fb
ธนาคารกลางอิสราเอล (BOI) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน กับผลกระทบการค้าไทย

ธนาคารกลางอิสราเอล (BOI) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน กับผลกระทบการค้าไทย

โดย
Natthapong
ลงเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 22:48
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอล) (TTC, Tel Aviv (Israel))
1

สำนักข่าว Globes ของอิสราเอล รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Committee) ของธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel: BOI) โดยผู้ว่าการฯ นาย Amir Yaron ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอิสราเอล ลงอีก 0.25% จากเดิม 3.75% สู่ระดับ 3.50% ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง (ต่อเนื่องจากปลายเดือนพฤษภาคม 2569) และนับเป็นการปรับลดครั้งที่ 4 ตั้งแต่พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของอิสราเอลลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2566

 

ธนาคารกลางอิสราเอลได้ระบุถึงปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการ ในการลดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้

 

1. เสถียรภาพด้านอัตราเงินเฟ้อ - อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของอิสราเอลในเดือนพฤษภาคมทรงตัวอยู่ที่ 1.9% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำและเกือบกึ่งกลางของกรอบเป้าหมายของรัฐบาลที่ 1%–3%

2. การลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน - บันทึกความเข้าใจ (MOU) และข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง รวมถึงช่วยคลี่คลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางลงอย่างมีนัยสำคัญ

3. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังสงคราม - หลังจากการสิ้นสุดของปฏิบัติการทางทหาร "Operation Lion's Roar" (ความขัดแย้งทางทหารกับอิอิร่านช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน) กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง กำลังแรงงานเริ่มกลับเข้าสู่ระบบหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกองหนุน 

4. มาตรการสกัดการแข็งค่าของเงินเชเกล - เงินเชเกล (NIS) แข็งค่าขึ้นอย่างมากจนแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ควบคู่กับการที่ธนาคารกลางเข้าแทรกแซงตลาดโดยการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศมูลค่า 801 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเป้าหมายเพื่อชะลอการแข็งค่าและอุ้มภาคการส่งออกของประเทศ

 

การปรับเปลี่ยนตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ (Macroeconomic Forecasts)

 

ธนาคารกลางอิสราเอล ได้ปรับปรุงการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจ (Baseline Scenario) ของอิสราเอลประจำปี 2026–2027 ดังต่อไปนี้

 

1. การเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP)คาดการณ์ว่า GDP ของอิสราเอลจะเติบโตขึ้น 4.0% ในปี 2026 (ปรับเพิ่มจากเดิมที่คาดไว้ในเดือนมีนาคมเนื่องจากตัวเลขไตรมาสแรกดีกว่าคาด) และจะเร่งตัวขึ้นสู่ 5.5% ในปี 2027

2. อัตราเงินเฟ้อปี 2026ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อตลอดทั้งปีลงเหลือเพียง 1.8% (จากเดิมคาดไว้ 2.2%)

3. ทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต - ธนาคารกลางส่งสัญญาณว่า หากสถานการณ์เงินเฟ้อและงบประมาณภาครัฐยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้งในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจะลงไปอยู่ที่ 3.0% ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2027

4. ดุลภาวะการคลังภาครัฐ - คาดการณ์การขาดดุลงบประมาณภาครัฐอยู่ที่ 4.9% ของ GDP ในปี 2026 และจะลดลงเหลือ 4.2% ในปี 2027 โดยตั้งสมมติฐานว่าไม่มีการปรับงบประมาณกลาโหมเพิ่มขึ้นเกินกว่ากรอบสำรองที่ตั้งไว้

 

ผลกระทบต่อประเทศไทย

สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ วิเคราะห์ว่า นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย (Dovish Policy) ของอิสราเอลในครั้งนี้ ส่งผลกระทบทั้งในแง่บวกและแง่ท้าทายต่อภาคการส่งออกและการค้าของไทย ดังนี้

 

ผลกระทบเชิงบวก (โอกาสทางการค้าของไทย)

1. ต้นทุนทางการเงินของผู้นำเข้าอิสราเอลลดลง

การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Prime Rate) ลดลงมาอยู่ที่ 5.0% ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้นำเข้าและห้างค้าปลีกในอิสราเอล ทำให้ความสามารถในการสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าแฟชั่นสปอร์ตแวร์ และวัตถุดิบสิ่งทอจากประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในครึ่งปีหลัง

2. กำลังซื้อภาคครัวเรือนฟื้นตัว

มาตรการนี้ช่วยลดภาระการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน (Mortgage) ของผู้บริโภคท้องถิ่น ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวหลังการประกาศข้อตกลงด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค ส่งผลให้ความต้องการสินค้าหมวดอาหารสำเร็จรูปแปรรูป อาหารแช่แข็ง และสินค้าไลฟ์สไตล์จากไทยขยายตัวตามดัชนีการบริโภค

 

ผลกระทบเชิงท้าทาย (สิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง)

ความผันผวนของค่าเงินเชเกล (NIS) กับเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)

ทันทีที่มีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยและมาตรการแทรกแซง ค่าเงินเชเกล (NIS) ส่งสัญญาณอ่อนค่าลงเล็กน้อยราว 0.1% อยู่ที่ระดับ 3.0 เชเกลต่อดอลลาร์สหรัฐ หากเงินเชเกลอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อาจทำให้ราคาสินค้านำเข้าจากไทย (ซึ่งซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก) มีราคาแพงขึ้นในมุมมองของผู้บริโภคอิสราเอล ผู้ส่งออกไทยจึงจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรัดกุม

 

ความเห็นของ สคต.

 

สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ มีความเห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจอิสราเอลกำลังเข้าสู่ "โหมดการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบ" และสภาวะตลาดเอื้ออำนวยต่อการทำกิจกรรมส่งเสริมของ สคต. โดยควรดำเนินการเร่งผลักดันกิจกรรมเจรจาการค้า (Trade Matchmaking) ที่ สคต. จะใช้โอกาสที่ผู้นำเข้าอิสราเอลมีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น เร่งจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ในหมวดสินค้าที่อิสราเอลมีความต้องการสูงเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4% และสคต. แนะนำให้ผู้ส่งออกไทยเร่งปิดดีลซื้อขายในช่วงนี้ เพราะกำลังซื้อในประเทศอิสราเอลกำลังฟื้นตัว ก่อนที่การอ่อนค่าของเงินเชเกล (จากการลดดอกเบี้ยในอนาคตสู่ระดับ 3.0%) จะเริ่มส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าของฝั่งอิสราเอล และอาจทำให้เป็นอุปสรรคในการนำเข้าสินค้าจากไทยในระยะยาวได้

 

ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

 

ที่มา :     

  1. https://en.globes.co.il

  2. https://www.reuters.com

แปล_วิเคราะห์_2026__July_ข่าว3-ธนาคารกลางอิสราเอล (BOI) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน กับผลกระทบการค้าไทย.pdf
Share :
Instagram