
นักวิเคราะห์เตือนว่า ความไม่แน่นอนจากวิกฤตน้ำมันซึ่งเชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลางที่ต่อเนื่องจะส่งผลกระทบเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อโดยหลายอุตสาหกรรมในฮ่องกงกำลังเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่สูงที่สุดในโลก นักเศรษฐศาสตร์และผู้นำธุรกิจหลายคนคาดการณ์ว่า วิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสงครามจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่มาจากการนำเข้าสินค้าต่างๆ ทำให้ราคาสินค้าตั้งแต่กระดาษชำระ บริการซักรีด ไปจนถึงยางมะตอยปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบต่อเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นทันทีและมากกว่าผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยบางฝ่ายคาดว่าผลกระทบจะเริ่มชัดเจนในไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้ ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงอาจกระทบต่อโครงการพัฒนา Northern Metropolis และผลักดันให้ชาวฮ่องกงจำนวนมากหันไปจับจ่ายใช้สอยในจีนแผ่นดินใหญ่แทน
Ms. Adrienne Lui นักเศรษฐศาสตร์ประจำ Greater China และ Mongolia และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกของ Citigroup Global Markets Asia ได้คาดการณ์ GDP ที่แท้จริงของฮ่องกงในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.2 โดยระบุว่าผลกระทบจากราคาพลังงานมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อมากกว่าที่จะสร้างความเสียหายต่อการเติบโต ทีมวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เฉลี่ยปี 2569 ขึ้น 0.3 จุด เป็นร้อยละ 1.9 ต่อปี จากสภาวะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นราวสามเดือนที่ผ่านมา ค่าไฟฟ้าซึ่งคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ CPI ในฮ่องกง จะถูกปรับเพิ่มผ่านการปรับค่าเชื้อเพลิงรายเดือน แม้จะมีความล่าช้าอยู่บ้างแต่สุดท้ายจะสะท้อนค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
รัฐบาลฮ่องกงระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะดำเนินต่อไปหรือทวีความรุนแรง โดยก่อนหน้าการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ รัฐบาลได้เผยแพร่ผลการคาดการณ์ดำเนินเศรษฐกิจปี 2568 รัฐบาลได้ออกมาตรการระยะสั้น เช่น เงินอุดหนุนดีเซลและลดค่าธรรมเนียมทางด่วนสำหรับภาคขนส่ง พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามราคาน้ำมันเพื่อประเมินสถานการณ์และจัดทำแผนสำรอง

Mr. Peter Shiu Ka-fai สมาชิกสภาด้านค้าปลีกและค้าส่ง เตือนว่าผลกระทบจะส่งต่อไปยังสินค้าบริโภคทั่วไป โดยเฉพาะสินค้าขนาดใหญ่เช่น กระดาษชำระที่อ่อนไหวต่อค่าขนส่ง และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม เช่น วัสดุกันน้ำและยางมะตอย บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มีทุนและวิธีรับมือมากกว่า แต่ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสปรับตัวจำกัดและอาจต้องแบกรับต้นทุนเอง
Mr. Paul Chan Mo-po เลขาธิการการคลังกล่าวในว่า เศรษฐกิจท้องถิ่นยังคงขยายตัว และเงินเฟ้อปีนี้คาดว่าจะสูงกว่าปี 2568 เล็กน้อย โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 1.7 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 1.8 พร้อมคาดการณ์ GDP ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5–3.5 ต่อปี ขณะที่ Bloomberg กับนักวิเคราะห์ 29 รายคาดการณ์การเติบโตเฉลี่ยของ GDP ปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 2.9
อย่างไรก็ตาม Ms. Adrienne Lui เตือนว่าความไม่แน่นอนจากวิกฤตน้ำมันจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวมยังคงต่ำ แต่ต้นทุนพลังงานที่สูงจะส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการมากขึ้น เช่น ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นค่าโดยสารสาธารณะ ราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงทำให้ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงของตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจกระทบต่อการเดินทางระยะไกล แม้จะมีแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น แต่ฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ดึงดูดเงินทุนปลอดภัยท่ามกลางสภาวะความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับจีน
Mr. Ray Wong Wing-wai สมาชิกสภาอุตสาหกรรม ระบุว่าราคาดีเซลที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนพลังงานของธุรกิจซักรีดเชิงพาณิชย์เพิ่มจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้กำไรที่ปกติต่ำกว่า ร้อยละ 10 อยู่แล้วหายไปอีก ซึ่งธุรกิจซักรีดไม่สามารถย้ายการผลิตไปจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เนื่องจากมีข้อห้ามจำกัดหลังการระบาดของโควิด-19
Mr. Joseph Chan รองผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและผู้ประกอบการมหาวิทยาลัยฮ่องกง เตือนว่าต้นทุนที่สูงขึ้นจะผลักดันให้ประชาชนหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่าในจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น การเดินทางไปเซินเจิ้น เพื่อรับประทานอาหารและช้อปปิ้ง หรือไปญี่ปุ่นเพื่อใช้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ฮ่องกงจะพึ่งพาการนำเข้าสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงระบุว่าฮ่องกงมีความมั่นคงด้านการจัดหาสินค้าและพลังงานจากจีนแผ่นดินใหญ่

Ms. Adrienne Lui เชื่อว่าโครงการ Northern Metropolis และแผนพัฒนา Greater Bay Area จะไม่มีอุปสรรค แต่สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีแผนเชิงกลยุทธ์สำรอง ทั้งนี้ Mr. Paul Chan Mo-po เตือนว่าหากวิกฤตยืดเยื้อ รัฐบาลอาจต้องลดการใช้จ่ายโครงการและอาจส่งผลกระทบต่อโครงการดังกล่าวได้เช่นกัน วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ฮ่องกงเร่งการเปลี่ยนผ่านพัฒนาพลังงานสีเขียว Ms. Adrienne Lui ระบุว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวที่นำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 50–60 มีความจำเป็นที่ต้องทบทวนเป้าหมายใหม่ในปี 2578 ที่ตั้งไว้ให้พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ร้อยละ 7.5–10 ของการใช้พลังงานทั้งหมด เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงาน ขณะที่ Mr. Paul Chan Mo-po เรียกร้องให้มีนโยบายพลังงานท้องถิ่นที่สอดคล้องกับกรอบนโยบายระดับชาติ พร้อมผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน
ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลาง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจฮ่องกงอย่างมากและปรากฏชัดในรูปแบบของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมากกว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและบริการที่มีต้นทุนพลังงานสูง ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น กระดาษชำระ บริการซักรีด และวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม เพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมแผนรับมือกับต้นทุนการขนส่งและพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักมากหรือมีความอ่อนไหวต่อค่าขนส่ง เช่น อาหารแปรรูปและสินค้าอุปโภค ควรพิจารณาการปรับราคาที่เหมาะสมหรือหาทางเลือกด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับเปลี่ยนการบริหารต้นทุนและราคาให้เหมาะสม แม้ฮ่องกงจะเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่สินค้าคุณภาพจากไทยยังคงได้รับการยอมรับในตลาด ผู้ประกอบการควรเน้นการสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและภาพลักษณ์สินค้า ใช้โอกาสจากความนิยมสินค้าไทย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าผู้บริโภคฮ่องกงจะหันไปจับจ่ายในจีนแผ่นดินใหญ่หรือประเทศอื่นที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพฤติกรรมนี้อย่างใกล้ชิด และพิจารณาการขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในฮ่องกงและตลาดใกล้เคียง เช่น เซินเจิ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้า
วิกฤตครั้งนี้เป็นสัญญาณให้ธุรกิจในฮ่องกงเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผู้ประกอบการไทยควรสนใจและติดตามนโยบายและมาตรการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรัฐบาลฮ่องกงได้ออกมาตรการระยะสั้น เช่น เงินอุดหนุนดีเซลและลดค่าธรรมเนียมทางด่วน ผู้ประกอบการควรติดตามมาตรการเหล่านี้เพื่อใช้ประโยชน์ในการลดต้นทุนและปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ แม้ว่าฮ่องกงเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าไทย การปรับตัวเชิงกลยุทธ์ การรักษาคุณภาพ และการใช้โอกาสจากแนวโน้มพลังงานสีเขียว จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้