
ที่มา : สำนักข่าว New Straits Times (NST)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย (นาย Akmal Nasrullah Mohd Nasir ) ประกาศเปิดตัวโครงการพิมพ์เขียวการลงทุนและแผนแม่บทของเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ (Johor Singapore Special Economic Zone: JS-SEZ) ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 ณ เมืองยะโฮร์บาห์รู
นาย Akmal ให้ข้อมูลว่า ในการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติของสิงคโปร์
(นาย Chee Hong Tat) และมุขมนตรีของรัฐยะโฮร์ (Datuk Onn Hafiz Ghazi) สองฝ่ายได้เห็นพ้องให้จัดพิธีเปิดตัวโครงการพิมพ์เขียวการลงทุนและแผนแม่บท JS-SEZ โดยพิมพ์เขียวการลงทุนฯเป็นข้อมูลสรุปมาตรการจูงใจ โอกาสการลงทุน และกรอบการดำเนินงานของ JS-SEZ เพื่อให้นักลงทุน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนในรัฐยะโฮร์ได้ทราบถึงประโยชน์ของโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน
โดยนาย Akmal ระบุว่า โครงการฯ นี้ไม่ได้มีเป้าหมายในการดึงดูดเงินลงทุนเท่านั้น แต่จะเน้นถึง
การเพิ่มผลิตภาพและการสร้างผลลัพธ์คุณภาพสูงต่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าให้ JS-SEZ
สามารถผลักดัน GDP ให้เพิ่มขึ้นถึง 260,000 ล้านริงกิต ภายในปี 2573 ซึ่งจะช่วยปรับโฉมและยกระดับเศรษฐกิจของยะโฮร์ให้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้มีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสร้างงานทักษะสูงมากกว่า 20,000 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ นาย Akmal ยังเน้นย้ำว่า มาเลเซียจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากการวางแผนไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนามาเลเซียฉบับที่ 13 (ค.ศ. 2026-2030) โดยทุกกระทรวง หน่วยงาน
และรัฐต่างๆ ของมาเลเซีย รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องร่วมกันขับเคลื่อนงานด้วยวินัย ความรวดเร็ว
ความมุ่งมั่น และความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม
บทวิเคราะห์ผลกระทบ
ด้านเศรษฐกิจ
JS-SEZ เป็นโครงการที่มีศักยภาพสูงในการกระตุ้นการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การเปิดเผยพิมพ์เขียวที่ระบุถึงมาตรการจูงใจ โอกาส และกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน จะสร้างความชัดเจนและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน ช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนภายในประเทศเข้าสู่ JS-SEZ ซึ่งจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐยะโฮร์และมาเลเซียโดยรวมให้เติบโต
ทั้งนี้ การตั้งเป้าหมาย GDP ที่ 260,000 ล้านริงกิตภายในปี 2573 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาลมาเลเซียในการผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
โครงการ JS-SEZ นี้ มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจที่มีความคล่องตัวและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา และบริการเฉพาะทาง ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพของแรงงานและรายได้ ผ่านการสร้างงานและการยกระดับทักษะ โดยเฉพาะการสร้างงานทักษะสูง มากกว่า 20,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ การลงทุนและบุคลากรจากสิงคโปร์จะช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับโครงการ JS-SEZ
ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้ และนวัตกรรม ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจในพื้นที่และภาคส่วนอื่นๆ ของมาเลเซียมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วย
ในระยะยาว การเติบโตของ JS-SEZ จะสร้างอุปสงค์ในประเทศและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเห็นได้จากการเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นของประชากรและกิจกรรมทางธุรกิจในพื้นที่ โดยโครงการนี้จะนำไปสู่
การลงทุนเพิ่มเติมในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านการคมนาคมขนส่ง พลังงาน และสาธารณูปโภค ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย
ด้านสังคมและการจ้างงาน
การสร้างงานทักษะสูงและรายได้ที่สูงขึ้นจาก JS-SEZ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน การพัฒนาบุคลากรจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อสร้างแรงงานทักษะสูง อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดแรงงานในพื้นที่ อาจนำมาซึ่งความท้าทายด้านสังคม เช่น การจัดสรรที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ การจัดการระบบสาธารณูปโภค และการธำรงรักษาเอกลักษณ์ทางสังคมในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (มาเลเซีย-สิงคโปร์)
ความสำเร็จของโครงการ JS-SEZ จะมีบทบาทสำคัญในการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างมาเลเซียและสิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และอาจเป็นต้นแบบเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือทวิภาคีอื่น ๆ
ในอนาคต นอกจากนี้ ความร่วมมือในการพัฒนา JS-SEZ ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษขนาดใหญ่ ยังช่วยเสริมสร้างบทบาทของมาเลเซียและสิงคโปร์ในฐานะผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน
4. ด้านนโยบายและความโปร่งใส
การนำเสนอพิมพ์เขียวฯ และแผนแม่บท JS-SEZ ที่รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการจูงใจ โอกาสในการลงทุน และกรอบการดำเนินงาน รวมถึง การแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการกำหนดนโยบาย
เพื่อการพัฒนาพื้นที่ และการขับเคลื่อนโครงการฯ ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จะช่วยให้นักลงทุนสามารถพิจารณาภาพรวมและรายละเอียดของโครงการได้ชัดเจนขึ้น แสดงถึงทิศทางนโยบายที่ชัดเจนและโปร่งใส ลดความไม่แน่นอน และช่วยให้สามารถประเมินความคุ้มค่าและ
ทิศทางการลงทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุน
ความเห็น สคต.
สคต. เห็นว่า การที่รัฐบาลมาเลเซียเร่งรัดและผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์
โดยมีแผนจะเปิดตัวพิมพ์เขียวฯ และแผนแม่บท JS-SEZ ในเดือนมีนาคม 2569 จะส่งผลกระทบเชิงบวก
อย่างมีนัยสำคัญต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ JS-SEZ
ตั้งเป้ายกระดับไปสู่เศรษฐกิจที่มีความคล่องตัว ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมโดยใช้แรงงานทักษะสูง จะเป็น
การเพิ่มบทบาทของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และบริการ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม
ของสินค้าและบริการในภูมิภาคให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตและการขยายการลงทุนในโครงการ JS-SEZ จะส่งผลให้เกิดการแข่งขัน
ในภูมิภาคที่เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการดึงดูดแรงงานที่มีทักษะสูงและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
ซึ่งประเทศไทยควรต้องเฝ้าติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ JS-SEZ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถ
ประเมินผลกระทบต่อศักยภาพ ขีดความสามารถทางการแข่งขัน และประสิทธิภาพในการดึงดูดการลงทุน
พร้อมทั้งเตรียมมาตรการเพื่อรับมือหรือปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาวได้
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์