
เดนมาร์กอาจมี 7-Eleven เพียง 177 สาขาทั่วประเทศ แต่กลับสร้างสถิติระดับโลกได้อย่างน่าทึ่ง โดยแหล่งข่าวจาก RetailNews ระบุว่า ร้าน 7-Eleven สาขาที่สถานีรถไฟกลางกรุงโคเปนเฮเกน (Københavns Hovedbanegård/Central Station) กลายเป็นสาขาที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก แซงหน้าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างไทย และญี่ปุ่นที่มีสาขามากกว่า 10,000 แห่ง อีกทั้งยังมีสาขาอีกสองแห่งในกรุงโคเปนเฮเกนที่ครองตำแหน่งอันดับ 2 และ 3 ของโลก ทำให้เดนมาร์กถือครองทั้งสามอันดับยอดขายสูงสุดของเครือข่าย 7-Eleven ทั่วโลก
ความสำเร็จนี้เกิดจากการผสมผสานของ “ทำเล – สินค้า – และคน” โดยเฉพาะทำเลที่ตั้งของร้านในพื้นที่ที่มีการสัญจรหนาแน่น เช่น สถานีรถไฟ และสนามบิน ซึ่งมีผู้คนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ นักศึกษา นักท่องเที่ยว ไปจนถึงผู้โดยสารที่เดินทางต่อเนื่อง ทำให้ร้านมียอดลูกค้าระหว่าง 4,000–6,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ช่วยเสริม เช่น การปรับตัวตามเทรนด์อาหาร และเครื่องดื่มอย่างรวดเร็ว โดยนำแรงบันดาลใจจากตลาดเอเชีย เช่น ไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มาปรับใช้ รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูสุขภาพ เช่น สลัด แรป และสมูทตี้ ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น
อีกหนึ่งจุดแข็งของ 7-Eleven เดนมาร์กคือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันสะสมแต้มและมอบสิทธิพิเศษเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ แบรนด์ยังคงรักษาภาพลักษณ์ความเรียบง่าย และความน่าเชื่อถือ ไม่เน้นการโปรโมตความเป็น “อันดับหนึ่งของโลก” แต่เน้นตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก
ในตลาดเดนมาร์ก 7-Eleven ต้องแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านเบเกอรี่ ที่ขยายตลาด “อาหารพร้อมทาน” อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความแข็งแกร่งด้านแบรนด์ ทำเล และการบริการที่รวดเร็ว 7-Eleven จึงยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของผู้คนที่ต้องการความสะดวกในชีวิตประจำวัน ผลประกอบการของ Reitan Convenience Denmark ผู้บริหารแฟรนไชส์ 7-Eleven ในประเทศ ระบุว่าในปี 2566 บริษัทมีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 282 ล้านโครนเดนมาร์ก (ประมาณ 1,441 ล้านบาท) ก่อนจะลดลงเหลือ 14.7 ล้านโครนในปี 2567 (ประมาณ 75 ล้านบาท)
เรื่องราวของ 7-Eleven เดนมาร์กอาจเป็นภาพสะท้อนของความสำเร็จจากขนาดเล็กแต่ทรงพลัง ที่ใช้ความเข้าใจในผู้บริโภค ความคล่องตัว และนวัตกรรม มาผสมผสานจนกลายเป็น “ร้านสะดวกซื้อที่ขายดีที่สุดในโลก” อยู่ ณ ใจกลางกรุงโคเปนเฮเกน
บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต.ณ กรุงโคเปนเฮเกน:
การที่สาขา 7-Eleven ในกรุงโคเปนเฮเกนกลายเป็นหนึ่งในร้านที่มียอดขายสูงสุดในเครือของโลก สะท้อนว่าตลาดเดนมาร์ก และโดยเฉพาะช่องทางร้านสะดวกซื้อที่บริหารโดย Reitan Convenience Denmark มีพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชอบสะดวกซื้อ/ซื้อทันที (on-the-go) และเปิดรับสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความสะดวก ทั้งรสชาติที่คุ้นเคย และรสชาติใหม่ๆ ที่แตกต่างได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการผลักดันสินค้า จากไทย ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่ม และของขบเคี้ยวที่ปรับรูปแบบให้เหมาะกับการบริโภคระหว่างการเดินทาง หรือช่วงพักเบรคของคนเมือง ทั้งนี้ โอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทย เช่น
ตำแหน่งสินค้าที่ตอบเทรนด์ “ฟู้ดเวนียนซ์” (foodvenience) — สินค้าที่เน้นคุณภาพ รสชาติชัดเจน ขนาดพกพา และตัวเลือกสุภาพ/สุขภาพ จะมีความได้เปรียบ (เช่น ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปอุ่นไมโครเวฟพร้อมรับประทาน ข้าวเหนียวมะม่วงอุ่นไมโครเวฟพร้อมรับประทาน แรปแกงเขียวหวานไก่ หรือเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว/ชาไทย/ชานมพร้อมดื่ม)
ช่องทางทดลอง (pilot/Innovation Corner) — บริษัท Reitan มีแนวปฏิบัติและช่องทางทดลองสินค้าใหม่ในร้านหลายแห่ง และยังมีโครงการที่เปิดโอกาสให้บริษัทขนาดเล็กเข้าร่วม ดังนั้นการเสนอสินค้าแบบทดลองล็อตเล็กผ่านโปรแกรม หรือพื้นที่นวัตกรรมอาจช่วยลดความเสี่ยงและทดสอบผลการยอมรับจากตลาด
ใช้ดิจิทัลและโปรโมชั่นร่วมกับแอป — การเข้าร่วมกิจกรรมทางการตลาดในแอปสะสมแต้ม หรือคูปองกับบริษัท Reitan อาจช่วยเร่งการทดลองซื้อซ้ำโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน หรือคนรุ่นใหม่ที่ใช้งานแอปบ่อย
ข้อแนะนำอื่นๆ
การปรับบรรจุภัณฑ์เป็นขนาด single-serve/ready-to-eat พร้อมฉลากภาษาอังกฤษ-ภาษาท้องถิ่นเดนิช และข้อมูลโภชนาการตามมาตรฐานสหภาพยุโรป/เดนมาร์ก เพื่อผ่านกฎระเบียบการนำเข้าและสร้างความเชื่อมั่น
เสนอปรับทางเลือกกลุ่มสินค้าที่เป็น local-friendly (เช่น ลดความหวาน/ปรับเครื่องเทศ) ควบคู่กับกลุ่มสินค้าแบบดั้งเดิม (original) ให้เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าทั้งสองกลุ่ม