
เนื้อข่าว
กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม (Ministry of Agriculture and Environment) มีแผนดำเนินโครงการนำร่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับถิ่นกำเนิดสินค้า (traceability system) สำหรับทุเรียนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นฐานในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการสินค้าเกษตร การเพิ่มประสิทธิภาพด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ตลอดจนการขยายผลไปยังสินค้าเกษตรสำคัญประเภทอื่นในอนาคต ทั้งนี้ ทุเรียนถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนาม และมีบทบาทต่อรายได้จากการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ภายใต้แผนดังกล่าว โครงการนำร่องมีเป้าหมายในการพัฒนารูปแบบห่วงโซ่อุปทานทุเรียนต้นแบบที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ด้านการตรวจสอบย้อนกลับถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐานคุณภาพ และความโปร่งใสของข้อมูล โดยกำหนดดำเนินการทดสอบระบบในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินงานจะให้ความสำคัญกับการบูรณาการและเชื่อมโยงกระบวนการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานในลักษณะต่อเนื่องและสอดคล้องกันทั้งระบบ ตั้งแต่แปลงเพาะปลูกและเขตถิ่นกำเนิด ขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ การแปรสภาพสินค้า การเตรียมสินค้าเบื้องต้น การบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนกระบวนการขนส่งและการกระจายสินค้าไปสู่ตลาด
ระบบการตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าวได้รับการออกแบบให้สามารถรวบรวม จัดเก็บ และบริหารจัดการข้อมูลตลอดทั้งกระบวนการผลิตและการค้า โดยข้อมูลของทุเรียนแต่ละผลหรือแต่ละรุ่นการผลิต (batch) จะถูกแสดงบนฉลากสินค้า และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ผ่านรหัสคิวอาร์ (QR code) หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสม เพื่อรับรองถิ่นกำเนิด คุณภาพ และเส้นทางการจัดจำหน่ายของสินค้าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ หน่วยงานที่กำกับดูแลจะจัดตั้งคลังข้อมูล (data warehouse) บนแพลตฟอร์มที่บูรณาการฐานข้อมูลเฉพาะทาง และเชื่อมต่อกับชุดข้อมูลที่ได้รับการรับรองความถูกต้องด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (digitally signed data) จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิผลในการกำกับดูแล การติดตาม และการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า
ในด้านการดำเนินงาน คาดว่าจะมีผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 5 รายจากภาคการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ การแปรสภาพสินค้า การบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง และการกระจายสินค้า เข้าร่วมในโครงการนำร่องดังกล่าว ขณะเดียวกัน แผนงานได้กำหนดให้มีการจัดทำและติดเครื่องหมายรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (electronic authentication stamps) สำหรับทุเรียนที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงการทบทวน ปรับปรุง และยกระดับกรอบกฎระเบียบ ระเบียบวิธีปฏิบัติ รวมถึงเอกสารข้อแนะนำและคู่มือการปฏิบัติ (guidance documents) ที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวม การกำกับควบคุม และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (digital transformation) เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนโครงการ โดยจะมีการศึกษาและบูรณาการเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องแม่นยำ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของระบบ ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดการดำเนินการในระยะทดลอง ระบบดังกล่าวจะได้รับการประเมินผลอย่างรอบด้านเพื่อใช้เป็นฐานในการปรับปรุง แก้ไข และขยายผลไปยังสินค้าเกษตรสำคัญประเภทอื่น โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถดำเนินการอย่างเป็นทางการในระดับประเทศ (nationwide implementation) ภายในสิ้นปี 2569
ในภาพรวมทางการค้า ตามข้อมูลของกรมศุลกากรเวียดนาม การส่งออกทุเรียนของเวียดนามในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่กว่า 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยตลาดจีนยังคงครองสถานะตลาดส่งออกหลักคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 94.3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับระบบการตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานการกำกับดูแลสินค้าเกษตร เพื่อรองรับข้อกำหนดด้านการค้าและกฎระเบียบของตลาดคู่ค้าในระยะยาว
(แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การที่เวียดนามเตรียมดำเนินโครงการนำร่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนตั้งแต่ต้นปี 2569 สะท้อนถึงความพยายามเชิงนโยบายของภาครัฐในการรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมทุเรียน ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่ยังคงพึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนสูงมาก โดยคิดเป็นร้อยละ 94.3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ภายใต้บริบทที่จีนปรับเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ทางเทคนิคทางการค้า และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารอย่างต่อเนื่อง การยกระดับระบบกำกับดูแลคุณภาพและความโปร่งใสของข้อมูลสินค้าจึงกลายเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สำหรับภาคเกษตรเวียดนามในระยะต่อไป
ในเชิงนโยบาย กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามได้ประกาศกรอบการดำเนินโครงการนำร่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับทุเรียนอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของภาครัฐในการจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากการกระจุกตัวของตลาดส่งออก พร้อมทั้งลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ที่อาจสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการค้า เช่น มาตรการระงับการนำเข้าในบางพื้นที่ การตรวจพบมาตรฐานคุณภาพที่ไม่สอดคล้องกัน หรือข้อพิพาทเกี่ยวกับการแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ การจัดให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มีมาตรฐานเดียวกันและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานจะเอื้อให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถติดตาม ควบคุม และกำกับคุณภาพสินค้าได้ตั้งแต่ระดับแหล่งผลิตอย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
สาระสำคัญของโครงการนำร่องดังกล่าวอยู่ที่การจัดทำรูปแบบห่วงโซ่อุปทานทุเรียนต้นแบบที่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับ มาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร โดยกำหนด ให้มีการนำระบบมาทดลองดำเนินการในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 ภายใต้การกำกับและติดตามของกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลส่วนกลางที่บูรณาการข้อมูลเฉพาะด้าน และเชื่อมโยงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านการรับรองความถูกต้องจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ การคัดเลือกผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 5 รายจากทุกช่วงของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การจัดหาวัตถุดิบ การแปรรูป การบรรจุหีบห่อ ตลอดจนการขนส่งและการกระจายสินค้า จะช่วยให้การทดสอบระบบสะท้อนเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจจริงในเชิงพาณิชย์ และสนับสนุนการประเมินผลเชิงนโยบายเพื่อการขยายผลในระยะถัดไปอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ โครงการได้กำหนดให้มีการนำระบบเครื่องหมายรับรองอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับทุเรียนที่ผ่านการรับรองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยครอบคลุมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อาทิ QR Code, NFC และ RFID ซึ่งอยู่ภายใต้การออกแบบและการกำกับดูแลของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ด้านความมั่นคงและการรับรองความถูกต้อง กลไกดังกล่าวมีบทบาทในการยกระดับความน่าเชื่อถือและความเที่ยงตรงของข้อมูลสินค้า พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงป้องกันในการจำกัดความเสี่ยงจากการปลอมแปลง การแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า และการนำสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเพื่อการส่งออกอย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลการค้าสินค้าเกษตรส่งออกของเวียดนามในปัจจุบัน
ในด้านโครงสร้างการกำกับดูแล รัฐบาลเวียดนามได้จัดวางกรอบการแบ่งบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่หน่วยงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล หน่วยงานกำกับมาตรฐานการเพาะปลูกและแหล่งผลิต ไปจนถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการรับรองฉลากและการต่อต้านการปลอมแปลง แนวทางดังกล่าวสะท้อนความมุ่งหมายของภาครัฐในการพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับในลักษณะบูรณาการเชิงสถาบันและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน มากกว่าการดำเนินโครงการเชิงเทคนิคแบบแยกส่วน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฐานโครงสร้างสำคัญสำหรับการขยายผลไปสู่สินค้าเกษตรยุทธศาสตร์ประเภทอื่นในระยะต่อไป
ในภาพรวม แม้ทุเรียนจะเป็นสินค้าเกษตรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการส่งออกของเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านมาตรฐานคุณภาพ ความไม่โปร่งใสทางการค้า ตลอดจนแรงกดดันจากมาตรการทางเทคนิคและกฎระเบียบของประเทศผู้นำเข้ากลับมีแนวโน้มทวีความเข้มข้นมากขึ้น โครงการนำร่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับจึงถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกตั้งต้นในการจัดทำกรอบมาตรฐานกลางที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และสอดรับกับข้อกำหนดของตลาดคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงเชิงการค้า เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และสนับสนุนการยกระดับมูลค่าการส่งออกทุเรียนของเวียดนามในระยะกลางและระยะยาวที่มีความยั่งยืน
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
โครงการนำร่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนของเวียดนามสะท้อนทิศทางการยกระดับมาตรการทางเทคนิคด้านการค้าและกรอบการกำกับดูแลสินค้าเกษตรในระดับภูมิภาค ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลให้การแข่งขันในตลาดทุเรียน โดยเฉพาะตลาดจีนมีความเข้มข้นมากขึ้น ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยทั้งที่ดำเนินธุรกิจภายในประเทศและที่มีการลงทุนหรือเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในเวียดนาม อาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการปฏิบัติตามข้อกำหนด ตลอดจนความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการจัดการข้อมูล การควบคุมคุณภาพ และกลไกการตรวจสอบย้อนกลับให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ตลาดคู่ค้าเริ่มกำหนดในระดับที่สูงขึ้น
เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับกลยุทธ์ในเชิงโครงสร้าง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารคุณภาพ การรับรองถิ่นกำเนิด และการจัดเก็บข้อมูลสินค้าในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบและตรวจย้อนได้ การติดตามพัฒนาการด้านกฎระเบียบของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจกับคู่ค้าท้องถิ่นที่มีความพร้อม ด้านระบบตรวจสอบย้อนกลับ จะช่วยลดความเสี่ยงทางการค้าและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน
ขณะเดียวกัน โครงการดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีการเกษตร โลจิสติกส์ การจัดการข้อมูล และบริการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน สามารถขยายบทบาทเข้าสู่ตลาดเวียดนามในฐานะผู้ให้บริการหรือพันธมิตรทางธุรกิจได้มากขึ้น อีกทั้งการยกระดับมาตรฐานทุเรียนของเวียดนามยังส่งผลเชิงอ้อมต่อการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในตลาดจีนโดยรวม ซึ่งจะเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาสินค้าให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารระหว่างประเทศ สามารถรักษาและต่อยอดความสามารถในการแข่งขันในระยะกลางถึงระยะยาว ภายใต้บริบทการค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือมากกว่าปริมาณเพียงอย่างเดียว