fb
ไขข้อสงสัยเรื่องสหรัฐฯ สั่งแบนเร้าเตอร์ Wi-Fi จากต่างประเทศ
โดย
Worawut
ลงเมื่อ 25 เมษายน 2569 07:20
สคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Miami (USA))
4

เนื้อหาสาระข่าว: สหรัฐฯ หวั่นผู้ไม่หวังดีแทรกแซงเร้าเตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าดันนโยบายดึงฐานการผลิตกลับประเทศ นี่คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคชาวอเมริกัน โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารแห่งสหรัฐอเมริกา (FCC) ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศกร้าวว่า สหรัฐฯ จะสั่งแบนเร้าเตอร์รุ่นใหม่ที่ผลิตในต่างประเทศทั้งหมด ข่าวดีก็คือ อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตที่กำลังใช้งานอยู่ในบ้านในปัจจุบันอยู่แล้ว ยังคงไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจากข้อบังคับของหน่วยงานนี้ครอบคลุมเฉพาะอุปกรณ์รุ่นใหม่ในอนาคตเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังสามารถยื่นเรื่องขอรับการยกเว้นได้อีกด้วย แต่คำสั่งของ FCC ก็ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดย TP-Link หนึ่งในผู้จำหน่ายรายใหญ่ที่สุด ระบุว่า "แทบจะเรียกได้ว่าเร้าเตอร์ทั้งหมดล้วนผลิตนอกสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น" คำตอบสำหรับคำถามคาใจเกี่ยวกับมาตรการห้ามใช้ดังกล่าวซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบีบให้ผู้ผลิตต้องหันมาตั้งฐานการผลิตเร้าเตอร์ Wi-Fi ในสหรัฐฯ ดังนี้

เร้าเตอร์รุ่นใดบ้างที่เข้าข่ายโดนแบน?

คำสั่งของ FCC พุ่งเป้าไปที่เร้าเตอร์ระดับผู้บริโภคปลายทาง (ผู้ใช้งานทั่วไป) ที่ผลิตในต่างประเทศทุกรุ่น แต่สำหรับรุ่นที่มีวางจำหน่ายอยู่แล้วในปัจจุบัน จะไม่ถูกสั่งห้ามใช้งานหรือห้ามขายแต่อย่างใด 

FCC แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาว่า "มาตรการในวันนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานเร้าเตอร์ที่ผู้บริโภคมีอยู่เดิม และไม่ได้สั่งห้ามร้านค้ารายย่อยในการจำหน่าย นำเข้า หรือทำตลาดเร้าเตอร์รุ่นที่เคยผ่านกระบวนการอนุมัติอุปกรณ์จาก FCC มาแล้วก่อนหน้านี้" มาตรการแบนครั้งนี้จะโฟกัสไปที่เร้าเตอร์ Wi-Fi รุ่น "ใหม่" หรือรุ่นในอนาคตที่ผลิตนอกสหรัฐฯ เป็นหลัก เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มาจากอุปกรณ์เครือข่ายที่มีช่องโหว่ อย่างไรก็ดี FCC ยังได้ออกใบอนุญาตผ่อนผันให้เร้าเตอร์ต่างชาติรุ่นปัจจุบันสามารถรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ต่อไปได้ —แต่ให้สิทธิ์ถึงแค่วันที่ 1 มีนาคม 2027 เท่านั้น (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง)

ล่าสุด 3 บริษัทสัญชาติอเมริกัน ได้แก่ Netgear, Eero ของ Amazon และ Adtran เพิ่งจะได้รับการอนุมัติให้ได้รับการยกเว้นจากมาตรการแบนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

สหรัฐฯ มีความกังวลมาอย่างยาวนานว่าจีนอาจเจาะระบบเป้าหมายในสหรัฐฯ ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่ผลิตในจีน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หวั่นเกรงว่ารัฐบาลปักกิ่งอาจบีบบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีจีนแอบช่วยเหลือในการจารกรรมข้อมูล นี่คือเหตุผลที่ทำให้มีการแบนยักษ์ใหญ่อย่าง Huawei, ZTE และผู้ผลิตโดรน DJI ไปจนถึงการบังคับขายกิจการ TikTok แม้ว่าบริษัทจีนเหล่านี้จะปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอดก็ตาม ทั้งรัฐบาลไบเดนและทรัมป์ต่างเคยพิจารณาแบนเร้าเตอร์ของ TP-Link ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับจีน แต่เมื่อเดือนที่แล้ว FCC ได้ยกระดับมาตรการขึ้นไปอีกขั้น โดยอ้างอิงมติด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาวที่ระบุว่า "การปล่อยให้เร้าเตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศเข้ามาครอบงำตลาดสหรัฐฯ ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับที่ไม่อาจยอมรับได้" ทำเนียบขาวไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด แต่คำประกาศได้ชี้ให้เห็นว่า อาชญากรไซเบอร์และกลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ (รวมถึงกลุ่มจากจีน) มักจะฉวยโอกาสจากช่องโหว่ที่ไม่ได้รับการป้องกันในเร้าเตอร์ต่างชาติเพื่อใช้เป็นฐานในการโจมตีระบบ นอกจากนี้ แถลงการณ์ไม่ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของช่องโหว่ในเร้าเตอร์ที่ผลิตในสหรัฐฯ แต่ย้ำว่า สหรัฐฯ "ต้องมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เราเผลอเปิดประตูหลัง (Backdoor) แก่ผู้ไม่หวังดีต่างชาติ"

ยังมีเร้าเตอร์ที่ผลิตในสหรัฐฯ อยู่จริงๆ หรือ?

มาตรการแบนนี้สอดรับกับนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เดินหน้าผลักดันให้บริษัทต่างๆ ผลิตสินค้าในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง แต่หากผู้บริโภคต้องการซื้อเร้าเตอร์แบบ Made in USA แท้ๆ ในวันนี้ อาจถึงขั้นต้องพลิกแผ่นดินหากันทีเดียว เจมี เลนเดอร์แมน ผู้จัดการจากบริษัทวิจัย Omdia ระบุว่า เร้าเตอร์ส่วนใหญ่ที่ขายในสหรัฐฯ ปัจจุบันผลิตในจีน ไต้หวัน อินเดีย และเวียดนาม

เลนเดอร์แมนยังตั้งข้อสงสัยว่า "มาตรการแบนนี้จะเจาะลึกลงไปถึงตัวอุปกรณ์ระดับไหน" เนื่องจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิปจำนวนมากล้วนผลิตนอกสหรัฐฯ นอกจากนี้ คำสั่งของ FCC ยังขยายขอบเขตไปไกลกว่าขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้าย โดยครอบคลุมไปถึงเร้าเตอร์ที่มีการออกแบบหรือพัฒนาในขั้นตอนสำคัญๆ ในต่างประเทศด้วย เลนเดอร์แมนยังชี้อีกว่า กฎหมาย Build America Buy America Act ปี 2021 ได้เริ่มผลักดันให้บริษัทต่างๆ หันมาผลิตอุปกรณ์เครือข่าย โดยเฉพาะสายไฟเบอร์ออปติก ในสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่ง Adtranบริษัทสัญชาติอเมริกัน ก็เริ่มนำเสนอผลิตภัณฑ์เหล่านั้นแล้ว แม้จะดูเหมือนว่าบริษัทนี้เน้นเจาะกลุ่มอุปกรณ์เครือข่ายระดับองค์กรเป็นหลักก็ตาม

กระบวนการ ‘อนุมัติแบบมีเงื่อนไข’ คืออะไร?

คำสั่งแบนนี้ทำให้เกิดคำถามว่าผู้ผลิตเร้าเตอร์จะเดินหน้าผลิตสินค้าอย่างไรต่อไป เพื่อช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่าน FCC จึงได้เปิดกระบวนการ "อนุมัติแบบมีเงื่อนไข" (Conditional Approval) เพื่อขอยกเว้น Netgear และ Adtranเป็นสองบริษัทแรกที่ได้รับสิทธิ์นี้ ซึ่งจะมีผลไปจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2027 ส่วน Eero ของ Amazon ก็ได้รับสิทธิ์เช่นกัน โดยมีผลยาวไปถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2027 (ตารางแสดงแบรนด์ที่ได้รับอนุมัติอยู่ในบทวิเคราะห์)

ตามกฎของ FCC การอนุมัติแบบมีเงื่อนไขจะมีอายุสูงสุดเพียง 18 เดือน ดังนั้นจึงน่าจับตามองว่าบริษัทเหล่านี้จะยื่นขอต่ออายุหรือไม่ ในระหว่างนี้ การยกเว้นดูเหมือนจะครอบคลุมสายการผลิต Wi-Fi หลักของพวกเขาทั้งหมด ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจในสหรัฐฯ แต่การได้รับการยกเว้นนี้ไม่ใช่ไฟเขียวให้ผ่านไปได้ง่ายๆ ตลอดไป Netgear และ eero ยังคงต้องผ่านกระบวนการอนุมัติอุปกรณ์ตามมาตรฐานปกติของ FCC เพื่อขอใบรับรองสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่แต่ละรุ่นที่ต้องการวางจำหน่าย นั่นหมายความว่าพวกเขามีเวลา 18 เดือนในการขอใบรับรอง แนวทางของคณะกรรมการระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทสามารถขยายเวลาการอนุมัติแบบมีเงื่อนไขได้ แต่จะต้องส่ง "รายการสรุปความคืบหน้าของแผนการผลิตและการย้ายฐานกลับสหรัฐฯ (Onshoring) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วทั้งหมด"

ด้าน Netgear ระบุในหน้า FAQ ว่า: "รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แต่งตั้งให้เราเป็นผู้ให้บริการเร้าเตอร์ระดับผู้บริโภคปลายทางที่เชื่อถือได้สำหรับชาวอเมริกัน และเราไม่มีเหตุผลที่เชื่อว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไป" แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทางบริษัทมีแผนจะย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ เมื่อใด

ในการขอรับข้อยกเว้น ผู้จำหน่ายต้องยื่นคำร้องเพื่อผ่านการพิจารณาจากกระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ แนวทางปฏิบัติระบุว่า บริษัทต้องแจ้งสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ระบุสถานที่ผลิต และต้องส่ง "แผนงานที่มีกรอบเวลาชัดเจน และมีรายละเอียดในการตั้ง หรือขยายฐานการผลิตเร้าเตอร์ในสหรัฐอเมริกา"

ข้อกำหนดอีกข้อระบุว่า ผู้จำหน่ายจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลหากมี "รัฐบาลต่างชาติเป็นเจ้าของ มีอำนาจควบคุม มีอิทธิพล ให้เงินทุน หรือให้การสนับสนุนทางวัตถุ" ตลอดจนต้องระบุ "สัญชาติ" ของผู้บริหารระดับสูง กระบวนการนี้เห็นได้ชัดว่าเอื้อประโยชน์ต่อ Netgear ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ แต่อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับ TP-Link แม้ว่าผู้จำหน่ายรายนี้จะแยกตัวออกมาจากบริษัทคู่ขนานในจีน และย้ายสำนักงานใหญ่มาที่เออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนียแล้วก็ตาม แต่แบรนด์ TP-Link ก็ยังคงเผชิญกับข้อครหาว่าเป็นภัยคุกคามด้านการจารกรรมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

"หวังว่าเจตนารมณ์ของการนำกฎนี้มาใช้ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อจำกัดเรื่องโดรนต่างชาติของ FCC ล่าสุด นั่นคือห้ามใช้อุปกรณ์จากบริษัทจีน แต่เปิดไฟเขียวให้อุปกรณ์จากบริษัทพันธมิตรหรือหุ้นส่วนแทบทุกแห่ง" คริส แมคไกวร์ นักวิจัยอาวุโสฝ่ายจีนและเทคโนโลยีอุบัติใหม่จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอดีตทีมสภาความมั่นคงแห่งชาติสมัยรัฐบาลไบเดน ทวีตแสดงความเห็น "ถ้าเป็นเช่นนั้น มันจะเป็นประโยชน์อย่างมาก และจะส่งผลแบนการขายเร้าเตอร์รุ่นใหม่ของ TP-Link รวมถึงเร้าเตอร์จีนอื่นๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างชัดเจน" แมคไกวร์กล่าวเสริม "FCC กำลังค่อยๆ ก้าวขึ้นเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมการนำเข้า แม้จะยังมีงานอีกมากที่ต้องทำในเรื่องนี้ แต่ถือเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นเราสร้างความคืบหน้าอย่างแท้จริง"

แล้วเร้าเตอร์อาจไม่ได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์อีกต่อไปอย่างนั้นหรือ?

เพื่อป้องกันไม่ให้มาตรการแบนส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค FCC ได้ออกใบอนุญาตผ่อนผันที่อนุญาตให้มีการอัปเดตซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์สำหรับเร้าเตอร์ Wi-Fi รุ่นที่ใช้งานอยู่แล้วได้ต่อไป แต่การผ่อนผันนี้มีผล "อย่างน้อยจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2027"เท่านั้น การนับถอยหลังนี้ได้จุดชนวนความหวาดกลัวว่า ท้ายที่สุดแล้วเร้าเตอร์ทั้งหมดอาจสูญเสียสิทธิ์ในการรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ —ซึ่งถือเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะเดิมทีเป้าหมายของการแบนเร้าเตอร์คือเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตของสหรัฐฯ แต่ FCC ก็ได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการชี้แจงนโยบายนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อถึงเวลา และยังเปิดประตูสำหรับการขยายเวลาการผ่อนผันออกไปอีก เราคงต้องจับตาดูประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดว่ามันจะกระทบต่อเร้าเตอร์รุ่นเดิมที่มีอยู่หรือไม่

ทางด้าน Netgear ก็ออกมาระบุว่าบริษัทได้รับการยกเว้นจากปัญหาเรื่องการอัปเดตซอฟต์แวร์นี้ "เนื่องจาก Netgear ได้รับสถานะอนุมัติ เราจึงไม่ต้องอยู่ภายใต้กำหนดเส้นตายวันที่ 1 มีนาคม 2027 ในการยุติการอัปเดตซอฟต์แวร์" บริษัทระบุในหน้า FAQ

ราคาของเร้าเตอร์ Wi-Fi จะแพงขึ้นอีกหรือไม่?

นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตาม เพราะที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ อาศัยการจ้างผลิตในต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำลง คงจะต้องรอดูว่าคำสั่งของ FCC จะทำให้การเปิดตัวฮาร์ดแวร์ใหม่อย่าง Wi-Fi 7 และ Wi-Fi 8 จะต้องล่าช้าลงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม กระบวนการขอยกเว้นแสดงให้เห็นว่า ในระยะสั้นผู้จำหน่ายยังสามารถนำเข้าสินค้าใหม่จากนอกประเทศได้ ตราบใดที่สหรัฐฯ ไม่ประเมินว่าอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

ซื้อเร้าเตอร์จากต่างประเทศแล้วหิ้วเข้ามาสหรัฐฯ เองได้ไหม?

ในหน้า FAQ ของ FCC ตอบชัดเจนว่า "ไม่ได้" แต่ไม่ได้ระบุถึงบทลงโทษหรือวิธีการบังคับใช้ข้อห้ามดังกล่าว แต่หากเร้าเตอร์ที่ซื้อจากต่างประเทศเคยได้รับการอนุมัติจาก FCC มาก่อนหน้านี้ ก็ถือว่าไม่มีปัญหา

กระทบถึง Wi-Fi Extender และระบบ Mesh ด้วยหรือไม่?

เรื่องนี้แน่นอน เพราะ FCC จัดประเภทเร้าเตอร์ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ "ส่งต่อแพ็กเก็ตข้อมูล โดยทั่วไปคือแพ็กเก็ต Internet Protocol (IP) ระหว่างระบบเครือข่าย" ดังนั้น อุปกรณ์ขยายสัญญาณ (Range Extenders) และอุปกรณ์ระบบ Mesh จะถูกรวมอยู่ในเกณฑ์นี้ด้วย

ควรซื้อเร้าเตอร์ใหม่ตอนนี้เลยไหม?

ผู้บริโภคที่กำลังเล็งหาซื้อเครื่องใหม่ก็ซื้อได้เลยอย่างสบายใจ เพราะหากเร้าเตอร์รุ่นนั้นได้รับใบอนุญาตรับรองอุปกรณ์จาก FCC เรียบร้อยแล้ว (ซึ่งเร้าเตอร์ที่วางขายในตลาดปัจจุบันล้วนมีใบรับรองนี้) อุปกรณ์เหล่านั้นจะยังคงมีขายต่อไป ดังนั้น หากเร้าเตอร์ของท่านยังทำงานได้ปกติ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรีบร้อนไปซื้อใหม่ เรื่องนี้อาจกลายเป็นปัญหามากขึ้นในอนาคตเมื่อผู้ผลิตเร้าเตอร์เริ่มพัฒนาอุปกรณ์รุ่นต่อไป (Next-gen) แต่ก็อย่างที่บอกไป พวกเขาอาจจะแค่ยื่นขอยกเว้นก็ได้ เพียงแต่ยังตอบยากว่ากระบวนการนั้นจะเรียบง่ายหรือยากเย็นเพียงใด ในระหว่างนี้ Netgear ได้เริ่มใช้ประโยชน์จากสถานะการได้รับการยกเว้นเพื่อทำการตลาดผลิตภัณฑ์ Wi-Fi ของตนแล้ว โดยหน้าเว็บไซต์ของบริษัทตอนนี้มีป้ายประกาศเกียรติคุณประทับตรา "FCC Approved" เป็นที่เรียบร้อย

การแบนเร้าเตอร์มีความหมายต่อผู้ใช้ Starlink อย่างไร?

SpaceX มีฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่อยู่ในรัฐเท็กซัส เมื่อเดือนมกราคม บริษัทระบุว่าโรงงานในเมืองบาสทรอป (Bastrop) เพิ่งขยายพื้นที่เพิ่มอีก 1 ล้านตารางฟุต ทำให้สามารถผลิตชุดอุปกรณ์ Starlink ได้กว่า 170,000 ชุดต่อสัปดาห์ทั่วสหรัฐฯ หรือคิดเป็นจานดาวเทียมราว 9 ล้านชุดต่อปี

ไบรอัน เวสโตเวอร์ จากสื่อ PCMag ระบุว่า เร้าเตอร์ Wi-Fi Starlink ของเขาผลิตในสหรัฐฯ ในขณะที่ผู้ใช้รายอื่นรายงานว่าอุปกรณ์ Starlink Router Mini ของตนนั้นผลิตในเวียดนาม อย่างไรก็ตาม SpaceX มีศักยภาพที่จะย้ายการผลิตเพื่อป้อนตลาดสหรัฐฯ กลับมายังเท็กซัสได้มากขึ้นหากจำเป็น นอกจากนี้ เบรนแดน คาร์ ประธาน FCC ยังมีความสนิทสนมกลมเกลียวกับ อีลอน มัสก์ CEO ของ SpaceX อย่างมาก ดังนั้น การได้รับการยกเว้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก

ผู้ผลิตเร้าเตอร์มีท่าทีตอบรับอย่างไร?

TP-Link ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในเวียดนาม ได้ออกมาเตือนว่า "อุตสาหกรรมเร้าเตอร์ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบ" ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าบริษัทจะยื่นเรื่องขอยกเว้นหรือไม่ และยังสงสัยอยู่ว่าจะมีบริษัทใดกล้าฟ้องร้องคัดค้านคำสั่งของ FCC ในชั้นศาลหรือไม่ ขณะเดียวกัน Netgear กลับปรบมือต้อนรับมาตรการแบนนี้และกล่าวกับ PCMag ว่า "ในฐานะบริษัทที่ก่อตั้งและมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ พร้อมด้วยประวัติศาสตร์ด้านนวัตกรรมอเมริกัน Netgear ได้ลงทุนมาอย่างยาวนานในการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยต่อระบบเป็นอันดับแรก (Security-first) มีแนวปฏิบัติที่โปร่งใส และปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐบาล ซึ่งเราจะยังคงทำเช่นนั้นต่อไป" ส่วน Asus ก็ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า: "เรามั่นใจในความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทานและระบบความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์เครือข่ายของเรา คำสั่งของ FCC ในครั้งนี้ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อผู้ใช้งานเร้าเตอร์ ASUS ปัจจุบัน การอัปเดตซอฟต์แวร์ และการสนับสนุนลูกค้า" ส่วน D-Link, Google และ Amazon ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ในทันทีเมื่อได้รับการติดต่อสอบถาม

บทวิเคราะห์: ตารางแสดงรายการอุปกรณ์และบริการที่แสดงอยู่ถัดไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกฎระเบียบข้อ 1.50002 ของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารแห่งสหรัฐอเมริกา (FCC) ซึ่งอ้างอิงมาจากกฎหมาย Secure and Trusted Communications Networks Act of 2019 โดยสาระสำคัญคือการสั่งการให้สำนักงานความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ จัดทำและเผยแพร่ "บัญชีรายการอุปกรณ์และบริการที่ต้องควบคุม" (Covered List) เพื่อแบนอุปกรณ์และบริการด้านการสื่อสารที่ถูกประเมินว่า "มีความเสี่ยงขั้นร้ายแรงที่ไม่อาจยอมรับได้ต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ" ย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปเบื้องหลังกฎหมายฉบับนี้และที่มาของรายชื่อกลุ่มแรก มีความเป็นมาดังนี้:

  1. จุดเริ่มต้น: เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล "โดนัลด์ ทรัมป์" สมัยแรก
    • แนวคิดการจัดทำบัญชีดำนี้ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ กำลังทำสงครามการค้าและเทคโนโลยีกับจีนอย่างดุเดือด (โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยของเครือข่าย 5G) รัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลอย่างยิ่งว่าอุปกรณ์โทรคมนาคมของจีนอาจมี "ประตูหลัง" (Backdoor) ที่เปิดทางให้รัฐบาลปักกิ่งเข้ามาสอดแนมหรือล้วงข้อมูลสำคัญได้ ด้วยเหตุนี้เอง สภาคองเกรสจึงได้ผลักดันร่างกฎหมาย Secure and Trusted Communications Networks Act of 2019 ขึ้นมา และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2020 กฎหมายฉบับนี้นี่เองที่เป็น "ต้นกำเนิด" ที่ให้อำนาจและสั่งการให้ FCC ต้องสร้างบัญชี Covered List ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม
  2. รายชื่อกลุ่มแรกบน Covered List (The First Five)
    • แม้กฎหมายจะลงนามในสมัยทรัมป์ แต่การประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการครั้งแรกเกิดขึ้นในอีก 1 ปีถัดมา คือ วันที่ 12 มีนาคม 2021 (ซึ่งเข้าสู่ช่วงต้นของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่มารับช่วงต่อในการบังคับใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้) โดยอุปกรณ์และบริการกลุ่มแรกที่ประเดิมขึ้นบัญชี Covered List ล้วนเป็นบริษัทเทคโนโลยีและโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนทั้งสิ้น รวม 5 บริษัท ได้แก่:
      1. Huawei Technologies Company (อุปกรณ์และบริการโทรคมนาคม)
      2. ZTE Corporation (อุปกรณ์และบริการโทรคมนาคม)
      3. Hytera Communications Corporation (อุปกรณ์วิทยุสื่อสารและระบบเครือข่ายความปลอดภัย)
      4. Hangzhou Hikvision Digital Technology Company (อุปกรณ์กล้องวงจรปิดและระบบเฝ้าระวัง)
      5. Dahua Technology Company (อุปกรณ์กล้องวงจรปิดและระบบเฝ้าระวัง)
  3. ผลกระทบต่อเนื่องหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

    • การกำหนดรายชื่อตั้งแต่ชุดแรกนั้น นอกจากจะห้ามใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของสหรัฐฯ แล้ว กฎหมายฉบับปี 2019 นี้ยังก่อให้เกิดโครงการที่เรียกว่า "Rip and Replace" (รื้อและเปลี่ยนใหม่) ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องตั้งงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่ออุดหนุนให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตท้องถิ่น (โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท) รื้อถอนอุปกรณ์ของ Huawei และ ZTE ที่ติดตั้งไปแล้วออกให้หมด แล้วเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตค่ายอื่นที่ไว้ใจได้แทน กฎเกณฑ์ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ FCC ในปัจจุบันนี้ เป็นผลพวงโดยตรงจากนโยบายด้านความมั่นคงยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สานต่อผ่านรัฐบาลของโจ ไบเดน ต่อเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน โดยเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายเพื่อกำจัดยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Huawei และ ZTE ออกจากเครือข่ายโทรคมนาคมของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก ก่อนจะลุกลามแผ่ขยายวงกว้างไปสู่ซอฟต์แวร์รัสเซีย (เช่น Kaspersky) โดรน และล่าสุดคือเร้าเตอร์ Wi-Fi ที่ผลิตในต่างประเทศอย่างที่ปรากฏในข่าว แต่คราวนี้เป็นการกำหนดแบบไม่เจาะจงบริษัท หรือประเทศด้วยซ้ำ จึงเชื่อว่าน่าจะส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตในประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย

รายการอุปกรณ์หรือบริการที่ถูกควบคุม (1, 2, 3)

วันที่

อุปกรณ์โทรคมนาคมที่ผลิตโดย  Huawei Technologies Company รวมถึงบริการโทรคมนาคมหรือบริการกล้องวงจรปิดที่ให้บริการโดยหน่วยงานดังกล่าว หรือที่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าว

12 มี.ค. 2021

อุปกรณ์โทรคมนาคมที่ผลิตโดย ZTE Corporation รวมถึงบริการโทรคมนาคมหรือบริการกล้องวงจรปิดที่ให้บริการโดยหน่วยงานดังกล่าว หรือที่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าว

12 มี.ค. 2021

อุปกรณ์กล้องวงจรปิดและอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ผลิตโดย  Hytera Communications Corporation ในขอบเขตที่ถูกนำไปใช้เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงของสถานที่ราชการ การเฝ้าระวังความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงของชาติอื่นๆ รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้อง

12 มี.ค. 2021

อุปกรณ์กล้องวงจรปิดและอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ผลิตโดย  Hangzhou Hikvision Digital Technology Company ในขอบเขตที่ถูกนำไปใช้เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงของสถานที่ราชการ การเฝ้าระวังความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงของชาติอื่นๆ รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้อง

12 มี.ค. 2021

อุปกรณ์กล้องวงจรปิดและอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ผลิตโดย  Dahua Technology Company ในขอบเขตที่ถูกนำไปใช้เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงของสถานที่ราชการ การเฝ้าระวังความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงของชาติอื่นๆ รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้อง

12 มี.ค. 2021

ผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการด้านความปลอดภัยของข้อมูล ที่จัดหาให้ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดย AO Kaspersky Lab หรือบริษัทก่อนหน้า บริษัทรับช่วงต่อ บริษัทแม่ บริษัทย่อย หรือบริษัทในเครือ

25 มี.ค. 2022

บริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศที่ให้บริการโดย  China Mobile International USA Inc. ภายใต้มาตรา 214 ของรัฐบัญญัติการสื่อสาร ปี 1934

25 มี.ค. 2022

บริการโทรคมนาคมที่ให้บริการโดย China Telecom (Americas) Corp. ภายใต้มาตรา 214 ของรัฐบัญญัติการสื่อสาร ปี 1934

25 มี.ค. 2022

บริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศที่ให้บริการโดย  Pacific Networks Corp และ ComNet (USA) LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมด ภายใต้มาตรา 214 ของรัฐบัญญัติการสื่อสาร ปี 1934

20 ก.ย. 2022

บริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศที่ให้บริการโดย  China Unicom (Americas) Operations Limited ภายใต้มาตรา 214 ของรัฐบัญญัติการสื่อสาร ปี 1934

20 ก.ย. 2022

ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยทางไซเบอร์และซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่ผลิตหรือให้บริการโดย  Kaspersky Lab, Inc. หรือบริษัทรับช่วงต่อและผู้รับโอนสิทธิ รวมถึงอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งซอฟต์แวร์ดังกล่าวฝังมาในตัวเครื่อง

23 ก.ค. 2024

ระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) และชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในต่างประเทศ4 —ยกเว้น 

(a) UAS และชิ้นส่วนสำคัญของ  UAS ที่รวมอยู่ในบัญชี Blue UAS Cleared List ของสำนักงานบริหารสัญญาจ้างกลาโหม (Defense Contract Management Agency: DCMA) จนถึงวันที่ 1 มกราคม 20275

(b) UAS และชิ้นส่วนสำคัญของ UAS ที่มีคุณสมบัติเป็น “ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายภายในประเทศ (domestic end products)” ภายใต้มาตรฐานการซื้อสินค้าอเมริกัน (Buy American Standard, 48 CFR 25.101(a)) จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2027; และ 

(c) อุปกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติแบบมีเงื่อนไข (Conditional Approval) จากกระทรวงสงคราม หรือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิรวมถึงอุปกรณ์และบริการด้านการสื่อสารและกล้องวงจรปิดทั้งหมดที่ระบุไว้ในมาตรา 1709(a)(1) ของ พ.ร.บ.อำนาจกลาโหมแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2025 (FY25 National Defense Authorization Act, Pub. L. 118-159)

22 ธ.ค. 2025

 

ปรับวันที่:

7 ม.ค. 2026

 

ปรับวันที่:

18 มี.ค. 2026

เร้าเตอร์ (Routers)6 ที่ผลิตในต่างประเทศ ยกเว้นเร้าเตอร์ที่ได้รับอนุมัติแบบมีเงื่อนไข (Conditional Approval) จากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงสงคราม หรือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ)

23 มีนาคม 2026

หมายเหตุท้ายรายการ:

  1. การระบุชื่อผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการอุปกรณ์และบริการในบัญชีนี้ ให้ตีความครอบคลุมถึง บริษัทลูกและบริษัทในเครือของหน่วยงานดังกล่าวด้วย

  2. กรณีที่อุปกรณ์หรือบริการในบัญชีถูกระบุเป็น "หมวดหมู่" ให้ตีความว่าครอบคลุมเฉพาะอุปกรณ์หรือบริการที่สามารถทำงานตามฟังก์ชันที่ระบุไว้ในมาตรา  2(b)(2)(A), (B) หรือ (C) ของรัฐบัญญัติเครือข่ายการสื่อสารที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ปี 2019 (Secure and Trusted Communications Networks Act of 2019)

  3. รายการใน  Covered List อาจเปลี่ยนแปลงได้หากมีการอนุมัติแบบมีเงื่อนไข (Conditional Approval) ที่คณะกรรมการจะพิจารณาในบางกรณี

  4. การนำระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) และชิ้นส่วนสำคัญใส่ลงในรายการนี้ คณะกรรมการอ้างอิงคำนิยามตามที่ระบุไว้ในมติด้านความมั่นคงแห่งชาติที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก

  5. (#) คำว่า “Blue UAS List” ที่อ้างถึงในมติด้านความมั่นคงแห่งชาติ เป็นการรวมกันระหว่าง “Blue UAS Cleared List” (บัญชีรายชื่อโดรนที่ผ่านการตรวจสอบ) และบัญชีรายชื่อชิ้นส่วน/ซอฟต์แวร์ UAS ที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด โดยทางคณะกรรมการจะใช้คำว่า “Blue UAS Cleared List” เพื่ออ้างถึงบัญชีทั้งสองส่วนนี้ร่วมกัน

  6. การนำเร้าเตอร์ (Routers) ใส่ลงในรายการนี้ คณะกรรมการอ้างอิงคำนิยามตามที่ระบุไว้ในมติด้านความมั่นคงแห่งชาติที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขอนำตารางแสดงรายการสินค้า/บริการที่ได้รับอนุมัติแบบมีเงื่อนไขมาแสดงข้างล่างนี้ด้วย ดังนี้

รายการสินค้า/บริการที่ได้รับอนุมัติแบบมีเงื่อนไข (Conditional Approval)

วันที่อนุมัติ

ระบบอากาศยานไร้คนขับ (Uncrewed Aircraft System – UAS)

SiFly Aviation – ระบบโดรน SiFly Q12 (SiFly Q12 Drone System)

17 มี.ค. 2026 - 31 ธ.ค. 2026

Mobilicom – SkyHopper Series / M Band / Tactical Data Link, ซอฟต์แวร์: ICE และระบบรักษาความปลอดภัย OS3

17 มี.ค. 2026 - 31 ธ.ค. 2026

ScoutDI – ระบบโดรน Scout 137 (Scout 137 Drone System)

17 มี.ค. 2026 - 31 ธ.ค. 2026

Verge Aero – ระบบโดรน X1 (X1 Drone System)

17 มี.ค. 2026 - 31 ธ.ค. 2026

ระบบอากาศยานไร้คนขับ Sees.ai v.USA. 1.0 (Sees.ai v.USA. 1.0 Uncrewed Aircraft System)

14 เม.ย. 2026 - 31 ธ.ค. 2026

อุปกรณ์เร้าเตอร์ (Router)

Netgear, Inc. - เร้าเตอร์คอนซูเมอร์แบบ Mesh, โมบายล์ (Mobile) และแบบสแตนด์อโลน (Standalone) แบรนด์ Nighthawk (ซีรีส์ R, RAX, RAXE, RS, MK, MR, M และ MH), เร้าเตอร์คอนซูเมอร์แบบ  Mesh, โมบายล์ และแบบสแตนด์อโลน แบรนด์ Orbi (ซีรีส์ RBK, RBE, RBR, RBRE, LBR, LBK และ CBK), เคเบิลเกตเวย์ (ซีรีส์ CAX) และเคเบิลโมเด็ม (ซีรีส์ CM)

14 เม.ย. 2026 - 1 ต.ค. 2027

Adtran Inc. - เร้าเตอร์คลาส Service Delivery Gateway (SDG)

14 เม.ย. 2026 - 1 ต.ค. 2027

eero LLC - เร้าเตอร์ eero, eero Pro, eero Max, eero PoE, eero Outdoor, eero Signal และ Amazon Leo

22 เม.ย. 2026 - 31 ต.ค. 2027

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: จากบทความข้างต้น ผู้ผลิตเร้าเตอร์ของไทยที่มีการผลิตมาแล้วใช้งานอยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้วก่อนหน้าวันประกาศแบนคงจะสบายใจได้เพราะจะไม่เข้าข่ายต้องถูกแบนไปด้วยแน่ และหากเป็นรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยวางตลาดในสหรัฐฯ แต่เป็นสินค้าแบรนด์ที่ได้รับการยกเว้นแล้ว ก็เช่นกัน แต่หากแบรนด์ที่ผลิตและส่งไปนั้นไม่ใช่แบรนด์ที่ได้รับการยกเว้นเหล่านั้น ก็อาจจะต้องเหนื่อยกันสักหน่อย โดยเจ้าของแบรนด์ต้องหานักกฎหมายมือดีมาช่วยเพื่อขออนุญาตจาก FCC ซึ่งหากเป็นแบรนด์สหรัฐฯ ก็ยังพอสบายใจได้

แต่ในที่สุด หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถือได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนสำหรับผู้ส่งออกไทยที่เป็นผู้ผลิตสินค้าหรือให้บริการดังที่มีระบุไว้อยู่ในรายการในตารางแรก ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือประกาศครั้งนี้ เป็นการประกาศแบบสุ่มไม่ระบุชื่อบริษัท ภูมิภาคหรือประเทศใดๆ ทั้งสิ้น เพียงระบุว่าอุปกรณ์ที่ผลิตในต่างประเทศเท่านั้น นั่นก็หมายความว่าต่อไปสหรัฐฯ จะให้คนอเมริกันและผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตใช้เฉพาะอุปกรณ์ที่ผลิตในสหรัฐฯ เท่านั้น

ความเป็นมาดังกล่าวข้างต้นว่า ที่มาที่ไปของประกาศแบนอุปกรณ์เร้าเตอร์นี้มีการอ้างเหตุมาจากการหลบเลี่ยงของผู้ผลิตในจีนที่แฝงตัวส่งผ่านประเทศที่ 3 (Transshipment) เข้าไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะ เม็กซิโกที่ได้รับสิทธิจาก USMCA ที่ช่วยให้เลี่ยงภาษีได้ และเวียดนาม ประเทศผู้ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ขยายตัวจนน่าตกใจ และเมื่อมี 2 ประเทศปล่อยให้ผู้ส่งออกของตนทำเช่นนี้ได้ สหรัฐฯ ก็ไม่มีทางทราบว่าถ้าห้ามแบบเฉพาะเจาะจง แล้วจะเลิกเลี่ยงภาษี หรือหนีไปส่งออกผ่านประเทศอื่นๆ เข้าตลาดสหรัฐฯ อีกหรือไม่ วิธีง่ายและยังตรงวัตถุประสงค์หลักในการดึงดูดกำลังการผลิตสินค้ายุทธปัจจัยทุกชนิดกลับเข้าไปผลิตในสหรัฐฯ อีกด้วย ก็ห้ามแบบหว่านไปอย่างทั่วถึงกันนอกเขตแดนสหรัฐฯ ไปเสียทีเดียวไม่ต้องมาทยอยห้ามเพิ่มเติมทีละประเทศ

สำหรับสินค้า In-transit ที่ "อยู่กลางทะเล" หรือลงเรือมาแล้วแต่ยังไม่ถึงท่าเรือสหรัฐฯ ในช่วงที่กฎหมายเพิ่งมีผลบังคับใช้ (23 มีนาคม 2026) กรณีนี้จะมีความซับซ้อนขึ้น เพราะโดยปกติแล้ว เมื่อมีการแบนสินค้ากะทันหัน ศุลกากรและหน่วยงานป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ร่วมกับ FCC มักจะมีแนวทางปฏิบัติในการรับมือดังนี้:

  • ดูที่วันที่ในเอกสารตราส่งสินค้า (Bill of Lading - B/L Date): นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด เพราะโดยทั่วไปแล้ว ในระบบการค้าระหว่างประเทศ หากเอกสาร B/L ระบุว่าสินค้าถูกโหลดลงเรือและออกเดินทาง "ก่อน" วันที่ 23 มีนาคม 2026 ศุลกากรสหรัฐฯ มักจะมี "ช่วงผ่อนผัน" (Safe Harbor หรือ Grace Period) สำหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ให้สามารถนำเข้าและนำสินค้าออกจากท่าเรือได้ตามปกติ ซึ่งคาดเดาได้ยากเพราะมักจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วย

  • แบรนด์ที่อยู่ในรายการยกเว้นตามเงื่อนไขเฉพาะ (Conditional Approval): หากสินค้าที่อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เป็นแบรนด์ที่ได้รับใบเบิกทางหรือข้อยกเว้นชั่วคราวจาก FCC แล้ว (เช่น Netgear, eero ของ Amazon หรือ Adtran) สินค้าล็อตนี้จะผ่านเข้าสหรัฐฯ ได้แน่นอน เพราะแบรนด์เหล่านี้จะได้รับสิทธินำเข้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือนตุลาคม ปี 2027

  • แบรนด์ที่ไม่ได้อยู่ในรายการที่ได้รับการยกเว้น: หากเป็นเร้าเตอร์แบรนด์อื่น หรือเป็นสินค้า OEM ที่ไม่ได้รับอนุมัติผ่อนผัน และทางศุลกากรตีความกฎหมายแบบเด็ดขาดว่าห้ามนำเข้าโดยยึดจาก "วันที่สินค้าเข้าสู่ท่าเรือ (Date of Entry)" สินค้าล็อตนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกักไว้ที่ด่าน (Customs Hold) หรือถูกปฏิเสธการนำเข้า (Denied Entry) ซึ่งหากเกิดกรณีนี้ ผู้นำเข้าจะต้องทำเรื่องชี้แจง หรือในกรณีที่แย่ที่สุดคือต้องตีกลับหรือเปลี่ยนเส้นทางไปขายประเทศที่สามแทน

หากผู้ส่งออกสินค้ามายังสหรัฐฯ มีสินค้าดังกล่าวที่กำลังลอยลำอยู่กลางทะเล สิ่งที่ต้องทำด่วนที่สุดคือการให้ผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ รีบติดต่อ Customs Broker (ตัวแทนออกของ/ชิปปิ้ง) และทีมกฎหมายการค้าในสหรัฐฯ โดยด่วน เพื่อตรวจสอบระเบียบปฏิบัติเฉพาะกาล (CBP Directives) ที่ออกมาบังคับใช้คู่กับคำสั่งของ FCC ว่ามีการกำหนดเงื่อนไขสำหรับ "สินค้า In-transit" ไว้อย่างไรบ้าง ทีมกฎหมายอาจหาช่องทางที่จะสามารถยื่นคำร้องเพื่อเลี่ยงผลร้ายจากการตีกลับหรือกักสินค้าเอาไว้ได้ หากมีช่องทางและเตรียมเอกสารชี้แจงศุลกากรได้ทันท่วงที ก็อาจจะยังพอมีโอกาสรอดจากภัยครั้งนี้ไปได้

ขอย้ำสุดท้ายอีกครั้งว่า สินค้ารุ่นเดิมที่มีใช้อยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้วไม่ได้ถูกแบนไปด้วย แต่รุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยวางตลาดและไม่ใช่แบรนด์ที่ได้รับการยกเว้น ก็ต้องเตรียมรับมือสถานการณ์ที่กำลังจะต้องเผชิญให้ดี

*********************************************************

ที่มา: PCMag
เรื่อง: “Why Is the FCC Banning Foreign-Made Wi-Fi Routers? Here's What You Need to Know”
โดย: Chloe Albanesius
สคต. ไมอามี /วันที่ 22 เมษายน 2569

Share :
Instagram