fb
รายการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงที่กองทัพเยอรมันต้องการ
โดย
Thanit
ลงเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2568 14:16
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
35

ปัจจุบันกองทัพเยอรมนีกำลังเร่งเดินหน้าพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ โดยคาดว่า จะมีโครงการสำคัญกว่า 50 โครงการ ที่จะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการงบประมาณของรัฐสภาในช่วงก่อนวันคริสต์มาสนี้ นอกจากรถบรรทุก อุปกรณ์พรางตัว และครัวสนามเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นโครงการเล็ก ๆ แล้ว รายการสั่งซื้อของกองทัพเยอรมันเน้นไปยังโครงการขนาดใหญ่ ๆ เป็นหลัก ซึ่งโครงการเหล่านี้ได้รวมถึงการจัดซื้อ (1) รถสายพานหุ้มเกราะ (IFV - infantry fighting vehicle) รุ่น Puma เพิ่มเติม (2) ระบบการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defence) รุ่น Iris-T (3) เรดาร์รุ่นใหม่ และ (4) กองเรือฟริเกต (Frigate) ใหม่สำหรับกองทัพเรือ โดยเป้าหมายของนาย Boris Pistorius รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือ ภายในปี 2029 เยอรมนีจะต้องมีความสามารถที่จะต่อสู้รัสเซียได้ หากเกิดความขัดแย้งขึ้น อย่างไรก็ตาม คำสั่งซื้อล๊อตใหญ่จะไม่พร้อมใช้งานได้ก่อนช่วงทศวรรษ 2030 เนื่องจากการสร้างเรือรบและยานเกราะต้องใช้นาน ในวงการทหารเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “การเพิ่มกำลังพลอย่างทวีคูณ (Force Multiplication)” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กองทัพเยอรมัน ซึ่งในปัจจุบันมีกำลังพลน้อยและยุทโธปกรณ์จำกัด พร้อมรบให้เร็วที่สุด ซึ่งระบบอัตโนมัติต่าง ๆ เช่น โดรน ซึ่งจัดหาได้เร็วกว่า และใช้กำลังพลน้อยกว่า จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยทำให้กองทัพฯ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเร็วที่สุด อีกส่วนหนึ่งของการจัดซื้อดังกล่าวยังมุ่งเน้นไปที่การขยายขีดความสามารถของกองทัพฯ ในการ (5) รวบรวมข้อมูลให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และ (6) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสกัดกั้นศัตรูที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเตรียมการโจมตี อีกทั้งกองทัพกำลัง (7) พัฒนาความสามารถในการโจมตีเป้าหมายที่อยู่หลังแนวข้าศึก เท่าที่จะโจมตีได้ โดยในการจัดซื้อ - จัดจ้างใหม่ทั้งหมดนี้กองทัพเยอรมันยังใช้ข้อสรุปที่เกิดจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากระบบป้องกันยูเครนมาเป็นต้นแบบ และใช้ประโยชน์จากตลาดสินค้าอุปกรณ์ป้องกันประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ในการจัดซื้อ - จัดจ้างใหม่ก็มีความต่างจากในอดีต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทเทคโนโลยีน้องใหม่สามารถก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา และจัดซื้อ - จัดจ้างได้เช่นกัน โดยสำนักข่าว Handelsblatt ได้รวบรวมโครงการที่สำคัญ ๆ ของกองทัพบางส่วนมาสรุปไว้ ดังนี้

  1. โครงการอาวุธลอยลำ (Loitering Weapon)สร้างกำแพงโดรนในฝั่งตะวันออกของ NATO

ในอดีตกองทัพเยอรมันพยายามหลีกเลี่ยงการใช้โดรนติดอาวุธมาเป็นเวลานาน แต่ตอนนี้กองทัพฯ ได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดและเร่งใช้โดรนติดอาวุธให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียสามารถโจมตีประเทศในกลุ่มรัฐบอลติก อาทิ เอสโตเนีย ลัตเวีย และ ลิทัวเนีย ได้ เยอรมนีจึงวางแผนสร้าง “กำแพงโดรน” ร่วมกับประเทศพันธมิตรนาโตฝั่งตะวันออก โดยเร่งนำ “อาวุธลอยลำ” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โดรนพลีชีพ” มาใช้งาน สำหรับ โดรนเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใช้สำหรับพุ่งชนกองกำลังฝ่ายตรงข้ามเมื่อทำสงคราม ถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่กองทัพเยอรมันได้ทดสอบใช้งานโดรนรุ่นต่าง ๆ ที่ศูนย์ฝึกของกองทัพในเมือง Munster อย่างโดรนจากบริษัท Rheinmetall รวมถึงบริษัท Helsing และ Stark ซึ่งทั้งคู่เป็นบริษัทสตาร์ทอัพ เนื่องจากแนวคิดในการใช้งานโดรนของทั้ง 3 บริษัท มีความแตกต่างกัน และอยู่ในช่วงการพัฒนา อีกทั้งกองทัพเยอรมันไม่ต้องการที่จะตกอยู่ในภาวะพึ่งพาผู้ผลิตรายใดรายเดียว จึงได้ลงนามข้อตกลงเบื้องต้นกับผู้ผลิตทั้ง 3 ราย เพื่อที่จะสามารถเริ่มตรวจสอบ และทดสอบผลิตภัณฑ์ได้เลย นิตยสาร Financial Times รายงานว่า เป็นไปได้ที่กองทัพเยอรมันสามารถจัดหาโดรนพลีชีพได้มากถึง 12,000 ลำ เลยทีเดียว

  1. โครงการ Pegasus – เครื่องดูดข้อมูล

ตอนที่เริ่มสงครามในยูเครน ตอนนั้นกองทัพเยอรมันยังไม่ทันได้ตั้งตัว และแทบจะไม่รู้ถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เหตุผลหนึ่งก็คือ มีเพียงกองทัพสหรัฐฯ เท่านั้นที่สามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ดังกล่าว ผ่านระบบข่าวกรองทางสัญญาณได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น กองทัพเยอรมันจึงเร่งจัดหาเครื่องบิน 3 ลำ ที่ติดตั้งเทคโนโลยีลาดตระเวน “Pegasus” ขึ้น โดยเครื่องบินเหล่านี้ ผลิตโดยบริษัท Bombardier จากแคนาดา และจะติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากบริษัท Hensoldt ผู้เชี่ยวชาญด้านเซ็นเซอร์จากเยอรมนี โดยเสาอากาศมากกว่าสิบเสาบนเครื่องบินสามารถดักฟังสัญญาณวิทยุ และสามารถรับสัญญาณเรดาร์ตั้งแต่ “เหนือทะเลบอลติกยาวไปถึงกรุงมอสโก” เลยทีเดียว โดยในยามสงบเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้กองทัพฯ ทราบถึงการเคลื่อนพล และการเตรียมปฏิบัติการของข้าศึกอย่างเร็วที่สุด ในภาวะสงครามกองทัพเยอรมันจะสามารถระบุตำแหน่งของเรดาร์ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ศูนย์บัญชาการของรัสเซียได้อย่างแม่นยำ และเข้าโจมตีได้ทันที โดยภายในปี 2027 มีกำหนดเริ่มปฏิบัติการใช้งานระบบแรก นอกจากนี้ หากมีความต้องการเพิ่มเติม กองทัพฯ สามารถสั่งเครื่องบินอีก 3 – 6 ลำ ได้อีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะทำให้เยอรมนีสามารถลดการพึ่งพาข้อมูลข่าวกรองจากอเมริกาลงได้มากเมื่อเที่ยบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

  1. โครงการ “Uranos AI” – กองพลรถถังอัจฉริยะ

คาดว่า ก่อนช่วงเทศการคริสต์มาสเพียงไม่นาน มีความเป็นไปได้ที่คณะกรรมการงบประมาณจะอนุมัติเงินกว่า 172 ล้านยูโร สำหรับโครงการ “Uranos AI” โดยเบื้องหลังของโครงการนี้ คือ เป็นโครงการดิจิทัลที่กองทัพเยอรมันตั้งใจจะนำมาปรับกองพลยานเกราะที่ 45 (Panzerbrigade 45) เข้าสู่ระบบดิจิทัล กองพลฯ ซึ่งประกอบด้วยทหารชาย และหญิงประมาณ 5,000 นาย ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อประจำการในประเทศลิทัวเนีย พวกเขาจึงได้รับอุปกรณ์ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากกองพลฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ชัดเจนไม่ได้ซ่อนตัว นอกจากนี้เช่นเดียวกับ Pegasus จุดประสงค์หลัก คือ การวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบเซ็นเซอร์ ซึ่งรวมถึงข้อมูลกล้อง และเรดาร์ รวมถึงสัญญาณวิทยุ ซึ่งจะถูกรวมเข้ากับภาพการรับรู้สถานการณ์แบบครอบคลุม เพื่อให้หน่วยกองทหารสามารถตรวจจับ และโจมตีโดรนของศัตรูได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะถูกนำมาใช้เพื่อกรองข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกจากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ไม่เกี่ยวข้อง มีรายงานว่า บริษัท Airbus, Hensoldt, Rheinmetall และ Arx Robotics มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการที่เป็นความลับส่วนใหญ่นี้ด้วย

  1. โครงการ “อาวุธเลเซอร์” ระบบป้องกันอากาศยานที่กระสุนไม่จำกัด

การป้องกันภัยทางอากาศที่เกิดจากโดรนด้วยเลเซอร์เป็นหนึ่งในแนวโน้มที่น่าสนใจที่สุดในด้านการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร กำลังทดสอบระบบการป้องกันภัยทางอากาศด้วยเลเซอร์จากผู้ผลิตหลายราย โดยต้นแบบเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกทดลองใช้กับกองทัพเรือ ที่โดยปกติแล้วเรือนั้นมีความจุกระสุนจำกัด และในทะเลหลวงไม่สามารถส่งกำลังบำรุงได้อย่างรวดเร็ว ระบบป้องกันภัยทางอากาศด้วยเลเซอร์จึงมีข้อได้เปรียบ คือ ใช้เพียงแหล่งจ่ายไฟ และในทางทฤษฎีแล้วมีกระสุนไม่จำกัด ตอนนี้กองทัพเยอรมันได้ทดสอบระบบการป้องกันภัยทางอากาศที่พัฒนาโดยบริษัท Rheinmetall และ MBDA บนกองเรือฟริเกต (frigate) 124 Sachsen เป็นระยะเวลาหนึ่งปี ซึ่งเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการทดสอบแล้ว จากนั้นสินค้าต้นแบบได้ถูกส่งมอบไปยังศูนย์ผู้เชียวชาญด้านเลเซอร์ (Laserkompetenzzentrum) ของสำนักงานเทคโนโลยี และการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหมแห่งชาติ (WTD 91 - Wehrtechnischen Dienststelle für Waffen und Munition) ในเมือง Meppen เพื่อทำการทดสอบเพิ่มเติม ซึ่งธุรกิจเลเซอร์นั้นกำลังดึงดูดบริษัทจำนวนมากให้เข้ามาร่วมลงทุน แม้แต่บริษัทที่เคยหลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมาก่อน ยกตัวอย่างเช่นบริษัท Trumpf ก็กำลังพัฒนาเลเซอร์สำหรับการป้องกันโดรนเช่นกัน โดยบริษัท Trumpf ซึ่งเป็นบริษัทที่บริหารแบบครอบครัวนี้ได้รับการสนับสนุนด้านดังกล่าวจากบริษัท Rohde & Schwarz อีกทอดหนึ่ง กองทัพเยอรมันวางแผนจัดหาระบบป้องกันโดรนทางทะเลด้วยเลเซอร์สำหรับในปีนี้ โดยมีวงเงินสูงถึง 503 ล้านยูโร

  1. โครงการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ – Taurus Neo และ Eurofighter EK

เรียกได้ว่าด้วยงบประมาณ 2.3 พันล้านยูโร Taurus Neo จึงเป็นหนึ่งในรายการจัดซื้อที่มีราคาสูงที่สุด ปัจจุบัน Taurus ถือเป็นอาวุธปล่อยครูซ (Cruise missile) ระยะไกลที่สำคัญที่สุดของกองทัพเยอรมัน Taurus สามารถเจาะทะลุกำแพงคอนกรีตหนาหลายเมตร โดย Taurus บินในระดับความสูงต่ำ (หลบเรดาร์) ได้เป็นระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตร ปัจจุบันบริษัท MBDA ผู้ผลิต Taurus กำลังเร่งบำรุงรักษาขีปนาวุธ 600 ลูก ที่มีอยู่ของกองทัพเยอรมันอย่างเร่งด่วน ในปี 2029 มีกำหนดส่งมอบขีปนาวุธ Taurus Neo ซึ่งเป็นอาวุธปล่อยครูซรุ่นใหม่ โดยคาดว่า การปรับปรุงครั้งนี้จะทำให้ Taurus มีระยะยิงได้ไกลกว่า 500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะยิงในปัจจุบัน นอกจากนี้การปรับปรุงระบบนำทางนี้จะยังช่วยให้ขีปนาวุธ Taurus ยังคงบินต่อไปได้ แม้ว่าระบบ GPS จะขัดข้อง หรือถูกรบกวนก็ตาม ปัจจุบันมีเพียงเครื่องบินขับไล่ทอร์นาโด (Tornado) รุ่นเก่าเท่านั้นที่สามารถติดตั้งขีปนาวุธ Taurus ได้ ในอนาคตวางแผนที่จะติดตั้งขีปนาวุธดังกล่าวกับเครื่องบินขับไล่ยูโรไฟเตอร์ (Eurofighter) แทน เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพิ่งมีการลงนามในสัญญาสำหรับจัดซื้อ - จัดจ้างเครื่องบินยูโรไฟเตอร์ใหม่อีก 20 ลำ โดยเครื่องบินยูโรไฟเตอร์ดังกล่าวจะได้รับการปรับปรุงทางเทคนิคอย่างครอบคลุม ซึ่งการปรับปรุงนี้ยังรวมถึงขีดความสามารถในการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) ด้วย และคาดว่า ภายในปี 2028 เครื่องบินยูโรไฟเตอร์จำนวน 15 ลำ จะสามารถตรวจจับเรดาร์ของศัตรู และโจมตีต่อสู้ด้วยขีปนาวุธได้

  1. โครงการโดรนทางทะเล ผู้พิทักษ์ทะเลบอลติก

ในความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซียบทบาทความสำคัญของโดรนได้รับการพิสูจน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การใช้โดรนทำให้ประเทศที่ถูกโจมตีประสบความสำเร็จในการทำลายทัพเรือทะเลดำ (Chernomorsky Flot) ของกองทัพรัสเซียทั้งหมด โดรนทางทะเลซึ่งมีราคาถูกกว่ามากสามารถทำลายเรือรบรัสเซียราคาแพงไปจำนวนมาก นอกจากนี้ โดรนทางทะเลยังสามารถนำไปใช้ในการลาดตระเวนได้อีกด้วย อีกทั้งโครงการโดรนใต้น้ำ “uMAWS” จะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการงบประมาณพิจารณาในปลายปีนี้ โดยประเมินงบประมาณที่จำเป็นไว้สำหรับโครงการโดรนใต้น้ำ “uMAWS” ไว้ประมาณ 1.9 พันล้านยูโร

 

จาก Handelsblatt 24 พฤศจิกายน 2568

Share :
Instagram