
รายงานล่าสุดจากสมาคม The Food Industry Association หรือ FMI ร่วมกับบริษัทวิจัย NielsenIQ คาดการณ์ว่า ภายในปี 2028 ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคทางออนไลน์ (Grocery Online) จะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 452 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 11.6 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของยอดขายหน้าร้านที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.62 ต่อปีในช่วงปี 2026–2028
ในปี 2025 เพียงปีเดียว ยอดขายออนไลน์มีส่วนช่วยการเติบโตมูลค่าตลาดรวมประมาณร้อยละ 72–75 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของการค้าปลีก ซึ่งหากไม่มีธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หลายหมวดสินค้าอาจมีแนวโน้มยอดขายทรงตัว หรือหดตัว
ช่องทาง Omnichannel กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้บริโภค
พฤติกรรมผู้บริโภคในสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยร้อยละ 94 นิยมซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์และออฟไลน์ร่วมกัน โดยเข้าสู่การซื้อแบบไร้รอยต่อระหว่างหน้าร้านและดิจิทัล (Omnichannel) ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตในตลาดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ในอนาคต
ผู้บริโภคใช้ดิจิทัลในหลายจุด เช่น การค้นหาสินค้า การใช้คูปองดิจิทัล การตรวจสอบโปรโมชั่น รายสัปดาห์ และการสั่งซื้อและเลือกรูปแบบการรับสินค้า ส่งผลให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายรายเร่งการลงทุนในแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมโยงระบบสมาชิก (Loyalty Program) และโปรโมชั่นเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาด
การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในกลุ่มสินค้าอาหาร ยอดขายอาหารออนไลน์เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 19 ในปี 2025 แม้หมวดอาหารยังคงพึ่งพาหน้าร้านเป็นหลัก แต่ถือเป็นโอกาสการขยายตลาดขนาดใหญ่ในอนาคต
ความต้องการด้านความสะดวกและความรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการจัดส่งสินค้าภายใน วันเดียว (Same-day) และในวันรุ่งขึ้น (Next-day delivery) มากขึ้น
การเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI โดยร้อยละ 64 ของผู้บริโภคเคยใช้ Generative AI ผู้บริโภคใช้เพื่อค้นหาข้อมูลและรับคำแนะนำสินค้า การช่วยเพิ่มโอกาสในการขายผ่านการแนะนำสินค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalization)
ความท้าทายเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ค้าปลีก
แม้ตลาดจะเติบโตสูง แต่ผู้ค้าปลีกยังต้องเผชิญความท้าทายสำคัญ ได้แก่
1. การแข่งขันรุนแรงจากผู้เล่นรายใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Amazon และ Walmart ครองสัดส่วนยอดขายออนไลน์รวมกันถึงประมาณร้อยละ 61 และทั้งสองบริษัทได้มีการลงทุนมหาศาลสำหรับระบบจัดส่งสินค้าโดยเฉพาะการให้บริการจัดส่งสินค้าแบบด่วนภายในวันเดียว
2. ต้นทุน Fulfillment สูง ซึ่งเป็นต้นทุนในการส่งสินค้าให้ลูกค้าจนครบกระบวนการ เริ่มตั้งแต่ค่าคลังสินค้า ค่าแรงในการแพ็กสินค้า ค่าจัดส่งสินค้า ค่าบริหารจัดการออเดอร์ และระบบหลังบ้าน การจัดส่ง (Delivery & Shipping) คิดเป็นเกือบร้อยละ 80 ของคำสั่งซื้อออนไลน์มักพึ่งพาตัวกลาง ทำให้ผู้ค้าปลีกสร้างความแตกต่างได้ยาก ในขณะที่บริการรับสินค้าที่ร้าน (Pickup) ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า กลับมีสัดส่วนลดลง
3. พฤติกรรมตะกร้าขนาดเล็ก (Small Basket) คือ พฤติกรรมที่ผู้บริโภคมักซื้อสินค้าออนไลน์ในปริมาณน้อยต่อครั้ง เมื่อเทียบกับการซื้อหน้าร้าน โดยพบว่าร้อยละ 39 ของการซื้อหน้าร้านเป็นการซื้อแบบ Stock-up (12 ชิ้นขึ้นไป) ขณะที่การซื้อออนไลน์มีเพียงร้อยละ 16 เท่านั้นที่เป็นลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้คำสั่งซื้อออนไลน์มีมูลค่าต่อบิลต่ำกว่า และกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานรวมถึงกำไรของผู้ค้าปลีก
4. พฤติกรรมตะกร้าขนาดเล็ก (Small Basket) คือ พฤติกรรมที่ผู้บริโภคมักซื้อสินค้าออนไลน์ในปริมาณน้อยต่อครั้ง เมื่อเทียบกับการซื้อหน้าร้าน โดยพบว่าร้อยละ 39 ของการซื้อหน้าร้านเป็นการซื้อแบบ Stock-up (12 ชิ้นขึ้นไป) ขณะที่การซื้อออนไลน์มีเพียงร้อยละ 16 เท่านั้นที่เป็นลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้คำสั่งซื้อออนไลน์มีมูลค่าต่อบิลต่ำกว่า และกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานรวมถึงกำไรของผู้ค้าปลีก
แนวทางการปรับตัวของผู้ค้าปลีก
รายงานเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่
การพัฒนา Omnichannel Ecosystem ระบบค้าปลีกที่เชื่อมโยงทุกช่องทางการขายและการสื่อสารเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์เดียวกัน ไม่ว่าจะซื้อจากช่องทางไหนก็ตา
การปรับปรุง Product Discovery เช่น ฟิลเตอร์สินค้า และระบบแนะนำสินค้า ทำให้ลูกค้า เจอของที่ใช่ ง่ายและเร็วขึ้น
การใช้ Retail Media Networks เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม การให้บริการเสริม เช่น การหารายได้จากพื้นที่โฆษณาของตัวเอง เปิดพื้นที่ในเว็บ หรือในแอปให้แบรนด์มาซื้อโฆษณา
การลงทุนใน Mobile Checkout ทำให้การชำระเงินง่ายบนมือถือ และ ผสมผสานกับ Foodservice Integration (พ่วงของกินกับของใช้) เป็นการเพิ่มมูลค่าในออเดอร์
การนำ AI และ Automation มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ลูกค้า เช่น การคาดการณ์ยอดขาย การเก็บสต๊อกสินค้าให้พอดี การปรับราคา การจัดโปรโมชัน การแนะนำสินค้า การบริการตอบลูกค้า
-ข้อคิดเห็น
การเติบโตของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ในสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายตัวของยอดขายแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการแข่งขันในอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในรูปแบบ Omnichannel และระบบค้าปลีกยุคใหม่
โอกาสของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ ยังเปิดกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคแบบ Omnichannel การจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ FDA สหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด
ในภาพรวม ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “ดิจิทัล” ไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจ การเติบโตในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ค้าปลีกในการผสานประสบการณ์ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว และตอบโจทย์ด้านความสะดวก ความรวดเร็ว และการนำเสนอสินค้า/บริการที่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล จะเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันที่เข้มข้นและสามารถต่อยอดการเติบโตของอีคอมเมิร์ซไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ เทคโนโลยีอย่าง AI จะมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค้าปลีกอัจฉริยะ (Smart Retail) และเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการแข่งขันในอนาคต