
ที่มา : สำนักข่าว malaymail
นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้ง
ในตะวันออกกลางที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตและขนส่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากการปรับตัวสูงขึ้นของค่าระวางขนส่งสินค้า (freight) ค่าประกันการขนส่ง (insurance) โดยค่าประกันเพิ่มขึ้นสูงถึงกว่าเท่าตัว ส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าและโภคภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าที่ต้องใช้วัตถุดิบจากน้ำมันมีราคาสูงขึ้น แม้ว่าสินค้าบางส่วนจะมีสต็อกที่ได้จัดซื้อไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งแต่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ก็ส่งผลต่อราคาของสินค้าในภาพรวมด้วย
ทั้งนี้ มาเลเซียเชื่อมั่นว่า จะสามารถรักษาความต่อเนื่องของการขนส่งพลังงานได้ เนื่องจาก
มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี ทำให้การดำเนินงานของบริษัทพลังงานแห่งชาติสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นแม้จะมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอื่น ๆ โดยเศรษฐกิจมาเลเซียยังคงมีเสถียรภาพ และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังไม่พบปัญหาการขาดแคลนพลังงานหรือวิกฤต
ด้านเชื้อเพลิงภายในประเทศ
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบในระยะยาวต่อต้นทุน
ด้านพลังงานและโลจิสติกส์ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 – 5 ปี ในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของระบบพลังงานโลก ซึ่งมาเลเซียจะเตรียมการรับมือกับผลกระทบดังกล่าวให้เป็นไปอย่าง
มีประสิทธิภาพ โดยจะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้ในระดับที่น่าพอใจ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะยาวก็ตาม
บทวิเคราะห์ผลกระทบ
1. ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น: แม้มาเลเซียจะมีทรัพยากรพลังงาน แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
และก๊าซบางประเภทบางส่วน ดังนั้น การปรับตัวสูงขึ้นของค่าระวางขนส่งสินค้า และค่าประกันการขนส่ง
จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งฯ จึงส่งผลให้ราคานำเข้าที่แท้จริง (landed cost) เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. แนวโน้มด้านความมั่นคงทางพลังงาน: ประเทศต่างๆ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวมากขึ้น โดยมีการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพลังงาน เช่น การสรรหาแหล่งนำเข้าใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง การสร้างคลังสำรองด้านพลังงาน และการลงทุน
ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
3. การปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าโลก: รูปแบบการค้าโลกมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่การพึ่งพากันภายในภูมิภาคมากขึ้น (regionalization) โดยประเทศต่างๆ จะลดการพึ่งพาเส้นทางการค้าระยะไกล และหันมาสร้างเครือข่ายการค้าภายในภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงการค้ากับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่มั่นคง
4. การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ: ภาคธุรกิจอาจต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น เช่น การกระจายแหล่งผลิต การเพิ่มคลังสินค้า และการใช้เทคโนโลยี
ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
ความเห็น สคต.
สคต. กัวลาลัมเปอร์ เห็นว่า สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของปัจจัย
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน โดยประเทศไทยซึ่งมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง เมื่อค่าขนส่งและค่าประกันเพิ่มขึ้น
ย่อมส่งผลให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ
ของประชาชน และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งวางกลยุทธ์และปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง
ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การกระจายแหล่งนำเข้า การเลือกใช้เส้นทางขนส่งที่เหมาะสม และการวางแผนต้นทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการแสวงหาพันธมิตรทางการค้า โดยมาเลเซียยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ขยายการส่งออก รวมถึงเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ ในระยะยาวผู้ประกอบการอาจพิจารณาเร่งปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมทั้งพิจารณาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนและลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์