
ตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ของผู้ค้าปลีก (Private Label) ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ โภชนาการ ส่วนผสม และประโยชน์ต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่าย ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้า Private Label ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นสินค้าราคาประหยัด กำลังขยับเข้าสู่ตลาดสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้
ตามรายงาน 2026 Private Label Pet Market Report ของ ADM บริษัทด้านโภชนาการและส่วนผสมอาหาร ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ “Value-forward Premiumization” หรือ การยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพและคุณประโยชน์ในระดับพรีเมียม ขณะที่ยังคงรักษาระดับราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของผู้บริโภค
Private Label โตเร็วกว่าสินค้าแบรนด์ระดับประเทศ
ข้อมูลจาก Private Label Manufacturers Association (PLMA) ซึ่ง ADM นำมาอ้างอิง ระบุว่า ยอดขายสินค้า Private Label ในตลาดค้าปลีกสหรัฐฯ ทุกหมวดสินค้าเพิ่มขึ้น 3.3% ในปี 2025 ขณะที่สินค้าแบรนด์ระดับประเทศ (National Brands) เติบโตเพียง 1.2%
สำหรับกลุ่มสินค้าสัตว์เลี้ยง ยอดขาย Private Label ในแง่จำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 5.4% ในปี 2025 และปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนถึง 18.1% ของยอดขายสินค้า Private Label ทั้งหมดในแง่จำนวนหน่วย สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดสัตว์เลี้ยงต่อการขยายตัวของสินค้าแบรนด์ผู้ค้าปลีก
สินค้าที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับปี 2024 และ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเพิ่มขึ้น 39% ADM ระบุว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้รับแรงหนุนจากความสนใจของเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน สุขภาพ และ การมีอายุยืนของสัตว์เลี้ยง
ผู้บริโภคต้องการ “คุณภาพดี ราคาเหมาะสม”
ผลสำรวจ ADM Outside Voice Global Lifestyle Survey ปี 2025 พบว่า 67% ของเจ้าของสุนัขและแมวทั่วโลก ให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารที่มีโภชนาการที่ดีและไม่มีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง ขณะที่ 62% ต้องการอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพสูง นอกจากนี้ 49% ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของเงินและต้องการสินค้าที่มีราคาต่ำหรือสมเหตุสมผล สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการความสมดุลระหว่างคุณภาพและความคุ้มค่า
ภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงมีพฤติกรรมเปรียบเทียบสินค้าอย่างละเอียดมากขึ้น ทั้งด้านส่วนผสม สูตรอาหาร และราคาต่อหน่วย ก่อนตัดสินใจซื้อ แทนที่จะยึดติดกับแบรนด์ที่คุ้นเคยเพียงอย่างเดียว แนวโน้มดังกล่าวทำให้คำจำกัดความของสินค้า “พรีเมียม” เปลี่ยนไป จากเดิมที่หมายถึงสินค้าคุณภาพสูงและมีราคาสูง ไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพดีและผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
สุขภาพสัตว์เลี้ยงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
ผู้บริโภคยังมีแนวโน้มยอมจ่ายเพิ่มสำหรับสินค้าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยผลสำรวจพบว่า 77% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลก เห็นว่าการจ่ายเงินเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์ด้านสุขภาพเป็นเรื่องคุ้มค่า
ประเด็นด้านสุขภาพที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ สุขภาพระบบย่อยอาหาร 40% การมีอายุยืนยาว 38%
สุขภาพระบบภูมิคุ้มกัน 34% สุขภาพข้อต่อและกระดูก 31% สุขภาพช่องปากและฟัน 31%
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนโอกาสของสินค้าสัตว์เลี้ยงที่มีการพัฒนาสูตรเฉพาะด้าน เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลระบบทางเดินอาหาร ผลิตภัณฑ์ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ผลิตภัณฑ์ดูแลข้อต่อ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพ และอายุยืนของสัตว์เลี้ยง
ส่วนผสมและความโปร่งใสสร้างความเชื่อมั่น
ความโปร่งใสด้านส่วนผสมเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ โดยข้อมูลจาก Innova's 2025 Pet Owners Survey ระบุว่า 62% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลก ให้ “รายการส่วนผสม” เป็นเหตุผลหลักในการเปลี่ยนแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง ขณะเดียวกัน ผลวิจัยของ ADM ผ่าน Morning Consult พบว่า 67% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ มีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ส่วนผสมจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากกว่าส่วนผสมทั่วไป
โอกาสขยายตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกและออนไลน์
การเติบโตของสินค้า Private Label ครอบคลุมหลายช่องทางจำหน่าย โดยข้อมูลของ Numerator ที่ ADM อ้างอิงพบว่า Walmart และ Dollar General มีการเติบโตของยอดขายสินค้า Private Label ในกลุ่มสัตว์เลี้ยง ขณะที่การซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงผ่าน Amazon ยังคงขยายตัว สำหรับผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงผ่าน Amazon 62% ระบุว่า ราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกร้านค้า
ข้อคิดเห็น
โดยภาพรวม ตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันที่เน้นความแข็งแกร่งของแบรนด์ไปสู่การให้ความสำคัญกับ คุณภาพ คุณประโยชน์ ความโปร่งใส และความคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้ แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ตลาดสินค้า Private Label มีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และนับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าสัตว์เลี้ยงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ผลิตที่มีศักยภาพด้านการรับจ้างผลิต (OEM) และการพัฒนาสูตรสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดต่างประเทศ
สำหรับผู้ประกอบการไทย ควรพิจารณาพัฒนาสินค้าในกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโต อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีโปรตีนสูง ขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคสหรัฐฯที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงเชิงป้องกันและยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสินค้าที่มีคุณประโยชน์อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับคุณภาพและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การแสดงรายการส่วนผสมอย่างชัดเจน โปร่งใส และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความทันสมัย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและคู่ค้า ตลอดจนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงสหรัฐฯ ได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ ควรศึกษาข้อกำหนดของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัย การขึ้นทะเบียนหรือการรับรองที่เกี่ยวข้อง การจดทะเบียนโรงงาน การแสดงฉลาก และข้อกำหนดเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง รวมถึงศึกษามาตรฐานและความต้องการของตลาด
ที่มา: https://storebrands.com/private-label-pet-products-33-2025-growing-consumer-interest