fb
เวียดนามเร่งปรับโครงสร้างนิคมอุตสาหกรรม สร้างฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เวียดนามเร่งปรับโครงสร้างนิคมอุตสาหกรรม สร้างฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดย
Tran
ลงเมื่อ 04 ธันวาคม 2568 16:01
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
128

เนื้อข่าว 

ภายหลังการปรับโครงสร้างการปกครองระดับจังหวัด นครโฮจิมินห์ได้เร่งทบทวนและปรับปรุงแผนผังการพัฒนาเมือง เพื่อกำหนดบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการระดับภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของนิคมอุตสาหกรรม ทั้งด้านระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับแรงงานและชุมชน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพสูง การสร้างและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

image.png

ทั้งนี้ ศูนย์ส่งเสริมการลงทุนและการค้าแห่งนครโฮจิมินห์ (Investment and Trade Promotion Centre: ITPC) ระบุว่าผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ผลิตยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ เช่น การเข้าถึงที่ดิน การขออนุมัติการลงทุน การเวนคืนและเคลียร์พื้นที่ การพัฒนาเขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และการจัดทำแผนผังพัฒนาแบบผสานอุตสาหกรรม–เมือง–บริการ ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องของโครงการ

ในมิติด้านกฎหมายและกระบวนการอนุมัติ ดร. Le Hong Hanh ประธานศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเวียดนาม (Vietnam International Arbitration Centre: VIAC) ชี้ว่า นิคมอุตสาหกรรมและเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (export processing zones) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของนครโฮจิมินห์ และการควบรวมเขตการปกครองจะช่วยสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาและยกระดับระบบนิคมอุตสาหกรรมของเมือง อย่างไรก็ดี โครงการจำนวนมากยังประสบข้อจำกัดด้านขั้นตอนปฏิบัติ (procedural bottlenecks) ที่ส่งผลให้ความคืบหน้าล่าช้า และข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกิดจากความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา ส่งผลให้เกิดข้อพิพาท ความเสียหายที่ไม่จำเป็นต่อผู้ลงทุน และบั่นทอนความสามารถในการดึงดูดการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม รวมทั้งทำให้ภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงรอดำเนินโครงการ (project waiting costs) สูงขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่หน่วยงานรัฐมีการตีความกฎหมายที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในด้านประสบการณ์ของนักลงทุนต่างชาติ ผู้แทนหอการค้าสิงคโปร์ในเวียดนาม (Singapore Chamber of Commerce in Viet Nam) และหอการค้าออสเตรเลียในเวียดนาม (Australian Chamber of Commerce in Viet Nam) ต่างสะท้อนว่า ความยุ่งยากของขั้นตอนด้านกฎหมาย ระยะเวลาดำเนินงานที่ยาวนาน ความไม่สอดคล้องในการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงาน และการตีความกฎหมายที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจลงทุนเป็นไปได้ยากขึ้น แม้ว่ารูปแบบการร่วมทุนและการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เช่น นิคมอุตสาหกรรมเวียดนาม–สิงคโปร์ (Vietnam–Singapore Industrial Park: VSIP) จะได้รับการยอมรับว่าเป็นกรณีตัวอย่างเชิงความสำเร็จ ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรง (direct investment) มักสร้างผลตอบแทนในระยะยาวจากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ส่วนการเช่าที่ดินหรือโครงสร้างพื้นฐาน แม้ช่วยย่นระยะเวลาเริ่มดำเนินงานและเหมาะกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม แต่ยังมีความเสี่ยงด้านกฎหมายเกี่ยวกับอายุสัญญาเช่า ซึ่งอาจสิ้นสุดพร้อมกับระยะเวลาการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่โครงการทั้งหมด

ในส่วนของข้อเสนอด้านนโยบาย นาย Bui Van Thanh รองประธานสมาคมการเงินนิคมอุตสาหกรรมเวียดนาม (Vietnam Industrial Park Finance Association) และอนุญาโตตุลาการของ VIAC ระบุว่า กรอบกฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่างสำคัญเกี่ยวกับการเข้าถึงที่ดินและการขยายระยะสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดิน (land-use term extension) รวมทั้งความแตกต่างของขั้นตอนอนุมัติการลงทุนในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันหลายโครงการยังล่าช้าจากการจัดสรรพื้นที่ไม่ทันกำหนด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เป็นไปตามแผน และความไม่ชัดเจนในบทบาทของคู่สัญญา ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อขัดแย้งได้ ดังนั้น ผู้ลงทุนควรดำเนินการตรวจสอบสถานะทางกฎหมายอย่างรอบด้าน ใช้แบบสัญญาที่เป็นมาตรฐาน (standard contracts) กำหนดเงื่อนไขคุ้มครองที่จำเป็น (protective clauses) และจัดทำประกันความเสี่ยงด้านกฎหมาย เพื่อป้องกันข้อพิพาทและเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ด้านแนวนโยบายภาครัฐ นาย Tran Viet Ha รองหัวหน้าฝ่ายการบริหารนิคมอุตสาหกรรมและเขตอุตสาหกรรมส่งออกนครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Export Processing and Industrial Zones Authority: HEPZA) ระบุว่า แผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่รองรับการผลิตเพื่อส่งออก ปี 2568–2573 ยังคงพื้นที่เดิมเป็นหลัก แต่ปรับทิศทางไปสู่รูปแบบอุตสาหกรรมเทคโนโลยีก้าวหน้าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการยกระดับเทคโนโลยี กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ขณะที่ นาง Cao Thi Phi Van รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการลงทุนและการค้าแห่งนครโฮจิมินห์ ระบุว่า นครโฮจิมินห์ได้ประกาศใช้กฎหมาย นโยบาย และกฤษฎีกาฉบับใหม่จำนวนมากในปี 2568 ครอบคลุมด้านที่ดิน การลงทุน ที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนรายได้ปานกลางและรายได้น้อย การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ความต้องการคำปรึกษาด้านกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเพิ่มความสำคัญและมีความเร่งด่วนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในงาน Investment Legal Support Forum 2025 ศูนย์ส่งเสริมการลงทุนและการค้าแห่งนครโฮจิมินห์ สถาบันอนุญาโตตุลาการเวียดนาม และหอการค้าออสเตรเลียในเวียดนาม ได้ลงนามความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลด้านกฎหมาย มาตรการป้องกันข้อขัดแย้ง และการระงับข้อพิพาท เพื่อร่วมกันยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนให้มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

นครโฮจิมินห์ได้เร่งปรับโครงสร้างพื้นที่การปกครองและยกระดับกรอบกฎระเบียบภายหลังการควบรวมเขตเมืองกับจังหวัดบิ่นห์เยือง (Binh Duong Province) และจังหวัดบ่าเหรี่ยะ - หวุงเต่า (Ba Ria - Vung Tau Province) ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่ผลักดันให้เมืองเข้าสู่ระยะพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่ของรัฐบาลเวียดนาม ปัจจุบัน นครโฮจิมินห์มีนิคมอุตสาหกรรมและเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกรวม 66 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 27,000 เฮกตาร์ และตั้งเป้าขยายเป็น 105 แห่งภายในปี 2593 รวมพื้นที่กว่า 49,000 เฮกตาร์ เพื่อเสริมบทบาทเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและเป็นแกนกลางของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอาเซียน

ในช่วงปี 2568–2573 นครโฮจิมินห์ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมอัตราการลงทุนเฉลี่ย 8–10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเฮกตาร์ และกำหนดอัตราการเบิกจ่ายตามแผนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการที่ดินอุตสาหกรรม และกรอบกฎหมายด้านการส่งเสริมการลงทุน ในการรองรับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) ปัญญาประดิษฐ์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เมืองอัจฉริยะ และเทคโนโลยีด้านความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนใหม่ทั่วโลกและแผนยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของเวียดนาม

สภาพแวดล้อมการค้าโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ได้กระตุ้นการโยกย้ายฐานการผลิตและการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนมายังภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้เวียดนามเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญ ตัวอย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรมเฮียบเฟือก (Hiep Phuoc Industrial Park) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการพื้นที่ที่รองรับโมเดลเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คาร์บอนต่ำ และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศของเวียดนามและแนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 การพัฒนาเชิงนโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสให้เมืองดึงดูดผู้ผลิตระดับโลกที่มองหาฐานการผลิตที่มีเสถียรภาพและแข่งขันได้ในระยะยาว

ด้านการอำนวยความสะดวกการลงทุน นครโฮจิมินห์ได้ปรับปรุงกระบวนการอนุมัติผ่านระบบบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) โดยมอบอำนาจให้สำนักงานการคลังเมืองและ
คณะกรรมการบริหารนิคมอุตสาหกรรม (HEPZA) เป็นกลไกหลัก ส่งผลให้ระยะเวลาในการออกใบรับรองการลงทุน สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ นครโฮจิมินห์ยังได้เร่งสะสางโครงการที่ค้างอยู่ โดยตั้งแต่ต้นปีสามารถดำเนินการแก้ไขได้แล้ว 670 จาก 838 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 80 ช่วยลดความล่าช้าของกระบวนงาน เพิ่มความชัดเจนของข้อมูล และทำให้ภาคธุรกิจวางแผนได้แม่นยำมากขึ้น

การลดกฎระเบียบ การขยายพื้นที่อุตสาหกรรม และการยกระดับกลไกบริหารงานภาครัฐ ทำให้นครโฮจิมินห์ไม่เพียงตอบสนองความต้องการการลงทุนในปัจจุบัน แต่ยังวางรากฐานเพื่อก้าวสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ระดับภูมิภาค สร้างความได้เปรียบเชิงนโยบายและเชิงโครงสร้าง ทั้งในมิติของความโปร่งใสทางการลงทุน การคุ้มครองสิทธิของนักลงทุน และการรองรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของเวียดนามในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

 

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารและการยกระดับแผนพัฒนาเมืองของนครโฮจิมินห์ช่วยย้ำบทบาทของเวียดนามในฐานะแกนกลางด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันกับเวียดนามซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านแรงงานและต้นทุนพื้นที่อุตสาหกรรมที่ประหยัดกว่า ขณะเดียวกัน ความซับซ้อนของกระบวนการอนุมัติและความแตกต่างของการตีความกฎหมายในแต่ละพื้นที่ยังอาจเพิ่มภาระด้านเวลาและสร้างความไม่แน่นอนให้กับผู้ส่งออกไทยและผู้ประกอบการที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในเวียดนามมากยิ่งขึ้น

ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายด้านที่ดิน การลงทุน การจัดสรรพื้นที่อุตสาหกรรม และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของเวียดนามอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ เช่น การตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย การใช้รูปแบบสัญญามาตรฐาน การกำหนดเงื่อนไขคุ้มครองตามหลักสากล และการจัดทำประกันความเสี่ยง สำหรับผู้ประกอบการที่ตั้งฐานการผลิตในเวียดนาม ควรใช้ประโยชน์จากความร่วมมือของศูนย์ส่งเสริมการลงทุนและการค้าแห่งนครโฮจิมินห์ สถาบันอนุญาโตตุลาการเวียดนาม และหอการค้าออสเตรเลียในเวียดนาม เพื่อเข้าถึงข้อมูลด้านกฎหมาย เครื่องมือระงับข้อพิพาท และแนวปฏิบัติที่ช่วยลดความไม่ชัดเจนของกระบวนการอนุมัติ รวมทั้งพิจารณารูปแบบการร่วมทุนหรือการเช่าพื้นที่กับผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ได้รับการวางผังใหม่ เพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านที่ดินและเพิ่มความต่อเนื่องของโครงการในระยะยาว

การขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนของเวียดนามยังสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นกลาง –ขั้นปลาย โลจิสติกส์ โซลูชันการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบอัตโนมัติ บริการบำรุงรักษาเครื่องจักร และบริการสนับสนุนภาคการผลิต ตลอดจนผู้ผลิตที่ต้องการเข้าร่วมเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การยกระดับระบบบริการแบบจุดเดียวและการเร่งดำเนินการแก้ไขโครงการที่ล่าช้า ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดเวลาการดำเนินงาน และยกระดับความสามารถในการคาดการณ์ของนักลงทุน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยที่มีแผนขยายตลาดหรือย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนาม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทั้งในตลาดเวียดนามและภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว

News 1 - 5 December - HCMC industrial park growth-Edit.pdf
Share :
Instagram