
ทำความเข้าใจ “สามเศรษฐกิจใหม่” คืออะไร?
“สามเศรษฐกิจใหม่ (三新经济)” หมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมของผู้บริโภค และแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจในยุคดิจิทัล โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี Big Data กลุ่มที่สอง คือ รูปแบบธุรกิจใหม่ ได้แก่ การให้บริการหรือจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น อีคอมเมิร์ซ ไลฟ์คอมเมิร์ซ และการขายผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ รูปแบบการดำเนินงานใหม่ ซึ่งหมายถึงการปรับโครงสร้างภายในองค์กรให้ทันสมัย ด้วยการนำระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยี Cloud Computing หรือ Algorithm มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

ที่มาภาพ: https://www.cq.gov.cn/ywdt/jrcq/202210/t20221016_11191660.html
การเติบโตของ “สามเศรษฐกิจใหม่” ในปี 2567

ที่มาภาพ: https://www.beijing.gov.cn/fuwu/lqfw/ztzl/myjjzjc/fwdt/fzxs/202409/t20240911_3856761.html
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า ในปี 2567 เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของจีนหรือที่เรียกว่า “สามเศรษฐกิจใหม่” มีมูลค่าเพิ่มรวม 22.35 ล้านล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
โดยแบ่งเป็นรายภาคดังนี้:
ภาคเกษตรกรรม (อุตสาหกรรมแรก) ขยายตัวร้อยละ 3.2 มีมูลค่าเพิ่ม 0.87 ล้านล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.9
ภาคการผลิต (อุตสาหกรรมที่สอง) ขยายตัวร้อยละ 0.7 มีมูลค่าเพิ่ม 9.35 ล้านล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41.8
ภาคบริการ (อุตสาหกรรมที่สาม) ขยายตัวสูงสุดร้อยละ 11.5 มีมูลค่าเพิ่ม 12.13 ล้านล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54.3
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวอย่างชัดเจนของภาคบริการ โดยเฉพาะบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นกำลังสำคอัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน ในขณะที่ภาคการผลิตและเกษตรกรรมยังมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างจำกัด และจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
เหตุใดสามเศรษฐกิจใหม่จึงมีความสำคัญ
สามเศรษฐกิจใหม่ไม่ได้เป็นเพียงหมวดหมู่ทางสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่ทิศทางใหม่ที่ยั่งยืนและแข่งขันได้มากขึ้นในระดับโลก อุตสาหกรรมใหม่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง ขณะที่รูปแบบธุรกิจใหม่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าผ่านช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น ส่วนรูปแบบการดำเนินงานใหม่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาวของจีนในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การขับเคลื่อนสามเศรษฐกิจใหม่จึงเป็นทั้งกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ชาติ
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจีน: การเติบโตที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจีน
นายเว่ย ฉีเจีย นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจีน ระบุว่า การเติบโตของสามเศรษฐกิจใหม่ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ระบบเศรษฐกิจภายในของจีนในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้แม่นยำขึ้น และมีการจับคู่ระหว่างอุปสงค์กับอุปทานได้ตรงจุดมากกว่าเดิม
ผลที่ตามมาคือ ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของจีนในตลาดโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ที่มาภาพ: https://news.cctv.com/2025/08/01/ARTI7yTbHEEOijehfx3nmQ8c250801.shtml?spm=C87458.PMQ67hDZzหlOS.EQWVh7vz7h62.18
ผลกระทบและโอกาสของไทย
สำหรับผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของสามเศรษฐกิจใหม่ในจีนถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสินค้าบริการที่สามารถเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการพัฒนาแบรนด์ไทยให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมไทย (Soft Power) เข้ากับเทคโนโลยีการตลาด เช่น การใช้ KOL การ live ขายของ หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สื่อเรื่องราวของสินค้าได้อย่างชัดเจน
อีกทั้งการสร้างพันธมิตรกับแพลตฟอร์มท้องถิ่น เช่น Tmall JD.com และ Xiaohongshu รวมถึงระบบ Cross-border e-commerce (CBEC) จะช่วยให้สินค้าไทยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและช่วยลดต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดใหม่
ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมสคต. เซี่ยงไฮ้
จากแนวโน้มการเติบโตของ “สามเศรษฐกิจใหม่” ในจีน สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ แนะนำให้ภาคเอกชนไทยเร่งปรับตัว โดยเน้นการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจีนยุคใหม่ที่ใส่ใจคุณภาพและสุขภาพ ควรใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลยอดนิยมของจีน เช่น JD.com, Xiaohongshu และ Douyin เพื่อขยายช่องทางการขาย พร้อมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นในการจัดจำหน่ายและการตลาด ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในเมืองเศรษฐกิจหลัก และการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในจีน ก็เป็นอีกแนวทางสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงของธุรกิจไทยในระยะยาว
สํานักงานส่งเสริม การค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้
วันที่ 6 ตุลาคม 2568
แหล่งที่มา
https://www.cq.gov.cn/ywdt/jrcq/202210/t20221016_11191660.html
https://www.beijing.gov.cn/fuwu/lqfw/ztzl/myjjzjc/fwdt/fzxs/202409/t20240911_3856761.html
https://news.cctv.com/2025/08/01/ARTI7yTbHEEOijehfx3nmQ8c250801.shtml?spm=C87458.PMQ67hDZzlOS.EQWVh7vz7h62.18