fb
ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ในสหรัฐฯ (Grocery Online)  เติบโต

ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ในสหรัฐฯ (Grocery Online) เติบโต

โดย
Pisetsak
ลงเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 03:19
สคต. ณ นครชิคาโก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Chicago (USA))
4

              รายงานล่าสุดจากสมาคม The Food Industry Association หรือ FMI ร่วมกับบริษัทวิจัย  NielsenIQ  คาดการณ์ว่า ภายในปี 2028 ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคทางออนไลน์ (Grocery Online) จะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 452 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 11.6 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของยอดขายหน้าร้านที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.62 ต่อปีในช่วงปี 2026–2028

                 ในปี 2025 เพียงปีเดียว ยอดขายออนไลน์มีส่วนช่วยการเติบโตมูลค่าตลาดรวมประมาณร้อยละ 72–75  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของการค้าปลีก ซึ่งหากไม่มีธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หลายหมวดสินค้าอาจมีแนวโน้มยอดขายทรงตัว หรือหดตัว

               ช่องทาง Omnichannel กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้บริโภค

  พฤติกรรมผู้บริโภคในสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยร้อยละ 94 นิยมซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์และออฟไลน์ร่วมกัน โดยเข้าสู่การซื้อแบบไร้รอยต่อระหว่างหน้าร้านและดิจิทัล   (Omnichannel)  ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตในตลาดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ในอนาคต

               ผู้บริโภคใช้ดิจิทัลในหลายจุด เช่น การค้นหาสินค้า การใช้คูปองดิจิทัล การตรวจสอบโปรโมชั่น รายสัปดาห์ และการสั่งซื้อและเลือกรูปแบบการรับสินค้า ส่งผลให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายรายเร่งการลงทุนในแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมโยงระบบสมาชิก (Loyalty Program) และโปรโมชั่นเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง

               ปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาด

  1. การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในกลุ่มสินค้าอาหาร ยอดขายอาหารออนไลน์เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 19 ในปี 2025 แม้หมวดอาหารยังคงพึ่งพาหน้าร้านเป็นหลัก แต่ถือเป็นโอกาสการขยายตลาดขนาดใหญ่ในอนาคต 

  2. ความต้องการด้านความสะดวกและความรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการจัดส่งสินค้าภายใน วันเดียว (Same-day) และในวันรุ่งขึ้น  (Next-day delivery) มากขึ้น

  3. การเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI โดยร้อยละ 64 ของผู้บริโภคเคยใช้ Generative AI  ผู้บริโภคใช้เพื่อค้นหาข้อมูลและรับคำแนะนำสินค้า การช่วยเพิ่มโอกาสในการขายผ่านการแนะนำสินค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalization)

ความท้าทายเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ค้าปลีก

แม้ตลาดจะเติบโตสูง แต่ผู้ค้าปลีกยังต้องเผชิญความท้าทายสำคัญ ได้แก่

1. การแข่งขันรุนแรงจากผู้เล่นรายใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Amazon และ Walmart ครองสัดส่วนยอดขายออนไลน์รวมกันถึงประมาณร้อยละ 61 และทั้งสองบริษัทได้มีการลงทุนมหาศาลสำหรับระบบจัดส่งสินค้าโดยเฉพาะการให้บริการจัดส่งสินค้าแบบด่วนภายในวันเดียว

2. ต้นทุน Fulfillment สูง ซึ่งเป็นต้นทุนในการส่งสินค้าให้ลูกค้าจนครบกระบวนการ เริ่มตั้งแต่ค่าคลังสินค้า ค่าแรงในการแพ็กสินค้า ค่าจัดส่งสินค้า ค่าบริหารจัดการออเดอร์ และระบบหลังบ้าน  การจัดส่ง (Delivery & Shipping) คิดเป็นเกือบร้อยละ 80 ของคำสั่งซื้อออนไลน์มักพึ่งพาตัวกลาง ทำให้ผู้ค้าปลีกสร้างความแตกต่างได้ยาก  ในขณะที่บริการรับสินค้าที่ร้าน (Pickup) ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า กลับมีสัดส่วนลดลง 

3. พฤติกรรมตะกร้าขนาดเล็ก (Small Basket)  คือ พฤติกรรมที่ผู้บริโภคมักซื้อสินค้าออนไลน์ในปริมาณน้อยต่อครั้ง เมื่อเทียบกับการซื้อหน้าร้าน โดยพบว่าร้อยละ 39 ของการซื้อหน้าร้านเป็นการซื้อแบบ Stock-up (12 ชิ้นขึ้นไป) ขณะที่การซื้อออนไลน์มีเพียงร้อยละ 16 เท่านั้นที่เป็นลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้คำสั่งซื้อออนไลน์มีมูลค่าต่อบิลต่ำกว่า และกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานรวมถึงกำไรของผู้ค้าปลีก

 4. พฤติกรรมตะกร้าขนาดเล็ก (Small Basket)  คือ พฤติกรรมที่ผู้บริโภคมักซื้อสินค้าออนไลน์ในปริมาณน้อยต่อครั้ง เมื่อเทียบกับการซื้อหน้าร้าน โดยพบว่าร้อยละ 39 ของการซื้อหน้าร้านเป็นการซื้อแบบ Stock-up (12 ชิ้นขึ้นไป) ขณะที่การซื้อออนไลน์มีเพียงร้อยละ 16 เท่านั้นที่เป็นลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้คำสั่งซื้อออนไลน์มีมูลค่าต่อบิลต่ำกว่า และกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานรวมถึงกำไรของผู้ค้าปลีก

          แนวทางการปรับตัวของผู้ค้าปลีก 

รายงานเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่

  • การพัฒนา Omnichannel Ecosystem  ระบบค้าปลีกที่เชื่อมโยงทุกช่องทางการขายและการสื่อสารเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์เดียวกัน ไม่ว่าจะซื้อจากช่องทางไหนก็ตา

  • การปรับปรุง Product Discovery เช่น ฟิลเตอร์สินค้า และระบบแนะนำสินค้า ทำให้ลูกค้า เจอของที่ใช่ ง่ายและเร็วขึ้น 

  • การใช้ Retail Media Networks เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม การให้บริการเสริม เช่น การหารายได้จากพื้นที่โฆษณาของตัวเอง เปิดพื้นที่ในเว็บ หรือในแอปให้แบรนด์มาซื้อโฆษณา 

  • การลงทุนใน Mobile Checkout ทำให้การชำระเงินง่ายบนมือถือ และ ผสมผสานกับ Foodservice Integration (พ่วงของกินกับของใช้) เป็นการเพิ่มมูลค่าในออเดอร์

  • การนำ AI และ Automation มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ลูกค้า เช่น การคาดการณ์ยอดขาย การเก็บสต๊อกสินค้าให้พอดี การปรับราคา การจัดโปรโมชัน การแนะนำสินค้า การบริการตอบลูกค้า   

    -ข้อคิดเห็น

  • การเติบโตของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ในสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายตัวของยอดขายแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการแข่งขันในอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในรูปแบบ Omnichannel และระบบค้าปลีกยุคใหม่

  • โอกาสของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ ยังเปิดกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคแบบ Omnichannel การจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ FDA สหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด

  • ในภาพรวม ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “ดิจิทัล” ไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจ การเติบโตในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ค้าปลีกในการผสานประสบการณ์ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว และตอบโจทย์ด้านความสะดวก ความรวดเร็ว และการนำเสนอสินค้า/บริการที่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล จะเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันที่เข้มข้นและสามารถต่อยอดการเติบโตของอีคอมเมิร์ซไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ เทคโนโลยีอย่าง AI จะมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค้าปลีกอัจฉริยะ (Smart Retail) และเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการแข่งขันในอนาคต

 

 

Weekly News-ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ในสหรัฐฯ (Grocery Online) เติบโต.pdf
Share :
Instagram