หน้าหลัก
/
หน้าหลักสถานการณ์การค้าในต่างประเทศ
/
ประเด็นร้อน/เจาะลึกตลาดโลก
ยุโรป (Europe)
•
อื่นๆ (Others)
ประเด็นร้อน (Hot Topics)
โดย
Suparat
•
ลงเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2569 22:29
สคต. ณ เมืองมิลาน (อิตาลี) (TTC, Milan (Italy))
2
เป็นที่ทราบกันดีว่าอิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จากการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(IMF-International Monetary Fund)
คาดการณ์ว่า ปี 2569 อิตาลีจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ตามลำดับ)
และเป็นอันดับที่ 3 ของสหภาพยุโรป (รองจากเยอรมนี และฝรั่งเศส)
โดยวัดจาก
ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ
(GDP-Gross Domestic Product Growth)
ที่มีมูลค่าอยู่ที่
2.7
ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(GDP growth)
อยู่ที่ 0.8
%
และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว
(GDP per capita)
อยู่ที่ 45,883 เหรียญสหรัฐฯ โดยโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่อาศัยภาคการบริการและภาคการผลิต แบ่งเป็น 1) ภาคการบริการ คิดเป็นสัดส่วน 3 ใน 4 ของ
GDP
ของประเทศ 2) ภาคเกษตรกรรม อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิต/ผู้ส่งออกหลักทางการเกษตรของยุโรป โดยเฉพาะสินค้าข้าว ผัก ผลไม้ และไวน์ และ 3) ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี อาทิ แคว้น
Piemonte
แคว้น
Lombardia
และแคว้น
Veneto
ถึงแม้อิตาลีจะเป็นประเทศที่มีธุรกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลาง (
SMEs)
จำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วน 95
%
ของธุรกิจทั้งหมดในอิตาลี แต่อิตาลียังคงถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจและการค้าของโลก
ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการค้ากับอิตาลีมาอย่างยาวนาน โดยอิตาลีถือเป็นตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าที่สำคัญของไทย โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อิตาลีถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย
(
อยู่อันดับระหว่าง 25-28
)
ในขณะที่ อิตาลีถือเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของไทย
(
อยู่อันดับระหว่าง 22-25) โดยแนวโน้มการส่งออกสินค้าของไทยมายังอิตาลีขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในปี 2563 โดยตลอดระยะเวลา 5 ปี (ปี 2564-2568) การส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลีขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.08
%
มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 334.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยปี 2564 ไทยส่งออกสินค้ามายังอิตาลีมีมูลค่า 1,850.62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(+29.63%)
ปี 2565 มีมูลค่า 2,047.58 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(+
10
.6
4
%)
ปี 2566 มีมูลค่า 2,098.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(+2.
47
%)
ปี 2567 มีมูลค่า 2,156.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(+2.
77
%)
และปี 2568 มีมูลค่า 2,185.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(+
1
.
34
%)
ปี 2568 สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยมายังอิตาลี 5 อันดับแรก ได้แก่
อันดับ 1
อัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 298.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(+
7
.
27
%)
คิดเป็นสัดส่วน
13.64%
ของสินค้าที่ไทยส่งมายังอิตาลีทั้งหมด
อันดับ 2
เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มีมูลค่า 287.90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(+
7.09
%)
คิดเป็นสัดส่วน
13.
17
%
อันดับ 3
อาหารสัตว์เลี้ยง มีมูลค่า 175.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(+
5
.9
8
%)
คิดเป็นสัดส่วน 8.02
%
อันดับ 4
รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่า 169.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(
-27.98
%)
คิดเป็นสัดส่วน 7.77
%
อันดับ 5
ผลิตภัณฑ์ยาง มีมูลค่า 128.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
(+
15
.
76
%)
คิดเป็นสัดส่วน 5.90
%
โดยพบว่าสินค้าส่งออกของไทย 5 อันดับแรก มีสัดส่วน
การส่งออกมายังอิตาลี คิดเป็นสัดส่วมรวม
48.50%
โดยในปี
2569
การส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลีอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกทั้งในด้านมูลค่าและปริมาณ ซึ่งอันมีผลมาจากปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลก สถานการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งของประเทศตะวันออกกลาง นโยบายทางเศรษฐกิจของทรัปม์ กฎระเบียบข้อบังคับการนำเข้าสินค้าของสหภาพยุโรป และการเจรจาข้อตกลงระหว่างอียู
-
ไทย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้อาจสร้างโอกาสทางการค้าในการขยายการส่งออกสินค้าไทย หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายการส่งออกของไทยมายังอิตาลีในปี
2569
โอกาสของการขยายการส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลี
1.
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(GDP)
ขยายตัวขึ้น
จากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศว่า ปี
2569
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(GDP)
ขยายตัวเพิ่มขึ้น
0.8%
ซึ่งจะส่งผลให้การค้าและการบริโภคสินค้าของครอบครัวในอิตาลีมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้อิตาลีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี
(ISTAT)
คาดการณ์ว่า
เดือนมกราคม 2569 อัตราเงินเฟ้อ
ใน
อิตาลี
จะ
อยู่ที่ +0.4% เทียบกับเดือนธันวาคม 2568 ในขณะที่ เทียบกับเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่
+
1.0% (เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่
+
1.2%) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อ
ในอิตาลี
มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ผู้บริโภคในอิตาลีมีอำนาจในการ
จับจ่ายซื้อ
สินค้า
และบริการ
เพิ่ม
มาก
ขึ้น
2
.
การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (
FTA)
ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (
EU)
รอบที่
8
เมื่อวันที่
2-6
กุมภาพันธ์
2569
ที่ผ่านมา สามารถสรุปเพิ่มขึ้นสามบท ได้แก่
1)
มาตรการเยียวยาทางการค้า ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้มาตรการเพื่อลดผลกระทบหากมีการทะลักของสินค้านำเข้าจากการลด/ยกเลิกภาษี
2)
ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่างๆ ภายใต้
FTA
เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง เป็นต้น และ
3)
หลักการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ซึ่งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ด้านการค้าสินค้าระหว่างประเทศคู่ภาคี เพิ่มเติมจากข้อบท 8 บท ในการเจรจาครั้งที่ 7 คือ ข้อบทการเคลื่อนย้ายเงินทุน และบริการทางการเงินภายใต้ข้อบทการค้าและการลงทุน การเจรจามีความคืบหน้าที่ดีในเนื้อหาเกี่ยวกับการค้าสินค้า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ วิสาหกิจ การแข่งขัน และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงภาคผนวกเกี่ยวกับยานยนต์ภายใต้ข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า นอกจากนี้ การเจรจามีความก้าวหน้าในการรวบรวมเนื้อหาในสาขาใหม่ๆ สำหรับไทย เช่น การอุดหนุนพลังงาน และวัตถุดิบ รวมทั้งมีการหารืออย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับการเปิดเสรีทางภาษีศุลกากร ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าจะ "ปิดดีล" ทั้งหมดให้ได้ภายในสิ้นปี
2569
เพราะจะเป็นประเทศที่ 4 ในอาเซียน (รองจากสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ที่สหภาพ
ยุโรป
มีความตกลงการค้าเสรีร่วมด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายทั้งในเชิงเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยื
น โดย
การเจรจารอบที่
9
มีกำหนด
จะ
จัดขึ้นในเดือนมิถุนายน
2569
ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งจะเน้นในเรื่องการเปิดตลาดสินค้า การบริการ และการลงทุน
3.
สถานการณ์การส่งออกสินค้าไทยในตลาดอิตาลี
ในปี
2568
ขยายตัว
1.34%
เมื่อเทียบกับปี
2567
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ปลาหมึก มีชีวิต สด แช่เย็น แช่แข็ง สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ยางพารา โดยปี
2569
สินค้าดังกล่าวอาจมีโอกาสในการชยายการส่งออกมาอิตาลีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
4.
สถานการณ์การนำเข้าสินค้าไทยของอิตาลี
ปี 2568 อิตาลีนำเข้าสินค้าจากไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.29
%
โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของอิตาลีอันดับ 45 ดังนั้น ปี 2569 สถานการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศของอิตาลี-ไทย อาจมีแนวโน้มด้านการค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น
ทั้งในด้านมูลค่าและด้านปริมาณ
5.
อิตาลีเป็นหนึ่งใน
Hub
ของงานแสดงสินค้าสำคัญในยุโรป
โดยปี 2569 กรมส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในอิตาลีผ่านโครงการ
SMEs Pro-active
ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ได้แก่ งานแสดงสินค้ารองเท้า (
Expo Riva Schuh)
งานแสดงสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี (
Vicenzaoro)
งานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (
Mipel)
งานแสดงสินค้าเครื่องสำอาง (
Cosmoprof)
รวมถึงมีกิจกรรม/โครงการที่เตรียมดำเนินการในปี 2569 ได้แก่ 1) การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์
Salone del Mobile
2026 2) การจัดนิทรรศการแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทยในเทศกาล
Milan Design Week
2026 3) โครงการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทย
ตราสัญลักษณ์
Thai SELECT
และร้านอาหาร
Thai SELECT
ในอิตาลี 4) โครงการส่งเสริมการขายสินค้าอาหารไทยในเอเชียซูเปอร์มาร์เก็ต (
In-Store Promotion)
และ 5) โครงการประชาสัมพันธ์งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (
Bangkok Gems and Jewelry Fair)
ครั้งที่ 73 และ 74 ซึ่งสร้างโอกาสในการขยายมูลค่าการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของไทยมายังอิตาลีเพิ่มขึ้น
รวมถึงเป็นการสร้างการรับรู้และสร้างการจดจำให้แก่สินค้าไทยแก่ผู้บริโภคในอิตาลีอย่างต่อเนื่อง
อุปสรรคในการส่งออก/ขยายการส่งออกมายังอิตาลี
1.
กฎระเบียบด้านการให้ข้อมูลอาหารแก่ผู้บริโภค
อิตาลีถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับข้อมูล แหล่งที่มาของสินค้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่สหภาพยุโรปจะใช้ประเด็นด้านสุขภาพของผู้บริโภค สวัสดิภาพสัตว์ และความยั่งยืนมาเป็นมาตรการและเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศที่สาม ดังนั้น อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องได้รับการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และสินค้าอาจมีราคาสูงขึ้น รวมถึงการที่สหภาพยุโรปมีการปรับเพิ่มมาตรฐานของการนำเข้าสินค้าเกษตรอาหารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยไม่สามารถปรับกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าวได้ทัน ซึ่งส่งผลให้เสียโอกาสในการแข่งขันด้านการค้า
2.
มาตรการฉลากอาหารยั่งยืน
ในอนาคตคาดว่าผู้จำหน่ายสินค้าในสหภาพยุโรป
/
อิตาลี มีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานเอกชนต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานและนโยบายของสหภาพยุโรป อาทิ แผนการปฏิรูปสีเขียว (
European Green Deal
) ยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพ ยุทธศาสตร์
Farm to Fork
และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นการกีกันทางด้านการค้าต่อสินค้าของประเทศที่สาม โดยพบว่าผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ที่ต้องการส่งออกสินค้ายั่งยืนมายังอิตาลียังไม่มีตรา
/
ฉลากรับรองอาหารยั่งยืน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเสียโอกาสในการส่งออกสินค้าดังกล่าว เนื่องจากการบริโภคสินค้าอาหารแบบยั่งยืนในอิตาลีมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันมีปัจจัยมาจากการที่ผู้บริโภคในอิตาลีส่วนใหญ่หันมาให้ความใส่ใจต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น
3.
มาตรการทางการค้าของสหภาพยุโรป
มาตรการของสหภาพยุโรปที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับแนวทางส่งเสริมการผลิตภายในสหภาพยุโรป (
Made in EU
)
ตลอดจนการดำเนินมาตรการที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อาทิ การใช้แนวทาง
Mirror clause
และการเพิ่มความถี่/ความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารที่มาจากไทย ซึ่งส่งผลต่อเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาดและภาระการปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ส่งออก
4.
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และในตะวันออกกลาง
ยังคงไม่มีทีท่าที่จะสงบลงของความขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีความระมัดระวังในการจับจ่ายซื้อสินค้า ลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งดังกล่าวยังคงทวีความรุนแรงในวงกว้าง อาจจะส่งผลต่อกระทบต่อการเศรษฐกิจอิตาลีและยุโรปในปี 2569
5
.
ราคาทองคำและเงินทั่วโลกที่ผันผวนสูง
อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทยผู้บริโภคชะลอการซื้อหรือเลือกซื้อเครื่องประดับที่ราคาถูกลงเพื่อทดแทน ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยมายังอิตาลี เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอันดับ 1 ของไทยมายังอิตาลี
6
.
อิตาลีอาจมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศในภ
ู
มิภาคเอเชีย ที่นอกเหนือจากไทยมากขึ้น
โดยเฉพาะเวียดนาม ญี่ปุ่น ซึ่งมีความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปแล้ว ในขณะที่ อินเดีย เกาหลีใต้ ซาอุดิอาระเบีย คาซัคสถาน กาตาร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน และบังกลาเทศ ก็เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของอิตาลีในภูมิภาคเอเชีย ที่อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแชร์สัดส่วนมูลค่าการค้ามากขึ้น และอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยมายังอิตาลี
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สคต
.
ณ เมืองมิลาน
1.
ปี
2569
สถานการณ์เศรษฐกิจของอิตาลีมีแนวโน้มขยายตัว ดังนั้น หนึ่งในแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับไทยในตลาดอิตาลี คือ การที่รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (
FTA)
กับสหภาพยุโรป (
EU)
ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 256
9
เพื่อเสริมศักยภาพการค้า การส่งออก และดึงดูดการลงทุนในไทย โดยหาก
FTA
ไทย-
EU
บรรลุตามเป้าหมาย จะช่วยขยายตลาดให้กับสินค้าไทยในอิตาลี
/
ยุโรปเพิ่มขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในเวทีโลก ยิ่งไปกว่านั้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสคต. ณ เมืองมิลาน เร่งเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในอิตาลีเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสการส่งออก ผ่านกิจกรรม
/
โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ
SMEs Pro-active Program
ที่ช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ในการเข้าร่วมการแสดงสินค้าที่สำคัญในอิตาลี เช่น งานแสดงสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี
Vicenzaoro
งานแสดงสินค้ารองเท้าและกระเป๋า
Expo Riva Schuh & Gardabags
งานแสดงสินค้ากระเป๋าเครื่องหนัง
Mipel
งานแสดงเครื่องสำอางและความงาม
Cosmoprof
เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมี
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์
Salone del Mobile
2026 การจัดนิทรรศการแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทยในเทศกาล
Milan Design Week
2026
และการผลักดันตราสัญลักษณ์
Thai SELECT
เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทยในอิตาลี
2.
กฎหมายข้อบังคับของสหภาพยุโรปในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ มีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการยกมาตรฐาน และคำนึงถึงผู้บริโภคในสหภาพยุโรปเป็นสำคัญ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญต่อกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการวางแผนให้การส่งออกสินค้าไทยมายังอิตาลีไม่เกิดการชะงัก หรือถูกระงับการนำเข้า
3.
เมื่อวันที่ 2
1
กุมภาพันธ์ 256
9
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับเพิ่มภาษีศุลกากรทั่วโลกใหม่ในอัตรา
15%
จาก
10
% ที่ได้มีการประกาศบังคับใช้ไว้ในวันที่
20
กุมภาพันธ์
2569
หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ทั่วโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอัตราภาษี
15%
จะมีผลบังคับใช้ตังแต่วันที่
24
กุมภาพันธ์
2569
เป็นต้นไป โดยอัตราภาษีใหม่จะมีระยะเวลาจำกัด
150
วัน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรจับตาท่าทีของสหภาพยุโรปอย่างใกล้ชิด และเตรียมปรับตัวให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภาคการส่งออกและนำเข้าในอนาคต
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา
:
1.
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือกับกรมศุลกากร
2.
สำนักงานที่ปรึกษาวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่รางประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
3.
สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี
(ISTAT
)
4
.
รูปภาพประกอบข่าว
Photo by
Wolfgang Weiser
on
Unsplash
ข่าวเด่นประจำเดือนกุมภาพันธ์ 69 ข่าวที่ 1 .pdf
ดาวน์โหลด
Share :