fb
TUTTOFOOD 2026 สร้างสถิติใหม่ ผู้เข้าร่วมงานพุ่งกว่า 30% ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางธุรกิจอาหารระดับโลก

TUTTOFOOD 2026 สร้างสถิติใหม่ ผู้เข้าร่วมงานพุ่งกว่า 30% ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางธุรกิจอาหารระดับโลก

ลงเมื่อ 27 พฤษภาคม 2569 05:00
สคต. ณ เมืองมิลาน (อิตาลี) (TTC, Milan (Italy))
8
image.png

งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม TUTTOFOOD ณ เมืองมิลาน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 
11-14 พฤษภาคม 256บนพื้นที่ 82,000 ตารางเมตร ณ ศูนย์แสดงสินค้า Rho Fiera Milano ปิดฉากลงด้วยสถิติสูงสุดครั้งใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมงานตลอด วัน รวมกว่า 123,000 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปี 2025 ในจำนวนนี้เป็นผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศกว่า 27,000 ราย สะท้อนการเติบโตของงานในฐานะแพลตฟอร์มธุรกิจอาหารระดับนานาชาติที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดงานครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงรวม 10 Hall คิดเป็นพื้นที่กว่า 82,000 ตารางเมตร โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปีก่อนหน้า ซึ่งพื้นที่ถูกจองเต็มทั้งหมด โดยมีแบรนด์สินค้าเข้าร่วมกว่า 5,000 แบรนด์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าประมาณร้อยละ 30 เป็นบริษัทจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมี Top Buyers ระดับนานาชาติกว่า 4,000 รายเข้าร่วมงาน โดยเป้าหมายการจัดงานในปีนี้คือ เพื่อยกระดับให้เป็นผู้นำโลกด้านงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โดยยังคงเน้นย้ำนวัตกรรมและความยั่งยืน พร้อมส่งเสริมแนวคิดการผลิตและกระจายอาหารอย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนการเป็นสถานที่เจรจาธุรกิจอย่างแท้จริง

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง Fiere di Parma และ Fiera Milano รวมถึงการสนับสนุนด้านเครือข่ายระหว่างประเทศจาก Koelnmesse ผู้จัดงาน Anuga ประเทศเยอรมนี ซึ่งถือเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยความร่วมมือนี้มีเป้าหมายผลักดันให้ TUTTOFOOD ก้าวขึ้นเป็น Global Food Business Platform ของยุโรปตอนใต้ ซึ่งปัจจุบันงานแสดงสินค้าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงสินค้าอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น Business Hub ที่ผู้ประกอบการใช้ในการประเมินความต้องการของตลาดโลก สร้างเครือข่ายธุรกิจ ขยายตลาด และพัฒนาโอกาสทางการค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน โดยความร่วมมือดังกล่าวได้ช่วยดึงดูดเครือข่ายผู้ซื้อและผู้เยี่ยมชมจากต่างประเทศให้เข้ามาในอิตาลีมากขึ้น อาทิ Cencosud (กลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา) City Super Group (กลุ่มธุรกิจค้าปลีกระดับพรีเมียมชั้นนำจากฮ่องกง) SYSCO (ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ) Spinneys (เครือซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมชั้นนำในภูมิภาคอ่าวอาหรับ) Promocash (หน่วยธุรกิจ Cash & Carry ในเครือคาร์ฟูร์ที่เน้นกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการร้านอาหารเป็นหลัก) Coupang (ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซระดับโลก ฉายา Amazon แห่งเกาหลี) เป็นต้น

ทั้งนี้ ในงานได้จัดให้มี Country pavilion เพิ่มขึ้น อาทิ ไอร์แลนด์ สเปน จีน อุสเบกิสถาน โปแลนด์ โรมาเนีย เกาหลี ออสเตรีย อินเดีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ กรีซ เป็นต้น โดยผู้จัดงานใช้กลยุทธ์แบ่งการนำเสนอตามประเภทสินค้า เพื่อความสะดวกของ buyer ในการเยี่ยมชม นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรพื้นที่เจรจาธุรกิจโดยเฉพาะ (VIP Lounge) ในทุกอาคารเพื่อความสะดวกและผู้ชมงานสามารถเดินชมและชิมอาหารได้ตลอดงาน โดยผู้จัดยังได้เพิ่มแพลตฟอร์มสำหรับการทำนัดหมายเพื่อจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายล่วงหน้าบนเวบไซต์เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดขายในการจัดงาน

image.png

สคต. ณ เมืองมิลาน ได้เข้าเยี่ยมชมงาน TUTTOFOOD 2026และได้หารือกับผู้จัดงานฯ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดและแนวโน้มสินค้าเกษตรและอาหาร โดยผู้จัดงานฯ ได้ให้ข้อมูลว่า ในช่วงปี 2566-2567 เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารในยุโรปและระดับโลก โดยในปี 2566 Fiera Milano เข้าถือหุ้นใน Fiere di Parma (ผู้จัดงาน CIBUS ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่สำคัญอีกงานหนึ่งในอิตาลี) และได้รับสิทธิ์ในการบริหารจัดการงาน TUTTOFOOD ในมิลาน โดยแบ่งบทบาทอย่างชัดเจน ได้แก่ 1) CIBUS (เมือง Parma) เน้นความเป็น Made in Italy และอาหารอิตาลีแท้ๆ และ 2) TUTTOFOOD (เมือง Milan) เน้นความเป็น Global Hub และสินค้านานาชาติ ซึ่งการรวมตัวกันครั้งนี้ ทำให้ทั้งสองงานกลายเป็นเครือข่ายงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี และสามารถดึงดูดผู้ซื้อจากทั่วโลกได้แบบ One-stop service 

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ปี 2568 และ 2569 กลายเป็นปีที่งาน TUTTOFOOD มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะได้ทีมงานจาก Parma ที่เชี่ยวชาญด้านอาหารโดยตรงมาช่วยบริหารจัดการ และการดำเนินกลยุทธ์การตลาดกับพันธมิตรรายใหญ่จากเยอรมนี โดยจัดตารางงานที่ไม่ทับซ้อนกันและการดึงผู้ซื้อต่างชาติศักยภาพสูงเข้ายุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสะท้อนบทบาทของอิตาลีในฐานะศูนย์กลางสินค้าอาหารคุณภาพของยุโรป และเป็นแหล่งจัดหาสินค้าสำคัญของผู้นำเข้าและห้างค้าปลีกระดับโลก ทั้งในกลุ่ม Retail Food Service และ E-commerce โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ความต้องการสินค้าอาหารยุโรปและสินค้า Premium ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของงานปีนี้ คือ การเติบโตของผู้ซื้อจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับสินค้าอาหารคุณภาพสูง โดยเฉพาะสินค้า Made in Italy ที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอาหาร โดยผู้ซื้อรายใหญ่หลายรายจากต่างประเทศยังให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า งาน TUTTOFOOD มีจุดเด่นด้านคุณภาพของ exhibitors ความหลากหลายของสินค้า และประสิทธิภาพในการจัด Business Matching โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำเข้าจากเอเชียและตะวันออกกลางที่ให้ความสำคัญกับสินค้า Premium Organic และ Authentic Products มากขึ้นอย่างชัดเจน 

image.png

ในขณะที่แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน มุ่งสู่การแข่งขันในการยกระดับด้านคุณค่าของสินค้ามากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับความสนใจสูงประกอบด้วย 1) กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากพืช อาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์ปราศจากแลคโตส และอาหารโปรตีนสูง ควบคู่ไปกับสินค้ากลุ่มพรีเมียมอย่างน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (EVO) น้ำส้มสายชูบัลซามิก ช็อกโกแลต และครีมพิสตาชิโอ โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการขนาดเล็กที่นำเสนอสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 2) โซนออร์แกนิกและ Plant-based มีการเปิดตัวนวัตกรรมอาหาร โดยมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน เทคโนโลยีการผลิต และสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์จากพืชและโปรตีนทางเลือก ซึ่งมีความสมจริง เนื้อสัมผัสและรสชาติใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริงมากขึ้น ลดการใช้สารปรุงแต่งเคมี และการเปิดตัววัตถุดิบใหม่ๆ อาทิ บริษัท Novameat (สเปน) นำเสนอนวัตกรรมเนื้อสัตว์ไฮบริด เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์แต่ยังคงความฉ่ำและเนื้อสัมผัสที่ดีเยี่ยม โดยมีบริษัทผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มนี้มากถึง 34 ประเทศ เช่น สเปน (มีบริษัทเข้าร่วมแสดงในงานถึง 27 บริษัท) รวมถึงบริษัทจากโปแลนด์ กรีซ และตุรกี 3) บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ที่มาออกงาน TUTTOFOOD 2026 มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับกลุ่มผู้ใช้  ยาลดน้ำหนัก (GLP-1) ที่ต้องการสารอาหารเข้มข้นแต่แคลอรี่น้อย เน้นอาหารที่ให้สารอาหารสูงในปริมาณน้อย     เช่น โปรตีนเข้มข้นเพื่อให้ร่างกายไม่เสียมวลกล้ามเนื้อ ขณะที่น้ำหนักลดลง การเสริมวิตามินและแร่ธาตุที่ผู้ป่วยมักขาดเมื่อกินอาหารได้น้อยลง เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม และไฟเบอร์เข้มข้น เพื่อช่วยระบบขับถ่าย โดยใช้ขนาดบรรจุภัณฑ์ที่เล็กลงแต่มีคุณภาพพรีเมียม      เช่น Nestlé Danone Conagra Arla Huel Smoothie King เป็นต้น 
4) การใช้ซอฟต์พาวเวอร์ผ่านวัฒนธรรมอาหาร เช่น อาหารอิตาเลียนที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ซึ่งช่วยทำหน้าที่ต่อต้านสินค้าเลียนแบบ ทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนไปสู่เส้นทางสายอาหารในพื้นที่เมืองรอง ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรท้องถิ่น

จากข้อมูลในเวทีสัมมนาในงาน TUTTOFOOD 2026 พบว่า ห่วงโซ่อุปทานยังคงมีความเสี่ยง โดยเฉพาะผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของต้นทุนการผลิต อาทิ การขาดแคลนปุ๋ยเคมีในตลาดโลก ต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรของภาคธุรกิจและอาจกดดันให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น แม้อิตาลีจะสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในบางโครงสร้างการผลิต แต่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบต้นน้ำที่สำคัญ เช่น ข้าวสาลีอ่อน ข้าวโพด และโปรตีนจากพืชสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลในอิตาลีถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการเลือกใช้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยมูลค่าการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพด้าน AgriFoodTech พุ่งสูงเกิน 120 ล้านยูโร (+18%ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้รับการบูรณาการเข้ากับกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มากขึ้น ทั้งในด้านการทำการเกษตรแม่นยำสูง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานเพื่อความน่าเชื่อถือของสินค้าและต่อต้านการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าหรือ Italian Sounding

image.png

นอกเหนือจากความสำเร็จทางธุรกิจ คณะผู้จัดงานยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดอุบัติการณ์ขยะอาหาร (Food Waste) ผ่านความร่วมมือกับ Banco Alimentare ภายใต้โครงการ TUTTOFOOD is Food Saving โดยหลังจบการแสดงสินค้า อาสาสมัครจาก Banco Alimentare ร่วมกับ Number 1 Logistics Group และ Banco Alimentare Lombardo ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์อาหารที่ผู้จัดแสดงประสงค์จะร่วมบริจาคซึ่งมีมากกว่า 600 บริษัท ัดส่งต่อให้กับองค์กรพันธมิตรในท้องถิ่น อาทิ โรงทาน ศูนย์พักพิง บ้านพักเด็กและครอบครัว เพื่อนำไปแจกจ่ายและให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวที่ขาดแคลนกว่า 200,000 ครัวเรือน ในแคว้นลอมบาร์เดีย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TUTTOFOOD ในการขับเคลื่อนทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยื

สำหรับประเทศไทย การเติบโตของงาน TUTTOFOOD และการขยายบทบาทสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น อาจเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการอาหารไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน อาหารสุขภาพ อาหารเอเชีย อาหารฮาลาล และสินค้า Premium Food ที่มีศักยภาพตอบโจทย์ผู้ซื้อจากยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียได้ในอนาคต

ความคิดเห็นของ สคต. ณ เมืองมิลาน 

1) โอกาสทองของผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดอาหารในอิตาลี ผ่านงาน TUTTOFOOD ผู้ประกอบการไทยควรใช้แพลตฟอร์มของงาน TUTTOFOOD ในการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น และอัปเดตนวัตกรรมอาหารล่าสุดเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์เรื่องรักษ์สุขภาพ ความยั่งยืน และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในยุโรปที่พร้อมเปิดรับอาหารทางเลือกจากต่างวัฒนธรรม โดยจากแนวโน้มภายในงาน พบว่า ผู้ซื้อให้ความสนใจกับสินค้าอาหารคุณภาพสูง สินค้าออร์แกนิก อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน และสินค้าที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งที่มา วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานสินค้า การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการสื่อสารจุดเด่นของสินค้าให้ชัดเจน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจรจากับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในตลาดยุโรป 

2) สินค้าอาหารไทยที่กำลังได้รับความนิยมในอิตาลี ปี 2569 (มกราคม-เมษายน) การส่งออกสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยไปยังอิตาลี มีมูลค่า 2.4 พันล้านบาท เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ลดลง 6.64จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรหลักที่ส่งออกมายังอิตาลีมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 154.70 ล้านบาท สัดส่วน 6.45% ขยายตัว 27.73% 2) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 129.01 ล้านบาท สัดส่วน 5.38% ขยายตัว 10.22% 3) เครื่องดื่ม 82.18 ล้านบาท สัดส่วน 3.43% ขยายตัว 19.71% 4) สิ่งปรุงรสอาหาร 63.93% ล้านบาท สัดส่วน 2.67 ขยายตัว 23.10และ 5) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป 42.13 ล้านบาท สัดส่วน 1.76% ลดลง -48.28ซึ่งหากสัดส่วนการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยมายังอิตาลีได้เพิ่มขึ้นด้วย โดยปัจจุบันความต้องการบริโภคอาหารไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทิศทางดังกล่าวสอดรับกับการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารไทย ในอิตาลี โดยล่าสุดมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์มาตรฐาน Thai SELECT รวมแล้วถึง 1แห่ง และคาดว่าจะมีการอนุมัติเครื่องหมายดังกล่าวเพิ่มขึ้น

3) แนวโน้มสินค้าอาหารที่กำลังเป็นที่ต้องการในอิตาลี จากพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคและการค้าโลก ได้เปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ โดยตลาดภายในประเทศเริ่มฟื้นตัวและมีปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารสดในหมวดอาหารเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับตลาดต่างประเทศ แม้ว่ากลุ่มลูกค้าเดิม เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และฝรั่งเศส จะยังคงเป็นตลาดหลัก แต่ภูมิภาคเอเชียได้กลายเป็นตลาดใหม่ที่ขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าประเภทพรีเมียมและกูร์เมต์ นอกจากนี้ สินค้า Private Label พบว่า ได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่และผู้ซื้อรายย่อยในต่างประเทศ โดยมีปริมาณความต้องการสินค้าในหมวดนี้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 ในปีที่ผ่านมา ส่วนทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน 1) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนซึ่งกลายเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อ ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ว่าอาหารนั้นอร่อยหรือมีคุณค่าทางโภชนาการเพียงอย่างเดียว แต่ยังประเมินจากผลกระทบที่อาหารมีต่อสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการบริโภคจึงเริ่มโน้มเอียงไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีที่มาชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และมีผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด 2) แนวโน้มที่ชัดเจน คือ ความต้องการอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น อาหารน้ำตาลต่ำ ไขมันต่ำ โปรตีนสูง อาหารจากพืช อาหารออร์แกนิก และอาหารที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ โดยสินค้าไทยที่มีโอกาส ได้แก่ 1) อาหารพร้อมรับประทานที่ปรับสูตรให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น 2) เครื่องปรุงรสที่ลดน้ำตาล ลดโซเดียม หรือใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 3) ขนมขบเคี้ยวที่ไม่หวานจัด ไม่มันเกินไป และมีภาพลักษณ์สุขภาพ และ 4) ผลิตภัณฑ์จากพืช สมุนไพร ธัญพืช และวัตถุดิบธรรมชาติของไทย 

4) ตลาดตะวันออกกลางเป็นโอกาสเสริมที่ผู้ประกอบการไทยควรติดตาม โดยจากทิศทางของการจัดงาน TUTTOFOOD 2026 พบว่า ผู้จัดงานให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่ายผู้ซื้อจากภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น ขณะที่ผู้นำเข้าจากกลุ่มประเทศ Gulf countries ให้ความสนใจกับสินค้าพรีเมียม สินค้าออร์แกนิก สินค้าฮาลาล และสินค้าเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มอาหารฮาลาล ข้าว อาหารทะเล ผลไม้แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และสินค้าอาหารที่มีมาตรฐานสากลรองรับ จึงควรพิจารณาโอกาสในการขยายตลาดไปยังภูมิภาคดังกล่าวควบคู่กับตลาดยุโรป โดยควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานฮาลาล การรับรองคุณภาพสินค้า บรรจุภัณฑ์ และช่องทางการกระจายสินค้าให้เหมาะสมกับตลาดเป้าหมาย 

FINAL ข่าวเด่นที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 .pdf
Share :
Instagram