
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้เสนอร่างหนังสือเวียน (Circular) ฉบับใหม่ เพื่อกำหนดบัญชีรายการเศษวัสดุและสินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้ว ที่ให้ระงับการดำเนินธุรกิจการนำเข้าชั่วคราวเพื่อส่งออกต่อ รวมถึงการถ่ายลำสินค้าเป็นการชั่วคราว โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันมิให้เวียดนามถูกใช้เป็นแหล่งระบายของเสียอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ และเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการกำกับดูแลกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน

แม้ว่าการนำเข้าชั่วคราวเพื่อส่งออกต่อ (temporary import for re-export) และการถ่ายลำสินค้า (transshipment) จะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของการค้าโลก แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงทางการค้า และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามจึงได้จัดทำรายงานเสนอนาย Le Manh Hung รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า เพื่อพิจารณาร่างมาตรการดังกล่าว ซึ่งนับเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มุ่งยกระดับการกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายสินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้วและสินค้ามาตรฐานต่ำเข้าสู่ประเทศให้มีความรัดกุมและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
ในด้านฐานอำนาจทางกฎหมาย ร่างหนังสือเวียนดังกล่าวจัดทำขึ้นภายใต้กรอบกฎหมายที่สมบูรณ์ ครอบคลุม และเป็นปัจจุบัน โดยอ้างอิงกฎหมายว่าด้วยการบริหารการค้าต่างประเทศ เลขที่ 05/2017/QH14 (Law No. 05/2017/QH14 on Foreign Trade Management) กฎหมายว่าด้วยการประกาศใช้เอกสารกฎหมายที่มีผลบังคับทั่วไป (Law on the Promulgation of Legal Normative Documents) ปี 2568 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ตลอดจนกฤษฎีกาเลขที่ 146/2025/ND-CP ว่าด้วยการกระจายและมอบหมายอำนาจในสาขาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำร่างกฤษฎีกาฉบับใหม่เพื่อใช้แทนกฤษฎีกาเลขที่ 69/2018/ND-CP ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองที่ใช้กำกับดูแลกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกในปัจจุบัน การเชื่อมโยงกับฐานกฎหมายดังกล่าวส่งผลให้หนังสือเวียนมีความชอบด้วยกฎหมายทั้งในด้านอำนาจหน้าที่ รูปแบบและกระบวนการตามหลักกฎหมายมหาชน อีกทั้งยังคำนึงถึงความสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศที่เวียดนามเป็นภาคี เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความเข้มงวด โปร่งใส และสอดคล้องกับระบบการค้าโลก
ในส่วนของสาระสำคัญ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสกัดมิให้เวียดนามถูกใช้เป็นทางผ่านหรือฐานกระจายสินค้าสำหรับเศษโลหะและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยมาตรา 40 วรรค 3 แห่งกฎหมายว่าด้วยการบริหารการค้าต่างประเทศให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าในการมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการเป็นการชั่วคราวสำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ การก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมในระดับรุนแรง การแพร่ระบาดของโรคที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนการเอื้อประโยชน์ต่อการถ่ายลำสินค้าผิดกฎหมายหรือการทุจริตทางการค้า นอกจากนี้ การประกาศบัญชีรายการสินค้าพร้อมระบุรหัสพิกัดศุลกากรแบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized System) จะช่วยเสริมความชัดเจนและความโปร่งใสให้ภาคธุรกิจสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการกระทำผิดโดยไม่ตั้งใจ โดยร่างหนังสือเวียนดังกล่าวแบ่งสินค้าออกเป็น 2 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดเศษวัสดุ (scrap materials) จากภาคการผลิตและการบริโภคที่ถูกสั่งระงับการดำเนินธุรกิจชั่วคราว และหมวดสินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้ว (used goods) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ มาตรการจะไม่ครอบคลุมถึงการค้าส่งออกต่อที่มีการขนส่งสินค้าโดยตรงจากประเทศต้นทางไปยังประเทศปลายทาง โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรของเวียดนาม
ในด้านขอบเขตการใช้บังคับ หนังสือเวียนดังกล่าวจะมีผลครอบคลุมผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจนำเข้าเพื่อส่งออกต่อและการถ่ายลำสินค้า ตลอดจนหน่วยงานของรัฐผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานของสินค้า โดยโครงสร้างของเอกสารถูกกำหนดให้มีความชัดเจนและเป็นระบบ แบ่งออกเป็น 4 หมวดสาระสำคัญ ได้แก่ (1) ขอบเขตการกำกับดูแล (2) ผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม (3) การจัดกลไกและความรับผิดชอบในการดำเนินการ และ (4) บทบัญญัติว่าด้วยการมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ หนังสือเวียนฉบับดังกล่าวยังสะท้อนความต่อเนื่องเชิงนโยบาย โดยคงไว้ซึ่งบัญชีรายการสินค้าตามหนังสือเวียนเลขที่ 08/2023/TT-BCT และ 18/2024/TT-BCT พร้อมทั้งปรับปรุงถ้อยคำและเนื้อหาให้สอดคล้องกับกฤษฎีกาฉบับใหม่ที่ตราขึ้นเพื่อใช้แทนกฤษฎีกาเลขที่ 69/2018/ND-CP อันเป็นกฎหมายลำดับรองที่กำกับดูแลกิจกรรมการนำเข้า–ส่งออกในปัจจุบัน สำหรับกำหนดระยะเวลาการใช้บังคับ คาดว่าหนังสือเวียนจะมีผลใช้บังคับพร้อมกับกฤษฎีกาฉบับใหม่ และมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 โดยเมื่อประกาศใช้แล้วบทบัญญัติหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องซึ่งมีเนื้อหาซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกันจะถูกยกเลิก เพื่อให้ระบบกฎหมายมีความชัดเจน เป็นเอกภาพ และเอื้อต่อการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ
การจัดทำกลไกกำกับดูแลการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อชั่วคราวผ่านหนังสือเวียนฉบับนี้ ถือเป็นมาตรการบริหารเชิงระยะ (phased management measure) ที่มีความจำเป็นต่อการควบคุมความเสี่ยง ทั้งด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม มาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยปกป้องคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของเวียดนามในเวทีการค้าระหว่างประเทศ อีกทั้งสะท้อนนโยบายสำคัญว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องดำเนินไปควบคู่กับความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม และการควบคุมคุณภาพสินค้าที่นำเข้าสู่ประเทศอย่างเข้มงวด มีความรับผิดชอบและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของสังคม
(แหล่งที่มา https://vneconomy.vn/ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
ภายใต้บริบทที่ห่วงโซ่อุปทานโลกยังคงเผชิญความเปราะบาง ความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มสูงขึ้น และแนวโน้มการปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้าผ่านประเทศที่สามมีความซับซ้อนมากขึ้น กิจกรรมการนำเข้าชั่วคราวเพื่อส่งออกต่อ รวมถึงการค้าผ่านแดนและการถ่ายลำสินค้า ได้กลายเป็นกลไกสำคัญของระบบการค้าโลกที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านโลจิสติกส์และสนับสนุนมูลค่าการค้ารวมของประเทศ อย่างไรก็ดี กลไกดังกล่าวยังเอื้อให้บางประเทศถูกใช้เป็นจุดรองรับการเคลื่อนย้ายเศษวัสดุ สินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้ว สินค้าคุณภาพต่ำ หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดแรงกดดันทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยสาธารณะ และความน่าเชื่อถือทางการค้า โดยข้อมูลของกรมศุลกากรเวียดนามระบุว่ามีตู้คอนเทนเนอร์บรรจุเศษวัสดุนำเข้าคงค้างตามท่าเรือรวมประมาณ 15,442 ตู้ กระจุกตัวในพื้นที่ท่าเรือสำคัญ ได้แก่ นครไฮฟอง มากกว่า 6,000 ตู้ จังหวัดบ่าเหรี่ยะ–หวุงเต่า กว่า 4,600 ตู้ นครโฮจิมินห์ ราว 3,000 ตู้ และจังหวัดบิ่ญเยือง มากกว่า 1,500 ตู้ โดยในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 32 เป็นตู้คงค้างเกิน 90 วัน ซึ่งสะท้อนภาระด้านการบริหารจัดการ ความเสี่ยงต่อมลพิษ และต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นต่อระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เศษวัสดุส่วนใหญ่ประกอบด้วยพลาสติก โลหะ เหล็ก กระดาษ และอะลูมิเนียม ซึ่งหากขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงระบบต่อสิ่งแวดล้อมและความเชื่อมั่นของคู่ค้าระหว่างประเทศ
เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้เสนอร่างหนังสือเวียนกำหนดบัญชีรายการเศษวัสดุและสินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้วที่ให้ระงับการดำเนินธุรกิจการนำเข้าชั่วคราวเพื่อส่งออกต่อ รวมถึงการถ่ายลำสินค้าเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นแนวทางเชิงนโยบายเพื่อควบคุมความเสี่ยงระยะยาว ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการกำกับดูแลทั่วไป ทั้งนี้ ในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกเพิ่มความเข้มงวดต่อการนำเข้าเศษวัสดุ การเคลื่อนย้ายของเสียข้ามพรมแดนมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนเส้นทางและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การที่เวียดนามเร่งปรับปรุงกลไกกำกับดูแลจึงเป็นการดำเนินการเชิงรุกที่สอดคล้องกับแนวโน้มสากล ช่วยลดความเสี่ยงต่อมลพิษ สุขภาพของประชาชน และการใช้ประเทศเป็นจุดผ่านของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะผู้ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
ในมิติทางเศรษฐกิจ การกำหนดกรอบควบคุมที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ จะช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดภายในประเทศและส่งเสริมการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่รูปแบบการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งอาจกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีรีไซเคิลที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบทดแทนที่ไม่ผ่านการตรวจมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการนำเข้าเศษวัสดุหรือสินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้วเพื่อแปรรูปหรือส่งออกต่ออาจเผชิญต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น รวมถึงความจำเป็นต้องปรับรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ ดังนั้น ความชัดเจนของหลักเกณฑ์ การเผยแพร่ข้อมูลอย่างโปร่งใส และการกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการลดผลกระทบต่อภาคเอกชน
มาตรการในการบริหารจัดการเศษวัสดุและสินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้วที่เข้มงวด มิได้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการค้า หากแต่เป็นการยกระดับคุณภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและคัดกรองความเสี่ยง เพื่อให้การเติบโตของประเทศสอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยสาธารณะ และหลักธรรมาภิบาลทางการค้า ในบริบทที่ความยั่งยืนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของระบบการค้าโลก ประเทศที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดเสรีทางการค้ากับการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพย่อมมีศักยภาพในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
มาตรการภายใต้ร่างหนังสือเวียนที่เสนอโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม จะทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องกับเศษวัสดุ สินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้ว รวมถึงธุรกิจนำเข้าชั่วคราวเพื่อส่งออกต่อและการถ่ายลำสินค้า ต้องดำเนินงานภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบแหล่งที่มา คุณภาพสินค้า และการใช้รหัสพิกัดศุลกากรอย่างถูกต้อง ส่งผลให้ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายและความเสี่ยงด้านเวลาในกระบวนการโลจิสติกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดรายการสินค้าและกรอบกฎหมายที่ชัดเจนจะช่วยลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และเอื้อต่อการวางแผนธุรกิจในระยะกลางและระยะยาว
ในด้านการปรับตัว ผู้ประกอบการไทยควรทบทวนห่วงโซ่อุปทาน จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า และยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ พร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงด้านกฎหมายการค้าและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ สำหรับผู้ที่มีฐานการผลิตหรือเครือข่ายธุรกิจในเวียดนาม การลงทุนในเทคโนโลยีรีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงคลังสินค้าและกระบวนการศุลกากร รวมถึงการดำเนินงานผ่านเขตอุตสาหกรรมหรือศูนย์โลจิสติกส์ที่ได้รับอนุญาต จะช่วยลดผลกระทบและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้กฎระเบียบใหม่
ขณะเดียวกัน มาตรการนี้ยังเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม การจัดการของเสีย และระบบควบคุมคุณภาพ เนื่องจากตลาดเวียดนามกำลังมุ่งสู่มาตรฐานที่สูงขึ้นและแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น การปรับจากการแข่งขันด้านปริมาณไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ การเพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล และการร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นที่มีความพร้อมด้านกฎหมายและสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาและขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดเวียดนามได้อย่างมั่นคงในระยะยาว