fb
UPS เตรียมทำลายพัสดุนำเข้าที่ไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรของสหรัฐฯ

UPS เตรียมทำลายพัสดุนำเข้าที่ไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรของสหรัฐฯ

โดย
Worawut
ลงเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 06:55
สคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Miami (USA))
58
1

เนื้อหาสาระข่าว: บริษัท ยูพีเอส (UPS) ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยต่อสำนักข่าว FOX Business เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า บริษัทอาจเริ่มดำเนินการ “ทำลาย” พัสดุนำเข้าบางรายการ หากไม่สามารถดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากรของสหรัฐฯ ได้ตามกฎหมาย ยูพีเอสระบุว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกฎระเบียบนำเข้าและข้อกำหนดด้านเอกสาร ซึ่งเป็นผลมาจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศที่ยังดำเนินอยู่ ได้ส่งผลให้กระบวนการศุลกากรมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งสำหรับพนักงานและลูกค้า ทั้งนี้ หากพัสดุไม่สามารถผ่านการตรวจปล่อยได้เนื่องจากข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือเอกสารประกอบไม่สมบูรณ์ บริษัทได้กำหนดแนวทางใหม่สำหรับการจัดการพัสดุที่ค้างอยู่ในศูนย์กระจายสินค้าของยูพีเอสทั่วประเทศ

นาตาชา อามาดี (Natasha Amadi) โฆษกของยูพีเอส เปิดเผยว่า ในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาข้อมูลที่จำเป็นเพื่อดำเนินการพิธีการศุลกากรได้ บริษัทมีทางเลือก 2 ทาง ได้แก่

  1. ส่งคืนพัสดุไปยังผู้ส่งต้นทาง โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่ง และ
  2. หากผู้รับไม่ตอบกลับและพัสดุไม่สามารถผ่านการตรวจปล่อยได้ การดำเนินการทำลายพัสดุดังกล่าวถือเป็นไปตามกฎระเบียบของศุลกากรสหรัฐฯ”

ยูพีเอสยังยืนยันว่า บริษัทพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พัสดุทุกชิ้นถูกจัดส่งถึงปลายทางโดยเร็วที่สุด ภายใต้การปฏิบัติตามกฎหมายศุลกากรของรัฐบาลกลาง โดยร้อยละ 90 ของพัสดุที่เข้ามาในวันแรกสามารถผ่านการตรวจปล่อยได้สำเร็จ

อามาดีกล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทได้ติดต่อกับลูกค้าเฉลี่ยมากกว่า 3 ครั้งต่อพัสดุหนึ่งชิ้น เพื่อช่วยชี้แจงความคลาดเคลื่อนระหว่างข้อมูลที่ลูกค้าส่งมากับข้อมูลที่ทางศุลกากรต้องการ และเพื่อให้บริการลูกค้าทุกท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยูพีเอสได้พยายามติดต่อซ้ำหลายครั้งเพื่อขอข้อมูลที่จำเป็นในการดำเนินพิธีการศุลกากรและส่งมอบพัสดุให้เร็วที่สุด”

ยูพีเอสเปิดเผยเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบศุลกากรในช่วงหลัง ส่งผลให้จำนวนพัสดุที่ค้างอยู่ในศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อามาดีกล่าวต่อไปว่า ยูพีเอสจัดส่งพัสดุนับล้านชิ้นทั่วโลกได้ตรงเวลาในแต่ละวัน แต่เนื่องจากกฎระเบียบการนำเข้าของสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงหลายประการ ทำให้พัสดุจำนวนมากไม่สามารถผ่านการตรวจปล่อยได้ เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับรายการสินค้าที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องตามข้อกำหนด” เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ยูพีเอสยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อ “พยายามประสานความเข้าใจในเรื่องข้อกำหนดใหม่” และยังคงมุ่งมั่นให้บริการลูกค้าภายใต้ข้อจำกัดทางกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นอย่างดีที่สุด

กฎระเบียบใหม่ของ รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดให้ระบุรายละเอียดสินค้านำเข้าอย่างละเอียด และการระงับสิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้โครงการ “de minimis” สำหรับพัสดุที่มีมูลค่าต่ำ ได้ส่งผลให้กระบวนการตรวจปล่อยศุลกากรล่าช้าลงอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้พัสดุจำนวนมากที่เคยสามารถนำเข้าโดยไม่ต้องเสียภาษีหรือต้องใช้เอกสารซับซ้อน บัดนี้จำเป็นต้องยื่นเอกสารแสดงรายละเอียดเต็มรูปแบบ ส่งผลให้เกิดความล่าช้า ต้นทุนเพิ่มขึ้น และจำนวนพัสดุที่ค้างอยู่ในศูนย์ตรวจปล่อยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บทวิเคราะห์: เป็นไปตามคาด เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันใด พร้อมกฎระเบียบใหม่ๆ จำนวนมากที่แน่นอนว่าจะต้องสร้างภาระงานมหาศาลแก่บรรดาผู้ให้บริการส่งสินค้าข้ามเส้นเขตแดน แม้แต่ไปรษณีย์สหรัฐฯ ที่มีระบบรองรับอย่างดี ก็เคยมีอันต้องสะดุด จากสถิติของสำนักงานศุลกากรและคุ้มครองเขตแดนแห่งชาติ (CBP) จำนวนและมูลค่าของสินค้านำเข้าที่เคยส่งผ่านช่องทางที่ได้รับการยกเว้นการตรวจสอบและภาษีศุลกากรหากมีมูลค่าต่อชิ้นไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นมหาศาลมาก และเมื่อยกเลิก ภาระอันหนักอึ้งจึงตกแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

ปีงบประมาณ (Fiscal Year)

จำนวนชิ้น (shipments)

มูลค่ารวม (ดอลลาร์สหรัฐฯ)

2023

1 พันล้านชิ้น

54.5 พันล้านดอลลาร์

2024

1.36 พันล้านชิ้น

64.6 พันล้านดอลลาร์

ข้อมูลนี้แสดงถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปี FY 2024 ที่มีจำนวน shipments เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 36 ซึ่งจำนวนดังกล่าวนั่นหมายถึง พัสดุจำนวน 1.36 พันล้านชิ้นที่เคยผ่านเข้าเขตแดนสหรัฐฯ โดยไม่ต้องตรวจสอบโดยละเอียด ไม่เคยมีเอกสารซับซ้อน ไม่เคยต้องนำมาประเมินมูลค่าภาษี ไม่เคยต้องสำแดงเอกสารหลักฐานมากมายและไม่เคยต้องชำระภาษีมาก่อน จะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ทุกชิ้น ซึ่งนั่นคืองานมหาศาล 1.36 พันล้านครั้งที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน แถมยังมีความยากลำบากเพิ่มขึ้นอีก 2 ประการ ได้แก่

  1. อัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากแต่ละแหล่งสินค้าที่ต่างกัน

  2. อัตราภาษีพิเศษสำหรับองค์ประกอบของสินค้า อาทิ ส่วนผลสมของโลหะเหล็กและอลูมิเนียมที่ต้องมีรายละเอียดมาแสดงเพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่แตกต่างไปอีก

ยังไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันใดที่ยังอาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ หากท่านผู้นำสูงสุดของสหรัฐฯ ต้องการหยิบเอามาตรการภาษีมาเจรจาต่อรองในกรณีใหม่ๆ ที่ท่านเห็นว่าจำเป็น

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: คำแนะนำสำหรับกรณีผู้ประกอบการที่ยังใช้การส่งสินค้าตรงถึงผู้บริโภคในสหรัฐฯ ก็คือ ในเบื้องต้น ขอให้เลือกใช้บริการส่งสินค้าที่เป็นมืออาชีพจริงๆ เรื่องนี้ เป็นภาระหน้าที่โดยตรงของผู้ให้บริการขนส่งในกรณีการส่งสินค้าผ่านทางเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ก็ต้องอาศัยผู้ให้บริการขนส่งแบบมืออาชีพเช่นกัน และแม้จะเป็นผู้ให้บริการระดับมืออาชีพของโลกอย่าง ไปรษณีย์สหรัฐฯ UPS หรือ DHL ก็ยังไม่อาจครอบคลุมได้ครบถ้วน ดังจะเห็นได้จากข่าวนี้ที่ชัดเจนว่ามีพัสดุที่ไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรของสหรัฐฯ อยู่ดีแม้ผู้ให้บริการเหล่านี้จะพยายามช่วยอย่างเต็มกำลังแล้วก็ตาม อีกทั้งเมื่อประกาศว่าจะทำลายทิ้ง นั่นก็แสดงว่ามีพัสดุที่ไม่ผ่านพิธีการดังกล่าวอยามากจนเป็นปัญหาในการจัดเก็บเสียด้วย สรุปง่ายๆ ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ผู้ประกอบการควรจะต้องรับทราบถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจพอจะสอบถามจากผู้ให้บริการได้ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก แต่ปัญหาที่ไม่สามารถถามจากผู้ใช้บริการเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน นั่นก็คือรายละเอียดของสินค้าของตนเอง ขอยกตัวอย่างเล็กๆ ที่ผู้นำเข้าหลายๆ ท่านอาจไม่ทันคิดด้วยซ้ำไป ได้แก่ ปลากระป๋อง ที่เคยนำเข้ามาตามปกติ และแม้จะทราบจากฝ่ายเทคนิคว่ากระป๋องที่บรรจุปลาส่งมานั้น มีส่วนประกอบที่เป็นเหล็กและอลูมิเนียม มากน้อยเพียงใด แต่ก็ไม่เคยสนใจเพราะไม่เคยจำเป็นต้องสำแดงในรายการการส่งออกมาก่อน แต่เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้ามาในสหรัฐฯ พ่อค้าปลากระป๋องก็ต้องวิ่งไปหาฝ่ายเทคนิคเพื่อที่จะทราบว่าแต่ละกระป๋องมีเหล็กและอลูมิเนียมมากน้อยแค่ไหน แล้วจะต้องเสียภาษีเพิ่มอีกเท่าไร และที่สำคัญ คือจะต้องสำแดงรายละเอียดดังกล่าวลงในเอกสารกำกับสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ด้วย เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ประกอบการไทยที่จะส่งสินค้ามายังสหรัฐฯ พึงระลึกเสมอว่าสินค้าที่จะส่งมานั้น หมายถึงสินค้าและองค์ประกอบของพัสดุทั้งชิ้นที่ส่งมาพร้อมกันนั้น ไม่ใช่เพียงสินค้าที่ตนผลิตเท่านั้น หากละเลย ย่อมอาจกลายเป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้านั้นไปถึงมือผู้บริโภคได้ตามคำสัญญา ซึ่งคงจะไม่ต้องบอกว่าในกรณีเช่นนี้ ผู้ขายคือผู้ที่ควรจะต้องรับผิดชอบ เพราะคงไม่อาจแก้ข้อกล่าวหาใดๆ ได้ว่ากฎระเบียบของสหรัฐฯ หยุมหยิมและเปลี่ยนแปลงไปมาไม่แน่นอนได้

*********************************************************

ที่มา: Fox
เรื่อง: “UPS may begin disposing of imported packages over customs issues”
โดย: Bonny Chu
สคต. ไมอามี /วันที่ 13 ตุลาคม 2568

Share :
Instagram