
ตลาดค้าปลีกสินค้าเวียดนามในปี 2568 มีรายได้สูงสุดในรอบ 5 ปี

จากรายงานตลาดภายในประเทศเวียดนาม ปี 2568 ของกรมบริหารและพัฒนาตลาดภายในประเทศ (Vietnam Directorate of Market Surveillance) สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (Ministry of Industry and Trade: MOIT) ระบุว่ามูลค่ารวมของตลาดค้าปลีกและรายได้จากภาคบริการของเวียดนามในปี 2568 สูงถึง 7,000 ล้านล้านเวียดนามด่อง หรือเท่ากับ 268,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นช่วงปีที่ได้รับผลกระทบจาก การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยรายได้จากการค้าปลีกเติบโตร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกัน ภาคบริการเติบโตร้อยละ 20.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และรายได้จากบริการที่พักและบริการอาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 เนื่องจาก ปี 2568 เป็นปีที่เวียดนามจัดกิจกรรมขนาดใหญ่หลายรายการและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาในจำนวนมาก แรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนเวียดนามที่ปรับตัวดีขึ้น สู่ระดับรายได้ปานกลาง ประกอบกับการที่แบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้เพื่อผลักดันรูปแบบการค้าปลีกผ่านหลายช่องทางทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (Omni Channel) โดยผสานประสบการณ์การซื้อขายในศูนย์การค้าเข้ากับการซื้อสินค้าออนไลน์อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็ว ส่วนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วจากอัตราการใช้งานสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน การสนับสนุนกิจกรรมค้าปลีกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมสร้างการเชื่อมโยงกับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาว คิดเป็นถึงร้อยละ70 ของปริมาณผู้ใช้บริการในเมืองศูนย์กลางทางการค้าขนาดใหญ่ เช่น กรุงฮานอย นครไฮฟอง นครดานัง และนครโฮจิมินห์ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันแนวโน้มการบริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากยิ่งขึ้น
หนึ่งในประเด็นสำคัญของรายงานตลาดภายในประเทศเวียดนาม ปี 2568 คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยในปี 2568 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซเวียดนามอยู่ที่ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 12 ของรายได้รวมจากการค้าปลีกสินค้าและบริการทั่วประเทศ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับ ปี 2567 ซึ่งนับว่าสูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อัตราการเติบโตที่สูงนี้ไม่เพียงสะท้อนถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของชาวเวียดนามเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการลงทุนอย่างจริงจังของภาคธุรกิจ ในเทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่ระบบบริหารจัดการสินค้า การชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด ไปจนถึงแพลตฟอร์มการขายออนไลน์และการขายผ่านการถ่ายทอดสด (Livestreaming) สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มุ่งสู่ระบบค้าปลีกที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ในเดือนมกราคม ปี 2569 ร้านค้าปลีกจำนวนมากจึงได้จัดโปรแกรมส่งเสริมการขายและลดราคาสินค้าอย่างหลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและตอบสนองผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่เวียดนาม (TET)
การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของภาคค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคและการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้า ด้วยซูเปอร์มาร์เก็ตจำนวน (Supermarket) 1,293 แห่ง ห้างสรรพสินค้า (Shopping Mall) 276 แห่ง และตลาดดั้งเดิม (Traditional Market) มากกว่า 8,274 แห่งทั่วประเทศ ไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับเศรษฐกิจเมืองของเวียดนามเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงตัวชี้วัดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคจากรูปแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมการบริโภคในเขตเมืองและชนบท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าที่ทันสมัยกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ของจำนวนร้านค้าปลีกทั้งหมดทั่วประเทศ ในขณะที่พื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาตลาดดั้งเดิมเป็นหลัก
รายงานตลาดภายในประเทศเวียดนามปี 2568 ได้วิเคราะห์อย่างเป็นกลางและสะท้อนภาพความเป็นจริงของ ความท้าทายและข้อจำกัดที่ยังคงมีอยู่ของตลาดภายในประเทศเวียดนาม ภายใต้บริบทของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ในระดับสูง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจมีความเปราะบางและอ่อนไหวต่อความผันผวนจากการค้าระหว่างประเทศ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังคงเผชิญกับอุปสรรคด้านขั้นตอนการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายด้านที่ดิน คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การชำระเงิน และโทรคมนาคมที่ยังขาดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท นอกจากนี้ ในปี 2568 ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากต่างประเทศ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการจ้างงานในบริบทที่ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์พัฒนาอย่างรวดเร็ว มีผลต่อความเชื่อมั่นและจิตวิทยาการบริโภคของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ แม้จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ยังคงมีข้อจำกัดกว่าบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในด้านขนาดของกิจการ ระดับเทคโนโลยี และศักยภาพด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี ด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 100 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรวัยหนุ่มสาว และรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่เพิ่มขึ้น เวียดนามอาจจะสามารถก้าวขึ้นเป็นตลาดค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปี 2569–2573 โดยมูลค่าตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2573
(จาก https://vtv.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
จากรายงาน Vietnam Retail Store Modern Trade Trends 2568 ของบริษัท Q&Me Vietnam Market Research ระบุว่าจำนวนร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) และซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก (Mini Supermarket) ในเวียดนามเพิ่มขึ้นจากจำนวน 7,362 ร้าน ในปี 2567 เป็น 7,806 ร้าน ในปี 2568 โดยในจำนวนนี้ เครือข่ายร้าน WinMart และ WinMart+ ของบริษัท WinCommerce มีจำนวน 4,592 ร้าน คิดเป็นร้อยละ 58.8 ของจำนวนร้านค้าปลีกทั้งหมดทั่วประเทศ และในปี 2568 บริษัทฯ ได้เปิดร้านใหม่จำนวน 764 ร้าน โดยร้านขายปลีก WinMart+ สำหรับพื้นที่ชนบท มีจำนวนถึง 602 ร้าน คิดเป็นร้อยละ 80 ของร้านที่เปิดใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นกลยุทธ์การขยายเครือข่ายอย่างชัดเจนเข้าสู่พื้นที่ชนบทของเวียดนาม
การที่ตลาดค้าปลีกของเวียดนามบรรลุมูลค่าสูงสุดในรอบ 5 ปี ไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของรายได้มวลรวมของประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง ประสิทธิผลจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าภายในประเทศด้วย และ กลยุทธ์การขยายร้านค้าปลีกเข้าสู่พื้นที่ชนบทถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการส่งออกไทยในช่วงปีต่อๆ ไป