fb
โดย
Suparat
ลงเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2569 22:29
สคต. ณ เมืองมิลาน (อิตาลี) (TTC, Milan (Italy))
2

เป็นที่ทราบกันดีว่าอิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จากการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-International Monetary Fund) คาดการณ์ว่า ปี 2569 อิตาลีจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ตามลำดับ) และเป็นอันดับที่ 3 ของสหภาพยุโรป (รองจากเยอรมนี และฝรั่งเศส) โดยวัดจากผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP-Gross Domestic Product Growth)  ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP growth) อยู่ที่ 0.8และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita) อยู่ที่ 45,883 เหรียญสหรัฐฯ โดยโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่อาศัยภาคการบริการและภาคการผลิต แบ่งเป็น 1) ภาคการบริการ คิดเป็นสัดส่วน 3 ใน 4 ของ GDP ของประเทศ 2) ภาคเกษตรกรรม อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิต/ผู้ส่งออกหลักทางการเกษตรของยุโรป โดยเฉพาะสินค้าข้าว ผัก ผลไม้ และไวน์ และ 3) ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี อาทิ แคว้น Piemonte แคว้น Lombardia และแคว้น Veneto ถึงแม้อิตาลีจะเป็นประเทศที่มีธุรกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลาง (SMEs) จำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วน 95ของธุรกิจทั้งหมดในอิตาลี แต่อิตาลียังคงถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจและการค้าของโลก

ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการค้ากับอิตาลีมาอย่างยาวนาน โดยอิตาลีถือเป็นตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าที่สำคัญของไทย โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อิตาลีถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย (อยู่อันดับระหว่าง 25-28) ในขณะที่ อิตาลีถือเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของไทย (อยู่อันดับระหว่าง 22-25) โดยแนวโน้มการส่งออกสินค้าของไทยมายังอิตาลีขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19   ในปี 2563 โดยตลอดระยะเวลา 5 ปี (ปี 2564-2568) การส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลีขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.08มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 334.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยปี 2564 ไทยส่งออกสินค้ามายังอิตาลีมีมูลค่า 1,850.62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+29.63%) ปี 2565 มีมูลค่า 2,047.58 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+10.64%) ปี 2566 มีมูลค่า 2,098.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+2.47%) ปี 2567 มีมูลค่า 2,156.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+2.77%) และปี 2568 มีมูลค่า 2,185.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+1.34%)

ปี 2568 สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยมายังอิตาลี 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 อัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 298.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.27%) คิดเป็นสัดส่วน 13.64% ของสินค้าที่ไทยส่งมายังอิตาลีทั้งหมด อันดับ 2 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มีมูลค่า 287.90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.09%) คิดเป็นสัดส่วน 13.17อันดับ 3 อาหารสัตว์เลี้ยง มีมูลค่า 175.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.98%) คิดเป็นสัดส่วน 8.02อันดับ 4 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่า 169.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-27.98%) คิดเป็นสัดส่วน 7.77อันดับ 5 ผลิตภัณฑ์ยาง มีมูลค่า 128.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+15.76%) คิดเป็นสัดส่วน 5.90% โดยพบว่าสินค้าส่งออกของไทย 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 

การส่งออกมายังอิตาลี คิดเป็นสัดส่วมรวม 48.50% โดยในปี 2569 การส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลีอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกทั้งในด้านมูลค่าและปริมาณ ซึ่งอันมีผลมาจากปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลก สถานการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งของประเทศตะวันออกกลาง นโยบายทางเศรษฐกิจของทรัปม์ กฎระเบียบข้อบังคับการนำเข้าสินค้าของสหภาพยุโรป และการเจรจาข้อตกลงระหว่างอียู-ไทย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้อาจสร้างโอกาสทางการค้าในการขยายการส่งออกสินค้าไทย หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายการส่งออกของไทยมายังอิตาลีในปี 2569 

โอกาสของการขยายการส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลี

1. ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวขึ้น จากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศว่า ปี 2569 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งจะส่งผลให้การค้าและการบริโภคสินค้าของครอบครัวในอิตาลีมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้อิตาลีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (ISTAT) คาดการณ์ว่า เดือนมกราคม 2569 อัตราเงินเฟ้อในอิตาลี จะอยู่ที่ +0.4% เทียบกับเดือนธันวาคม 2568 ในขณะที่ เทียบกับเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ +1.0% (เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ +1.2%) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อในอิตาลีมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ผู้บริโภคในอิตาลีมีอำนาจในการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้น 

2การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 8 เมื่อวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา สามารถสรุปเพิ่มขึ้นสามบท ได้แก่ 1) มาตรการเยียวยาทางการค้า ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้มาตรการเพื่อลดผลกระทบหากมีการทะลักของสินค้านำเข้าจากการลด/ยกเลิกภาษี 2) ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่างๆ ภายใต้ FTA เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง เป็นต้น และ 3) หลักการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ซึ่งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ด้านการค้าสินค้าระหว่างประเทศคู่ภาคี เพิ่มเติมจากข้อบท 8 บท ในการเจรจาครั้งที่ 7 คือ ข้อบทการเคลื่อนย้ายเงินทุน และบริการทางการเงินภายใต้ข้อบทการค้าและการลงทุน การเจรจามีความคืบหน้าที่ดีในเนื้อหาเกี่ยวกับการค้าสินค้า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ วิสาหกิจ การแข่งขัน และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงภาคผนวกเกี่ยวกับยานยนต์ภายใต้ข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า นอกจากนี้ การเจรจามีความก้าวหน้าในการรวบรวมเนื้อหาในสาขาใหม่ๆ สำหรับไทย เช่น การอุดหนุนพลังงาน และวัตถุดิบ รวมทั้งมีการหารืออย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับการเปิดเสรีทางภาษีศุลกากร ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าจะ "ปิดดีล" ทั้งหมดให้ได้ภายในสิ้นปี 2569 เพราะจะเป็นประเทศที่ 4 ในอาเซียน (รองจากสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ที่สหภาพยุโรปมีความตกลงการค้าเสรีร่วมด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายทั้งในเชิงเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน โดยการเจรจารอบที่ 9 มีกำหนดจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งจะเน้นในเรื่องการเปิดตลาดสินค้า การบริการ และการลงทุน 

3. สถานการณ์การส่งออกสินค้าไทยในตลาดอิตาลี ในปี 2568 ขยายตัว 1.34% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ปลาหมึก มีชีวิต สด แช่เย็น แช่แข็ง สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ยางพารา โดยปี 2569 สินค้าดังกล่าวอาจมีโอกาสในการชยายการส่งออกมาอิตาลีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

4. สถานการณ์การนำเข้าสินค้าไทยของอิตาลี ปี 2568 อิตาลีนำเข้าสินค้าจากไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.29โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของอิตาลีอันดับ 45 ดังนั้น ปี 2569 สถานการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศของอิตาลี-ไทย อาจมีแนวโน้มด้านการค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในด้านมูลค่าและด้านปริมาณ

5. อิตาลีเป็นหนึ่งใน Hub ของงานแสดงสินค้าสำคัญในยุโรป โดยปี 2569 กรมส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในอิตาลีผ่านโครงการ SMEs Pro-active ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ได้แก่ งานแสดงสินค้ารองเท้า (Expo Riva Schuh) งานแสดงสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี (Vicenzaoro) งานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (Mipel) งานแสดงสินค้าเครื่องสำอาง (Cosmoprof) รวมถึงมีกิจกรรม/โครงการที่เตรียมดำเนินการในปี 2569 ได้แก่ 1) การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ Salone del Mobile 2026 2) การจัดนิทรรศการแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทยในเทศกาล Milan Design Week 2026 3) โครงการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทย   ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT และร้านอาหาร Thai SELECT ในอิตาลี 4) โครงการส่งเสริมการขายสินค้าอาหารไทยในเอเชียซูเปอร์มาร์เก็ต (In-Store Promotion) และ 5) โครงการประชาสัมพันธ์งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 73 และ 74 ซึ่งสร้างโอกาสในการขยายมูลค่าการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของไทยมายังอิตาลีเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างการรับรู้และสร้างการจดจำให้แก่สินค้าไทยแก่ผู้บริโภคในอิตาลีอย่างต่อเนื่อง

อุปสรรคในการส่งออก/ขยายการส่งออกมายังอิตาลี

1. กฎระเบียบด้านการให้ข้อมูลอาหารแก่ผู้บริโภค อิตาลีถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับข้อมูล แหล่งที่มาของสินค้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่สหภาพยุโรปจะใช้ประเด็นด้านสุขภาพของผู้บริโภค สวัสดิภาพสัตว์ และความยั่งยืนมาเป็นมาตรการและเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศที่สาม ดังนั้น อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องได้รับการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และสินค้าอาจมีราคาสูงขึ้น รวมถึงการที่สหภาพยุโรปมีการปรับเพิ่มมาตรฐานของการนำเข้าสินค้าเกษตรอาหารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยไม่สามารถปรับกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าวได้ทัน ซึ่งส่งผลให้เสียโอกาสในการแข่งขันด้านการค้า

2. มาตรการฉลากอาหารยั่งยืน ในอนาคตคาดว่าผู้จำหน่ายสินค้าในสหภาพยุโรป/อิตาลี มีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานเอกชนต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานและนโยบายของสหภาพยุโรป อาทิ แผนการปฏิรูปสีเขียว (European Green Deal) ยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพ ยุทธศาสตร์ Farm to Fork และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นการกีกันทางด้านการค้าต่อสินค้าของประเทศที่สาม โดยพบว่าผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ที่ต้องการส่งออกสินค้ายั่งยืนมายังอิตาลียังไม่มีตรา/ฉลากรับรองอาหารยั่งยืน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเสียโอกาสในการส่งออกสินค้าดังกล่าว เนื่องจากการบริโภคสินค้าอาหารแบบยั่งยืนในอิตาลีมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันมีปัจจัยมาจากการที่ผู้บริโภคในอิตาลีส่วนใหญ่หันมาให้ความใส่ใจต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น

3. มาตรการทางการค้าของสหภาพยุโรป มาตรการของสหภาพยุโรปที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับแนวทางส่งเสริมการผลิตภายในสหภาพยุโรป (Made in EU) ตลอดจนการดำเนินมาตรการที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อาทิ การใช้แนวทาง Mirror clause และการเพิ่มความถี่/ความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารที่มาจากไทย ซึ่งส่งผลต่อเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาดและภาระการปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ส่งออก

4. สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และในตะวันออกกลาง ยังคงไม่มีทีท่าที่จะสงบลงของความขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีความระมัดระวังในการจับจ่ายซื้อสินค้า ลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งดังกล่าวยังคงทวีความรุนแรงในวงกว้าง อาจจะส่งผลต่อกระทบต่อการเศรษฐกิจอิตาลีและยุโรปในปี 2569

5. ราคาทองคำและเงินทั่วโลกที่ผันผวนสูง อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทยผู้บริโภคชะลอการซื้อหรือเลือกซื้อเครื่องประดับที่ราคาถูกลงเพื่อทดแทน ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยมายังอิตาลี เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอันดับ 1 ของไทยมายังอิตาลี

6. อิตาลีอาจมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศในภมิภาคเอเชีย ที่นอกเหนือจากไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ญี่ปุ่น ซึ่งมีความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปแล้ว ในขณะที่ อินเดีย เกาหลีใต้ ซาอุดิอาระเบีย คาซัคสถาน กาตาร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน และบังกลาเทศ ก็เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของอิตาลีในภูมิภาคเอเชีย ที่อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแชร์สัดส่วนมูลค่าการค้ามากขึ้น และอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยมายังอิตาลี

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สคต. ณ เมืองมิลาน

1. ปี 2569 สถานการณ์เศรษฐกิจของอิตาลีมีแนวโน้มขยายตัว ดังนั้น หนึ่งในแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับไทยในตลาดอิตาลี คือ การที่รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 เพื่อเสริมศักยภาพการค้า การส่งออก และดึงดูดการลงทุนในไทย โดยหาก FTA ไทย-EU บรรลุตามเป้าหมาย จะช่วยขยายตลาดให้กับสินค้าไทยในอิตาลี/ยุโรปเพิ่มขึ้น  ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในเวทีโลก ยิ่งไปกว่านั้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสคต. ณ เมืองมิลาน เร่งเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในอิตาลีเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสการส่งออก ผ่านกิจกรรม/โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ SMEs Pro-active Program ที่ช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ในการเข้าร่วมการแสดงสินค้าที่สำคัญในอิตาลี เช่น งานแสดงสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี Vicenzaoro งานแสดงสินค้ารองเท้าและกระเป๋า Expo Riva Schuh & Gardabags งานแสดงสินค้ากระเป๋าเครื่องหนัง Mipel งานแสดงเครื่องสำอางและความงาม Cosmoprof เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ Salone del Mobile 2026 การจัดนิทรรศการแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทยในเทศกาล Milan Design Week 2026 และการผลักดันตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทยในอิตาลี

2. กฎหมายข้อบังคับของสหภาพยุโรปในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ มีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการยกมาตรฐาน และคำนึงถึงผู้บริโภคในสหภาพยุโรปเป็นสำคัญ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญต่อกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการวางแผนให้การส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลีไม่เกิดการชะงัก หรือถูกระงับการนำเข้า

3. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 256ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับเพิ่มภาษีศุลกากรทั่วโลกใหม่ในอัตรา 15% จาก 10% ที่ได้มีการประกาศบังคับใช้ไว้ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ทั่วโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอัตราภาษี 15% จะมีผลบังคับใช้ตังแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยอัตราภาษีใหม่จะมีระยะเวลาจำกัด 150 วัน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรจับตาท่าทีของสหภาพยุโรปอย่างใกล้ชิด และเตรียมปรับตัวให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภาคการส่งออกและนำเข้าในอนาคต 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่มา: 1.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือกับกรมศุลกากร

2.สำนักงานที่ปรึกษาวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่รางประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

3. สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (ISTAT)

4รูปภาพประกอบข่าว Photo by Wolfgang Weiser on Unsplash

ข่าวเด่นประจำเดือนกุมภาพันธ์ 69 ข่าวที่ 1 .pdf
Share :
Instagram