fb
สงครามอิหร่านกระทบเศรษฐกิจและพลังงานของตุรกี
โดย
Suttichat
ลงเมื่อ 01 เมษายน 2569 04:00
สคต. ณ กรุงอังการา (ตุรกี) (TTC, Ankara (Turkey))
9

สถานการณ์ภาคอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางอาหาร และการจัดหาพลังงานของตุรกี ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่สูงอยู่แล้ว มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในอ่าวอาหรับ โดยมีรายงานฉบับใหม่ที่เตือนว่า สงครามที่ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อการผลิต และกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ

 

มูลนิธิวิจัยนโยบายเศรษฐกิจแห่งตุรกี (Tepav) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองที่มีฐานอยู่ในกรุงอังการาระบุว่า แม้ตุรกีจะตั้งอยู่ห่างจากอ่าวอาหรับและยังคงไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายโดยตรง แต่เศรษฐกิจของประเทศมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากการลดลงของการขนส่งทางเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมาก Tepav ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานรายปีของตุรกีอยู่ที่ประมาณ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นระหว่าง 4.5 พัน ถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่สูงขึ้นจะส่งผลสถานการณ์ภาคอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางอาหาร และการจัดหาพลังงานของตุรกี ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่สูงอยู่แล้ว มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในอ่าวอาหรับ โดยมีรายงานฉบับใหม่ที่เตือนว่า สงครามที่ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อการผลิต และกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ

 

มูลนิธิวิจัยนโยบายเศรษฐกิจแห่งตุรกี (Tepav) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองที่มีฐานอยู่ในกรุงอังการาระบุว่า แม้ตุรกีจะตั้งอยู่ห่างจากอ่าวอาหรับและยังคงไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายโดยตรง แต่เศรษฐกิจของประเทศมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากการลดลงของการขนส่งทางเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมาก Tepav ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานรายปีของตุรกีอยู่ที่ประมาณ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นระหว่าง 4.5 พัน ถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่สูงขึ้นจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อภายในประเทศอย่างแน่นอน โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตุรกีได้เพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากขึ้น แม้ว่าผู้จำหน่ายก๊าซรายใหญ่ที่สุดให้ตุรกีจะเป็นรัสเซีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของการบริโภคภายในประเทศผ่านท่อส่งก๊าซสองสายใต้ทะเลดำ แต่อิหร่านและกาตาร์ก็เป็นผู้จัดหารายสำคัญด้วยเช่นกัน Tepav ยังรายงานอีกว่า กาตาร์ถูกบังคับให้ระงับการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบ ในขณะที่ส่งก๊าซผ่านท่อจากอิหร่านซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 15 ของความต้องการในตุรกีกำลังลดน้อยลง Tepav ระบุว่า Botas ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของรัฐ อาจประสบปัญหาในการตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศ หรืออาจต้องยอมจ่ายเงินในราคาที่สูงเกินจริงเพื่อซื้อก๊าซจากตลาดจร (Spot Market) มาทดแทน

 

ในรายงานยังเตือนอีกว่า ภาคเกษตรกรรมก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักหากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นฤดูกาลเพาะปลูกที่สำคัญ เนื่องจากผู้ผลิตในอ่าวอาหรับเป็นผู้จัดหาปุ๋ยเคมีสูงถึง 1 ใน 4 จากปริมาณ 6 ล้านตันที่ใช้ในตุรกีต่อปี ดังนั้น ราคาผลผลิตที่หน้าฟาร์มจึงมีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่ผลผลิตอาจลดลง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ตุรกีนำเข้าอลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปีจากบาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการผลิตยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน (White Goods) ขนาดใหญ่ ส่วนการนำเข้าพลาสติกและวัตถุดิบปิโตรเคมีมีมูลค่าสูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น Tepav ยังเน้นย้ำถึงความต้องการโมโนเอทิลีนไกลคอล (Monoethylene Glycol) ของอุตสาหกรรมตุรกี ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่ใช้ในสิ่งทอและบรรจุภัณฑ์ โดยโรงงานในอ่าวอาหรับครอบคลุมส่วนแบ่งตลาดตุรกีถึงร้อยละ 40

 

นาย Mustafa Gültepe ประธานสภาผู้ส่งออกตุรกี (TİM) กล่าวว่า การส่งออกของตุรกีไปยังอ่าวอาหรับลดลงประมาณร้อยละ 40 นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ฟันเฟืองต่างๆ เริ่มหมุนช้าลงเนื่องจากการหยุดชะงักของเส้นทางการขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้น” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า หากสงครามยืดเยื้อ ตลาดของตุรกีในยุโรปซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดก็จะเริ่มหดตัวลงเช่นกัน

 

ในขณะเดียวกัน อิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโอเปก (OPEC) จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลงเหลือเพียง 1 ใน 3 จากระดับปกติที่กว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเต็ม และไม่สามารถส่งออกผ่านเส้นทางเดิมได้ รัฐบาลแบกแดดจึงเร่งหาเส้นทางสำรองผ่านประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเส้นทางที่อิรักพิจารณาอยู่สองทางเลือกคือ เส้นทางซีเรียและจอร์แดน รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของอิรักได้ประกาศเปิดประมูลการขนส่งน้ำมันทางบก โดยใช้รถบรรทุกไปยังท่าเรือบันนิยาส (ซีเรีย) และท่าเรืออคาบา (จอร์แดน) แม้จะเป็นการขนส่งที่ทำได้ในปริมาณจำกัดก็ตาม และเส้นทางตุรกี (ซึ่งเป็นความหวังหลัก) อิรักตั้งความหวังไว้กับท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือเจย์ฮาน (Ceyhan) ในตุรกี โดยมีการเคลื่อนไหวสำคัญ 2 ส่วน คือ ท่อส่งผ่านเขตปกครองเคอร์ดิสถาน (KRG) ซึ่งกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา หลังหยุดชะงักไป 3 ปีจากปัญหาความขัดแย้งภายในเรื่องส่วนแบ่งรายได้ หรือท่อส่งสายตรง Kirkuk-Turkey ซึ่งรัฐบาลอิรักกำลังเร่งซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันเดิมที่เสียหายจากการโจมตีของกลุ่ม ISIS ในปี 2014 เพื่อเลี่ยงพื้นที่เคอร์ดิสถาน โดยคาดว่าจะกลับมาใช้งานได้ในเร็วๆ นี้

 

แม้จะมีความพยายามฟื้นฟูเส้นทางผ่านตุรกี แต่ขีดความสามารถในการส่งออกรวมกันยังคงน้อยกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามอย่างมาก นอกจากนี้ อิรักยังต้องเร่งเจรจาข้อตกลงกับตุรกีเกี่ยวกับการใช้พื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่ท่าเรือเจย์ฮาน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถรองรับปริมาณน้ำมันมหาศาลจากทั้งสองท่อส่งได้พร้อมกันหรือไม่

 

ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

 

สงครามอิหร่านที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อประเทศในอ่าวอาหรับเท่านั้น แต่มีผลกระทบกับแทบทุกประเทศบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพลังงานและน้ำมัน ที่จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอื่นๆ ต่อไป หลายประเทศต้องเริ่มดิ้นรนหาทางออกด้านพลังงานของตัวเอง โดยหวังที่จะไม่ให้เกิดการกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ดี การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านนั้น จะยังคงดำเนินต่อไปหากยังมีการสู้รบจากฝั่งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอยู่ นอกจากนี้ จะเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่จะทำให้ค่าระวางเรือสินค้าต่างๆ พุ่งสูงขึ้นจนอาจทำให้บริษัทเดินเรือปฏิเสธที่จะเดินเรือในเส้นทางนั้นอีกได้ และอาจนำมาซึ่งปัญหาด้านการเงินการลงทุนที่อาจทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอีก เนื่องจากนักลุงทุนหนีความเสี่ยง สำหรับตุรกี อาจจะต้องเผชิญปัญหาด้านอื่นๆ ที่ประเทศอื่นๆ ไม่ได้เจอเช่น ผลกระทบด้านสิ่งทอและอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เพราะตุรกีต้องมีการนำเข้าปิโตรเคมีจากประเทศในกลุ่มอ่าว หรือแม้แต่ต้นทุนด้านการขนส่ง ที่ค่าระวางเรือของเรือในพื้นหรือใกล้พื้นที่เสี่ยงจะมีมูลค่าสูงกว่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านความมั่นคงและพรมแดน ทั้งเรื่องความปลอดภัยทางอากาศ หรือผู้ลี้ภัยที่ตุรกีอาจต้องกังวลหากสงความขยายวงกว้างขึ้น

 

ที่มา: https://www.agbi.com/analysis/economy/2026/03/iran-war-exposes-turkeys-economic-vulnerabilities/ 

Share :
Instagram