที่ครบวงจร ตั้งแต่ผู้จัดหาและผู้ค้าอัญมณี ช่างเจียระไน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงคุณภาพ ผู้ผลิตเครื่องประดับ ไปจนถึงผู้ซื้อและแบรนด์เครื่องประดับจากต่างประเทศ ส่งผลให้ไทยสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์กลางการค้า การแปรรูปและการเพิ่มมูลค่าอัญมณีสำหรับตลาดโลก

 

7. ตลาดมีความต้องการทั้งพลอยสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์และพลอยคุณภาพสูง

ตลาดอัญมณีของไทยสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายระดับ ตั้งแต่ผู้ผลิตเครื่องประดับเชิงพาณิชย์ไปจนถึงแบรนด์ Luxury และตลาด High Jewelry โดยตัวอย่างจากบริษัท GemMatrix มีหน้าที่จัดหาอัญมณีเจียระไนตามขนาดมาตรฐาน (Calibrated Gemstones) ให้แก่ผู้ผลิตเครื่องประดับในรัสเซีย จีน อินเดียและสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของไทยในการผลิตอัญมณีที่มีขนาด รูปทรง สีและคุณภาพสม่ำเสมอตามข้อกำหนดของผู้ผลิต ขณะเดียวกันตลาดระดับ Luxury และ High Jewelry มีความต้องการอัญมณีที่มีคุณลักษณะเฉพาะและคุณภาพสูง เช่น ทับทิมขนาด 3 กะรัตขึ้นไป รวมถึงอัญมณีที่มีสีและคุณภาพสม่ำเสมอสำหรับนำมาจัดเป็นคู่หรือเป็นชุด ตลอดจนการจัดวางอัญมณีสำหรับเครื่องประดับแต่ละชิ้นซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการคัดเลือก เจียระไนและจับคู่พลอยให้มีสี คุณภาพ ขนาดและลักษณะโดยรวมสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

 

 

8. ความต้องการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะทับทิม (Ruby) และ ไพลิน (Sapphire)

แม้ทับทิมและไพลินยังคงเป็นอัญมณีหลักและมีบทบาทสำคัญในตลาดอัญมณีของกรุงเทพฯ แต่ความต้องการของตลาดโลกได้ขยายไปสู่อัญมณีสีประเภทอื่นที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์มากขึ้น โดยสามารถแบ่งกลุ่มที่ได้รับความสนใจได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอัญมณีสีที่มีความหลากหลายด้านเฉดสี อาทิ สปิเนล (Spinel) โกเมน (Garnet) ทัวร์มาลีน (Tourmaline) และรูเบลไลต์ (Rubellite) และกลุ่มอัญมณีสีหายากหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะด้านสีและแหล่งกำเนิด อาทิ ซาโวไรต์ (Tsavorite) สเปสซาร์ไทต์ (Spessartite) ดีมานทอยด์ (Demantoid) รวมถึงไพลินสีทีล (Teal Sapphire) ซึ่งเป็นเฉดสีพิเศษของไพลิน อัญมณีเหล่านี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากตลาดเครื่องประดับ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาสีสันที่แปลกใหม่มีเอกลักษณ์และแตกต่างจากอัญมณีแบบดั้งเดิม แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ผู้ค้าและผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามความนิยมด้านสี รูปแบบ และประเภทของอัญมณี ตลอดจนพฤติกรรมและความต้องการของตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถจัดหาและนำเสนออัญมณีที่สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดได้อย่างรวดเร็วและตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

9. พลอยสีได้รับประโยชน์จากกระแสความนิยม “สี” ในตลาดเครื่องประดับ

ความนิยมเครื่องประดับที่มีสีสันและมีเอกลักษณ์ส่งผลให้ความต้องการอัญมณีสี (Colored Gemstones) ในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนอกเหนือจากทับทิมและไพลินแบบดั้งเดิมแล้ว ไพลินสีเขียว
อมฟ้า (Teal Sapphire) กลับมาได้รับความสนใจจากลูกค้าในยุโรปและเอเชีย ขณะที่โกเมนสีส้มสด (Mandarin Garnet)ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในตลาดเครื่องประดับคุณภาพสูงและรูเบลไลต์สีชมพูสดแบบนีออน (Neon-pink Rubellite) ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอัญมณีสีมีลักษณะขับเคลื่อนด้วยแนวโน้มและรสนิยมของตลาด โดยกระแสด้านสี การออกแบบและแฟชั่นในตลาดเครื่องประดับ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับคุณภาพสูงสามารถส่งผลโดยตรงต่อความต้องการและมูลค่าของอัญมณีแต่ละประเภทได้

 

10. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ค้าเป็นปัจจัยสำคัญมาก

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ค้าเป็นปัจจัยสำคัญของตลาดอัญมณี เนื่องจากอัญมณีธรรมชาติแต่ละเม็ดมีลักษณะเฉพาะและแตกต่างกัน จึงไม่สามารถพิจารณาซื้อขายโดยอาศัยมาตรฐานสินค้าเพียงอย่างเดียว ทำให้ ความไว้วางใจและความสัมพันธ์ทางธุรกิจมีบทบาทสำคัญ ผู้ประกอบการต่างประเทศจำนวนมากเลือกทำธุรกิจกับผู้ค้าไทยรายเดิมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจในรสนิยม ระดับคุณภาพ งบประมาณและความต้องการของลูกค้าแต่ละรายเป็นอย่างดี ส่งผลให้ผู้ค้าสามารถคัดเลือกและนำเสนออัญมณีที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็วและตรงตามความต้องการของผู้ซื้อ ทั้งนี้ เครือข่ายทางธุรกิจและความสัมพันธ์ที่สั่งสมจากการทำธุรกิจในระยะยาวจึงถือเป็น ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญของตลาดอัญมณีในกรุงเทพฯ

 

11. ตลาดอัญมณีในกรุงเทพฯ มีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ครอบคลุม

บทความระบุว่า ตลาดอัญมณีในกรุงเทพฯ มีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้ค้าอัญมณีและผู้ประกอบการเครื่องประดับอิสระ แบรนด์และผู้ผลิตเครื่องประดับ ไปจนถึงบริษัทเครื่องประดับขนาดใหญ่และแบรนด์หรูระดับสากล โดยในกลุ่มดังกล่าว ผู้ค้าอัญมณีรายย่อยและผู้ประกอบการเครื่องประดับอิสระ ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีโครงสร้างการตัดสินใจที่ไม่ซับซ้อน สามารถตัดสินใจซื้อและเจรจาธุรกิจได้โดยตรง ทำให้กระบวนการจัดซื้อมีความรวดเร็วกว่า ขณะที่ บริษัทเครื่องประดับขนาดใหญ่และแบรนด์หรูระดับสากล (Luxury Houses) มักมีขั้นตอนการคัดเลือก อนุมัติ และจัดซื้อที่เป็นระบบและใช้เวลานานกว่า อีกทั้งบางรายอาจใช้รูปแบบการฝากขาย (Consignment) ซึ่งผู้ขายจะได้รับชำระเงินเมื่อสินค้าสามารถจำหน่ายได้ ส่งผลให้ระยะเวลาตั้งแต่การนำเสนอสินค้า การอนุมัติ จนถึงการชำระเงินอาจใช้เวลาหลายเดือน

 

12. ความท้าทายด้านการจัดหาพลอยคุณภาพสูง

แม้ความต้องการอัญมณีสีในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการในตลาดกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ โดยเฉพาะอัญมณีคุณภาพสูงบางประเภทที่เริ่มมีปริมาณจำกัดและจัดหาได้ยากขึ้น เช่น โกเมนสเปสซาร์ไทต์ (Spessartite Garnet) หรือโกเมนสีส้ม เช่น โกเมนซาโวไรต์ (Tsavorite Garnet) หรือโกเมนสีเขียว เช่น มาเฮงเกสปิเนล (Mahenge Spinel) หรือสปิเนลสีชมพูและลากูนทัวร์มาลีน (Lagoon Tourmaline) หรือทัวร์มาลีนสีน้ำเงินอมเขียว ทั้งนี้ ตลาดอัญมณีมีลักษณะที่เมื่อมีการค้นพบแหล่งอัญมณีใหม่หรืออัญมณีบางชนิดได้รับความนิยมจากนักออกแบบและแบรนด์เครื่องประดับ จะส่งผลให้ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่อุปทานของอัญมณีที่มีคุณภาพและคุณสมบัติตรงตามความต้องการอาจมีไม่เพียงพอ 
จนนำไปสู่ภาวะวัตถุดิบคุณภาพสูงขาดแคลน ดังนั้น การเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ การมีเครือข่ายจัดซื้อระหว่างประเทศ และความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกอัญมณี จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในตลาดอัญมณีสีโลก

 

เสียงสะท้อนจากตลาดสหรัฐฯ ต่อศักยภาพของงาน BGJF

จากการเยี่ยมและหารือกับผู้นำเข้า ผู้ค้า และผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับในสหรัฐฯ พบว่า งาน BGJF ยังคงได้รับการยอมรับในฐานะงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับนานาชาติที่มีศักยภาพ 
มีผู้แสดงสินค้าและสินค้าหลากหลายจากหลายประเทศ และเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้ซื้อในการคัดเลือกสินค้า เปรียบเทียบคุณภาพและราคา พบปะผู้ผลิตโดยตรง ค้นหาแหล่งจัดซื้อใหม่และสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาว

จุดแข็งโดดเด่นของไทย คือ ศูนย์กลางการค้าและแปรรูปอัญมณี โดยเฉพาะการเจียระไนพลอยสี การคัดเลือกและจับคู่พลอย การปรับปรุงคุณภาพอัญมณี การขึ้นตัวเรือนและการผลิตเครื่องประดับระดับพรีเมียม 
ผู้ซื้อจำนวนมากยังคงเลือกส่งพลอยคุณภาพดีมายังไทยเพื่อเจียระไนและผลิตเป็นเครื่องประดับ เนื่องจากเชื่อมั่นในฝีมือช่างไทย คุณภาพการผลิตและความสามารถในการพัฒนาสินค้าตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า สินค้าที่มีศักยภาพสำหรับตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ พลอยสีคุณภาพสูง โดยเฉพาะ Sapphire และ Paraíba Tourmaline เครื่องประดับทองคำและเงิน เครื่องประดับสำหรับงานแต่งงาน (Bridal Jewelry) เครื่องประดับแฟชั่นและเพชรสังเคราะห์ (Lab-Grown Diamond) ทั้งนี้ ตลาด Bridal Jewelry มีแนวโน้มสนใจการนำพลอยสี เช่น Sapphire มาใช้มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยในการนำเสนอสินค้าและการผลิตแบบสั่งทำ

สำหรับการพัฒนางาน BGJF ผู้ประกอบการมีความพึงพอใจต่อสถานที่จัดงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เนื่องจากเดินทางสะดวก มีความเหมาะสมสำหรับงานระดับนานาชาติและรวบรวมผู้ประกอบการไว้ในจุดเดียว อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอให้จัดโซนผู้แสดงสินค้าตามประเทศหรือประเภทสินค้าให้ชัดเจนขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาผู้ผลิตและเปรียบเทียบสินค้า รวมถึงควรพิจารณากำหนดการจัดงานให้สอดคล้องกับเทศกาลสำคัญของตลาดเป้าหมาย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลทางศาสนาในสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดินทางเข้าร่วมงานโดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน

นอกจากนี้ มีข้อเสนอให้งาน BGJF ยกระดับการนำเสนอสินค้าในตลาด High-end ผ่านการจัดพื้นที่ High Jewelry หรือ Curated Showcase สำหรับแบรนด์และสินค้าที่ผ่านการคัดเลือก โดยเน้นพลอยหายาก เครื่องประดับระดับสูง งานฝีมือที่มีเอกลักษณ์ และการจัดพื้นที่เจรจาแบบเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ซื้อ VIP นักสะสม และแบรนด์หรู แนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์จากรูปแบบของงาน Haute Jewels Geneva เพื่อเพิ่มประสบการณ์แก่ผู้ซื้อระดับบน ยกระดับภาพลักษณ์ของ BGJF และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาด
อัญมณีและเครื่องประดับระดับโลก

ในภาพรวม ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะแหล่งจัดหาพลอยสีและเครื่องประดับคุณภาพ โดยเห็นว่าความได้เปรียบของไทยอยู่ที่คุณภาพ งานฝีมือ ความเชี่ยวชาญด้านพลอยสี ความหลากหลายของสินค้า และความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์หรือสั่งทำเฉพาะตลาด แม้จะมีแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและการแข่งขันด้านราคา แต่สินค้าไทยยังสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ โดยเน้นคุณค่า คุณภาพ 
การออกแบบและความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาว มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะของสคต. นิวยอร์ก

  1. สคต. นิวยอร์กเห็นว่า การพัฒนางาน BGJF ในระยะต่อไปควรมุ่งสร้างความแตกต่างจากงานแสดงสินค้าอัญมณีระดับนานาชาติ โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านการค้า การเจียระไน การแปรรูปและงานช่างฝีมือเป็นจุดขายหลัก พร้อมวางตำแหน่ง BGJF ให้เป็นศูนย์กลางการค้าและองค์ความรู้ด้านพลอยสีระดับนานาชาติ 
    โดยนำเสนอข้อมูลแนวโน้มตลาด ความต้องการของผู้บริโภคและพัฒนาการของอุตสาหกรรมควบคู่กับการจัดแสดงสินค้า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับทั้งโอกาสทางการค้าและข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผนจัดซื้อและพัฒนาสินค้า

  2. นอกจากนี้ ควรเพิ่มกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต เช่น การสาธิตการเจียระไน การขึ้นตัวเรือนและงานช่างฝีมือ ตลอดจนการจัด Showcase สินค้าไทยที่มีศักยภาพและมีความแตกต่าง เช่น พลอยสีคุณภาพสูง เครื่องประดับร่วมสมัย Silver Jewelry หรือ Sustainable Jewelry เพื่อสื่อสารให้เห็นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบ แต่มีความสามารถในการเพิ่มมูลค่าและพัฒนาสินค้าสำเร็จรูปที่ตอบโจทย์ตลาดสากล

  3. ในด้านการสร้างเครือข่าย ควรส่งเสริมความร่วมมือกับสมาคมและองค์กรอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ 
    ในลักษณะพันธมิตรทางอุตสาหกรรม โดยร่วมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลและเสวนาเกี่ยวกับแนวโน้มตลาด Supply Chain ภาษีนำเข้าและทิศทางอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการรับรู้และสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง BGJF กับตลาดสหรัฐฯ ทั้งนี้ การยกระดับ BGJF ให้เป็นทั้ง Marketplace และ Knowledge Platform จะช่วยสร้างจุดแตกต่างจากงานแสดงสินค้าอื่นและเพิ่มเหตุผลให้ผู้ประกอบการต่างประเทศเดินทางมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง

                       

แหล่งที่มาของข้อมูล: Financial Times Special Report Watches and Jewellery (October)

                                                          สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

                                     ตุลาคม 2569

Share :
Instagram