fb
แรงหนุนจากราคาน้ำมันและมาตรการอุดหนุนจากรัฐบาล ดันยอดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนีพุ่ง

แรงหนุนจากราคาน้ำมันและมาตรการอุดหนุนจากรัฐบาล ดันยอดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนีพุ่ง

โดย
Theeraporn
ลงเมื่อ 02 ตุลาคม 2569 05:00
สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))
1

เยอรมนีเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า หลังมาตรการอุดหนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของรัฐบาลเริ่มเห็นผล และราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์กำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ส่งผลให้เดือนกันยายนที่ผ่านมา ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งในสามของยอดรถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนในเยอรมนี ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปลดลงอย่างชัดเจน

ตลาดรถยนต์ของเยอรมนีกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนมาใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากต้นทุนการใช้งานรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลซึ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนกันยายน ขณะเดียวกันรัฐบาลเยอรมนีได้กลับมาใช้มาตรการสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง โดยให้ความช่วยเหลือแก่ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่สูงนัก

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานยานยนต์กลางเยอรมนี (Kraftfahrtbundesamt: KBA) ระบุว่า ในเดือนกันยายน 2026 มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลใหม่จดทะเบียนทั้งหมด 256,774 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 9% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ หรือรถยนต์ไฟฟ้าล้วน จำนวน 88,599 คัน คิดเป็นสัดส่วนถึง 34.5% ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมด นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าล้วนแล้ว รถยนต์ไฮบริดก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีสัดส่วน 38.5% ของรถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนในเดือนกันยายน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคจำนวนมากกำลังมองหาทางเลือกที่ลดการพึ่งพาเครื่องยนต์สันดาปและน้ำมัน รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินมีจำนวนจดทะเบียนใหม่ลดลงเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือ 44,632 คัน คิดเป็นเพียง 17.4% ของตลาด ส่วนรถยนต์ดีเซลลดลงมากกว่า 20% เหลือ 23,058 คัน หรือมีสัดส่วนเพียง 9% เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดรถยนต์เยอรมนีอย่างชัดเจน 

ราคาน้ำมันและมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นแรงผลักสำคัญ

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นคือราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็นเดือนที่ราคาน้ำมันแพงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกในเยอรมนี โดยราคาน้ำมันเบนซิน Super E10 ขึ้นไปแตะระดับ 2.22 ยูโรต่อลิตร เมื่อวันที่ 3 กันยายน ทำลายสถิติเดิมที่เกิดขึ้นในปี 2022 ขณะที่ราคาดีเซลพุ่งแตะระดับ 2.47 ยูโรต่อลิตรในวันที่ 17 กันยายน สำหรับผู้ใช้รถยนต์ทั่วไป ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ยังทำให้ต้นทุนการครอบครองรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริโภคบางส่วนจึงเริ่มนำค่าใช้จ่ายระยะยาวมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจซื้อรถยนต์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโต มาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน รัฐบาลเยอรมนีเริ่มมาตรการสนับสนุนการซื้อรถยนต์พลังงานสะอาดอีกครั้งในปีนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำและปานกลางมากกว่าการอุดหนุนแบบทั่วถึง ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าบางกลุ่มสามารถได้รับเงินสนับสนุนสูงสุดถึง 6,000 ยูโร ขึ้นอยู่กับรายได้ ลักษณะของครอบครัว และประเภทของรถยนต์ที่ซื้อ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ รวมถึงรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดบางประเภทและรถยนต์ที่มีระบบเพิ่มระยะทางวิ่ง โดยรถยนต์ที่จะเข้าข่ายได้รับการสนับสนุนต้องเป็นรถยนต์ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป 

รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรวมประมาณ 3 พันล้านยูโรสำหรับโครงการในช่วงปี 2026–2029 โดยคาดว่าจะสามารถสนับสนุนรถยนต์ได้ประมาณ 800,000 คัน การออกแบบนโยบายครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าที่เข้าถึงได้เฉพาะผู้มีรายได้สูงเท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้ประชาชนกลุ่มรายได้ต่ำกว่าเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้มากขึ้น ผลตอบรับเบื้องต้นทำให้รัฐบาลเยอรมนีประเมินว่าโครงการประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดไว้ โดยจนถึงต้นเดือนตุลาคม มีผู้ได้รับเงินสนับสนุนแล้วประมาณ 100,000 ราย ข้อมูลของรัฐบาลยังระบุว่า ครึ่งหนึ่งของผู้ขอรับเงินสนับสนุนมีรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 45,000 ยูโรต่อปี และประมาณสามในสี่มีรายได้ไม่เกิน 60,000 ยูโรต่อปี ตัวเลขดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่ามาตรการกำลังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือ สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกิน 45,000 ยูโรและมีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะสองคน เงินอุดหนุนอาจเพิ่มขึ้นไปถึงระดับสูงสุด 6,000 ยูโร ขณะที่ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้เกษียณที่มีรายได้จำกัดก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้ามือสองเพิ่มขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดรถยนต์ใหม่เท่านั้น ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในเยอรมนีพบว่าความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้ามือสองก็เพิ่มขึ้น แม้ว่ารถยนต์มือสองจะไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากโครงการของรัฐบาลก็ตาม ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในซาร์ลันด์ระบุว่า ลูกค้ามีคำถามเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่ และการซ่อมบำรุงรถยนต์รูปแบบใหม่ เพราะเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มจำนวนขึ้นในตลาด ความต้องการบริการหลังการขายและช่างที่มีทักษะเฉพาะด้านก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลจากรัฐซาร์ลันด์ยังแสดงให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวได้รับความนิยมในพื้นที่อย่างมาก เมื่อคำนวณตามจำนวนประชากร พบว่ามีการอนุมัติคำขอรับเงินสนับสนุนประมาณ 340 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน สูงกว่าหลายรัฐ เช่น บาวาเรียซึ่งอยู่ที่ประมาณ 290 ราย และทือริงเงินประมาณ 190 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน 

รถยนต์เยอรมันยังครองตลาด แต่คู่แข่งต่างชาติกำลังไล่ตาม

แม้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น และผู้ผลิตรายใหญ่ของเยอรมนียังคงมีบทบาทสำคัญในตลาด แต่ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนียังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ในเดือนกันยายน Mercedes-Benz มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 6.2% และ Audi เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่ Porsche ลดลง 18.8% Volkswagen ลดลง 6.1% และ BMW ลดลง 2.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลด้านความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนีจากสถาบัน ifo ซึ่งระบุว่า ดัชนีบรรยากาศทางธุรกิจของอุตสาหกรรมรถยนต์ลดลงมาอยู่ที่ -35 จุดในเดือนกันยายน ถือเป็นระดับที่เลวร้ายที่สุดของปี โดยบริษัทต่าง ๆ ประเมินทั้งสถานการณ์ทางธุรกิจ คำสั่งซื้อ และแนวโน้มการส่งออกในเชิงลบมากขึ้น ผู้ผลิตยังต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิต การแข่งขันระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือการเพิ่มขึ้นของแบรนด์รถยนต์จีนในตลาดเยอรมนี ข้อมูลเดือนกันยายนพบว่า BYD มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 85.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ Tesla ซึ่งเป็นผู้ผลิตต่างชาติอีกราย มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นถึง 268.7% การขยายตัวของแบรนด์ต่างชาติสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปที่กำลังเร่งปรับตัวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับผู้บริโภคการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอาจหมายถึงทางเลือกที่หลากหลายขึ้น ทั้งในด้านราคา เทคโนโลยี และรูปแบบรถยนต์ แต่สำหรับอุตสาหกรรมเยอรมัน การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญ เพราะผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนีต้องเร่งปรับตัวเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติที่สามารถนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าในหลากหลายระดับราคาและใช้เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

 

ที่มา 

tagesschau

Foto von Michael Marais auf Unsplash

Share :
Instagram