
อินเดียมีแผนที่จะนำเข้าปุ๋ยยูเรียจำนวน 6.4 ล้านตัน และปุ๋ยชนิดอื่นเพิ่มเติมอีก 1.9 ล้านตัน สำหรับฤดูเพาะปลูกคาริฟ (kharif season) ระหว่างเดือนมิถุนายน–กันยายน แม้ว่าราคาปุ๋ยในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัว อันเป็นผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันตก ซึ่งส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 มีการแถลงข่าวร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยกระทรวงปุ๋ยของอินเดีย ได้ระบุว่า รัฐบาลจะยังคงตรึงราคาขายปลีกของปุ๋ยยูเรียและไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (DAP) ไว้ในระดับเดิม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกร พร้อมยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยมีเพียงพอต่อความต้องการในฤดูเพาะปลูกคาริฟ

แม้ว่าสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจะสร้างความกังวลต่อการนำเข้า แต่รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการจัดหาปุ๋ยล่วงหน้าผ่านการทำสัญญาระยะยาวและระบบประมูลระดับโลก (Global Tender) โดยล่าสุดสามารถจัดหาปุ๋ยยูเรียได้แล้วกว่า 4.7 ล้านตัน จากแผนการนำเข้าทั้งหมด 6.4 ล้านตัน ในขณะเดียวกัน กรมปุ๋ย (Department of Fertilizers) ได้เร่งแก้ไขปัญหาด้านการผลิตในประเทศที่เคยลดลงเหลือร้อยละ 60–65 ในช่วงเดือนมีนาคม เนื่องจากเหตุสุดวิสัยด้านการจัดส่งก๊าซธรรมชาติ (Force Majeure) โดยปัจจุบันสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซในการผลิตยูเรียได้สูงถึงร้อยละ 97 ส่งผลให้มีปริมาณการผลิตในประเทศหลังวิกฤตพุ่งสูงถึง 3.54 ล้านตัน ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงทางอาหารในช่วงรอยต่อของฤดูกาลได้อย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้อินเดียสามารถรับมือกับความผันผวนของราคาในตลาดโลกได้ คือการสะสมสต็อกต้นงวด (Opening Stock) ที่แข็งแกร่ง โดยก่อนเริ่มฤดูเพาะปลูกคาริฟปี 2569 รัฐบาลมีปริมาณสำรองปุ๋ยทุกชนิดรวมกันถึง 19.02 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 49) ของความต้องการรวมทั้งฤดูกาลที่คาดการณ์ไว้ 39.05 ล้านตัน การมีฐานทรัพยากรในมือที่สูงเช่นนี้ ช่วยลดความกดดันในการเร่งนำเข้าในช่วงที่ราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Panic Buying) และช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการจังหวะการจัดซื้อผ่านระบบประมูลระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ในภาวะที่เส้นทางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะมีความเสี่ยงสูง
นอกเหนือจากการนำเข้าปุ๋ยยูเรียเป็นหลัก รัฐบาลอินเดียได้ขยายขอบเขตการจัดหาไปยังกลุ่มปุ๋ยที่ไม่ใช่ยูเรีย (Non-Urea Fertilisers) อีก 1.9 ล้านตัน ผ่านการเปิดประมูลระดับโลกเพื่อครอบคลุมความต้องการสารอาหารพืชที่หลากหลาย ซึ่งประกอบด้วย ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (DAP) 1.2 ล้านตัน, ทริปเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต (TSP) 4 แสนตัน และแอมโมเนียม
ซัลเฟตอีก 3 แสนตัน การกระจายแหล่งที่มาและชนิดของสารอาหารพืชเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการรักษาความสมดุลของแร่ธาตุในดินสำหรับการเพาะปลูกในวงกว้าง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของอินเดียท่ามกลางวิกฤตการณ์โลกที่ยืดเยื้อ
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. การตัดสินใจของอินเดียในการนำเข้าปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยชนิดอื่นในปริมาณมากสำหรับฤดูเพาะปลูกคาริฟปี 2569 มีลักษณะเป็นมาตรการเชิงป้องกันล่วงหน้า มากกว่าจะเป็นการตอบสนองต่อภาวะขาดแคลนในปัจจุบัน โดยในความเป็นจริง อินเดียยังไม่มีปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย เนื่องจากปริมาณสต็อกยังอยู่ในระดับสูงกว่าความต้องการ เช่น สต็อกยูเรียในเดือนเมษายน 69 อยู่ที่มากกว่า 7.158 ล้านตัน เมื่อเทียบกับความต้องการเพียงประมาณ 1.817 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และผลักดันให้ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น อินเดียจึงดำเนินนโยบายสะสมสต็อกล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงในช่วงฤดูเพาะปลูกที่มีความสำคัญ แม้ว่าการผลิตภายในประเทศจะยังคงมีเสถียรภาพ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในช่วงอุปสงค์เร่งตัว จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้า ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงใช้มาตรการอุดหนุนเพื่อคงเสถียรภาพราคาปุ๋ยสำหรับเกษตรกร แม้ต้นทุนการนำเข้าจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม โดยภาพรวม แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงและการสำรองเชิงรุก เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทาน ผลผลิตทางการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
2. ตลาดปุ๋ยยูเรียของอินเดียในช่วงฤดูเพาะปลูกคาริฟ ปี 2569 เผชิญแรงกดดันด้านราคาและภาระงบประมาณภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคายูเรียในตลาดโลกก่อนเกิดวิกฤตอยู่ที่ประมาณ 516 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงการประมูลเดือนเมษายน 2569 สู่ระดับ 935–959 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และมีราคาสูงสุดแตะ 1,136 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สะท้อนภาวะตึงตัวของอุปทานโลก ขณะเดียวกัน อินเดียได้ดำเนินการประมูลเชิงปริมาณสูงถึง 2.5 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 25% ของความต้องการนำเข้ารายปี และมีแผนนำเข้ารวมในฤดูคาริฟอยู่ที่ประมาณ 6.4 ล้านตันสำหรับยูเรีย และ 1.9 ล้านตันสำหรับปุ๋ยชนิดอื่น (รวม DAP, TSP และ Ammonium Sulphate) แม้ว่าการผลิตภายในประเทศในช่วงมีนาคม–เมษายนจะอยู่ที่ 3.54 ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเทียบราคาตลาดโลก (ประมาณ 935 ดอลลาร์/ตัน) กับราคาขายปลีกภายในประเทศ (ประมาณ 3.2 ดอลลาร์/ตัน) ทำให้ส่วนต่างที่รัฐต้องชดเชยสูงเกือบ 99% ของต้นทุน สะท้อนถึงนโยบายแทรกแซงเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ภายใต้บริบทความผันผวนของตลาดโลกและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ
1. เสถียรภาพราคาและการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ: มาตรการอุดหนุนของภาครัฐช่วยตรึงราคาปุ๋ยสำหรับเกษตรกร แม้ต้นทุนโลกปรับสูงขึ้น ควบคู่กับการนำเข้าล่วงหน้าที่ทำหน้าที่เป็น buffer เสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และเปิดโอกาสเชิงพาณิชย์แก่ผู้ส่งออกต่างประเทศในตลาดอินเดีย
2. ภาระเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจและความยั่งยืนระบบปุ๋ย: การพึ่งพาการนำเข้าในภาวะราคาตลาดโลกผันผวน ส่งผลให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กดดันดุลการค้าและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันยังเพิ่มความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงก่อให้เกิดความบิดเบือนของกลไกตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและความยั่งยืนในระยะยาว
ข้อคิดเห็น
1. ทั้งนี้ ในปี 2569 สถานการณ์ราคาปุ๋ยในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคายูเรียเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 60 จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาปุ๋ยโดยรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30 และราคาปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (DAP) ปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 18–20 จากข้อจำกัดด้านอุปทานในตลาดโลก ในปี 2569 จึงเป็นปีแห่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจต่อ "ยุทธศาสตร์บริหารความเสี่ยงเชิงรุก" และในภาคความมั่นคงอาหาร ข้อเท็จจริงที่น่าสังเกตคือ แม้สต็อกยูเรียในปัจจุบัน (ณ 26 เม.ย. 2569) จะสูงกว่าความต้องการถึง 3.94 เท่า อินเดียยังคงเดินหน้าซื้อยูเรียเพิ่มในราคาสูงถึง 935–959 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งสะท้อนการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบว่าความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซมีโอกาสยืดเยื้อจนเข้าสู่ฤดูกาลสำคัญ
2. สำหรับผู้ประกอบการสิ่งที่น่าสนใจ คือ แม้ไทยจะเป็นผู้นำเข้ายูเรียสุทธิ (Net Importer) ปี 68 แต่ในเชิงปฏิบัตินั้น ประเทศไทยมีศักยภาพผลิต Ammonium Sulphate (AS) จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมน้ำตาล (ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต) ซึ่งเป็นช่องว่างเฉพาะที่ไทยสามารถแข่งขันได้ โดยล่าสุดอินเดียมีการประมูลนำเข้า AS จำนวน 0.3 ล้านตันในฤดูเพาะปลูกคาริฟ ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในเจาะตลาดในสินค้าที่ไทยมีขีดความสามารถแข่งขันจริง รวมไปถึงปุ๋ยอินทรีย์และ Bio-Stimulants ที่มีมูลค่าสูงในกลุ่มเกษตรแม่นยำและเกษตรยั่งยืน และกลุ่มบรรจุภัณฑ์เกษตรชีวภาพที่สอดรับกับทิศทางนโยบายของทั้งสองประเทศ
ที่มา: 1.https://economictimes.indiatimes.com/industry/indl-goods/svs/chem-/-fertilisers/india-to-import-64-lt-urea-19-lt-of-other-fertilisers-in-kharif-season-despite-high-global-prices/articleshow/130554237.cms
2.https://timesofindia.indiatimes.com/business/india-business/64-lt-urea-19-lt-other-fertilisers-india-boosts-import-plans-as-global-prices-double-amid-middle-east-crisis/articleshow/130554150.cms?utm