
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Foodnext ของไต้หวัน (เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569) ชี้ให้เห็นว่า การลดน้ำตาลได้กลายเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก ภายใต้ความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากสะอาด (Clean Label) มากขึ้น แต่ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การลดปริมาณน้ำตาลเพียงอย่างเดียว หากยังต้องรักษารสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ให้ใกล้เคียงสูตรเดิมมากที่สุด
ผลสำรวจด้านสุขภาพและโภชนาการของ Innova Market Insights (บริษัทวิจัยตลาดและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกระดับโลก) ในปี 2568 พบว่า ผู้บริโภคราว 20% ตั้งใจลดการบริโภคน้ำตาล ขณะที่อีกจำนวนมากเลือกบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำหรือปราศจากน้ำตาล ประกอบกับหลายประเทศเริ่มใช้นโยบายควบคุมการบริโภคน้ำตาล ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องเร่งพัฒนาสูตรอาหารที่ตอบโจทย์สุขภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม น้ำตาลไม่ได้มีบทบาทเพียงให้รสหวาน แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มปริมาตร ความหนืด เนื้อสัมผัส ควบคุมจุดเยือกแข็ง ช่วยรักษาความชื้น และส่งเสริมการเกิดสีในกระบวนการผลิตอาหาร โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์นม และขนมหวานต่าง ๆ จึงทำให้การลดหรือทดแทนน้ำตาลเป็นเรื่องซับซ้อนกว่าที่คิด
ในอดีต ผู้ผลิตอาหารนิยมใช้สารให้ความหวานเข้มข้นสูง เช่น สตีเวีย (Stevia) และซูคราโลส (Sucralose) เพื่อลดปริมาณน้ำตาลและแคลอรี่ แต่สารเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนคุณสมบัติด้านโครงสร้างของน้ำตาลได้ทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหารสขมติดปลายลิ้น ความหวานไม่เป็นธรรมชาติ หรือเนื้อสัมผัสที่ไม่สมบูรณ์ ผู้ผลิตจึงเริ่มหันมาใช้ส่วนผสมหลายชนิดร่วมกันเพื่อให้ได้รสชาติและคุณภาพใกล้เคียงผลิตภัณฑ์ต้นแบบมากที่สุด
ปัจจุบัน “น้ำตาลหายาก” และสารให้ความหวานจากธรรมชาติกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอัลลูโลส (Allulose) ทากาโทส (Tagatose) และไอโซมอลทูโลส (Isomaltulose) ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับน้ำตาลทรายมากกว่า ตัวอย่างเช่น อัลลูโลสมีความหวานประมาณ 70% ของน้ำตาลทราย และยังช่วยสร้างสี ควบคุมจุดเยือกแข็ง และคงเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ได้ดี นอกจากนี้ เทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) ยังถูกนำมาพัฒนาสารให้ความหวานและโปรตีนให้ความหวานรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพสูงในอนาคต
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การใช้ใยอาหารและพรีไบโอติก เช่น อินูลินและเดกซ์ทรินทนการย่อย เพื่อช่วยเพิ่มความหนืด ปริมาตร และคุณค่าทางโภชนาการ ขณะเดียวกันผู้ผลิตยังอาศัยการออกแบบประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส เช่น การใช้กลิ่นวานิลลา อบเชย หรือกลิ่นผลไม้ รวมถึงเทคโนโลยีปรับการรับรส (Taste Modulation) เพื่อเสริมการรับรู้ความหวานโดยไม่ต้องเพิ่มน้ำตาลมากขึ้น
แม้ผู้บริโภคจะสนับสนุนการลดน้ำตาล แต่การปรับสูตรอย่างรวดเร็วอาจส่งผลต่อการยอมรับสินค้า หลายบริษัทจึงเลือกทยอยลดระดับความหวานอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใน 1–2 ปี เพื่อให้ผู้บริโภคปรับตัวได้โดยไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมากนัก
แนวโน้มในอนาคตสะท้อนว่า การลดน้ำตาลไม่ได้มุ่งพึ่งพาส่วนผสมทดแทนชนิดใดชนิดหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นการผสานเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ ทั้งน้ำตาลหายาก สารให้ความหวานจากธรรมชาติ โปรตีนให้ความหวาน การหมักแบบแม่นยำ และใยอาหาร เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยังคงรสชาติ เนื้อสัมผัส คุณภาพ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ครบถ้วน โดยหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดอาหารยุคใหม่ คือการ “สร้างประสบการณ์ความหวานขึ้นใหม่” มากกว่าการลดน้ำตาลเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นของ สคต.
สคต. เห็นว่า ข้อมูลแนวโน้มการลดน้ำตาลและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพ เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการใช้เป็นแนวทางวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดที่มุ่งสู่สินค้าสุขภาพและฉลากสะอาด (Clean Label) มากขึ้น ผู้ผลิตอาจนำข้อมูลข้างต้นไปใช้ในการปรับสูตร ลดน้ำตาลอย่างเหมาะสม พร้อมรักษาคุณภาพด้านรสชาติและเนื้อสัมผัส เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดไต้หวันที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพผู้บริโภคและผู้บริโภคไม่ชอบรับประทานหวานมากนัก
สำหรับข้อกำหนดด้านการแสดงฉลากความหวานในไต้หวัน มีประเด็นที่ผู้ประกอบการควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากสำนักงานอาหารและยาของไต้หวันได้ประกาศกฎระเบียบ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2562 และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา โดยกำหนดให้อาหารและเครื่องดื่มบรรจุหีบห่อที่ใช้คำว่า “ไม่หวาน” หรือ “หวานเล็กน้อย” ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับคำว่า “น้ำตาลต่ำ” และ “ปราศจากน้ำตาล” โดยตามเกณฑ์กำหนด “น้ำตาลต่ำ” ต้องไม่เกิน 5 กรัมต่อ 100 กรัมสำหรับอาหารแข็ง และไม่เกิน 2.5 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตรสำหรับเครื่องดื่ม ขณะที่ “ปราศจากน้ำตาล” ต้องไม่เกิน 0.5 กรัม หากใช้ข้อความไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง จะเข้าข่ายการแสดงฉลากอันเป็นเท็จหรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด และมีโทษปรับตั้งแต่ 40,000 ถึง 4,000,000 เหรียญไต้หวัน