
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการค้าของตุรกีได้แถลงถึงมาตรการภาษีใหม่สำหรับการนำเข้ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยกำหนดไว้อัตราร้อยละ 30 หรือไม่น้อยกว่า 8,500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคัน โดยการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้กับรถยนต์ที่นำเข้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรป และประเทศที่ตุรกีไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย และจะมีผลบังคับใช้ 60 วันหลังจากนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลตุรกีเพิ่งมีการปรับขึ้นภาษีการบริโภคพิเศษ (Special Consumption Tax หรือ SCT) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 25 ในขณะที่มีการปรับลดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์เบนซินและดีเซลที่ผลิตในประเทศลง
ทางกระทรวงฯ ระบุว่า มาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องการผลิตในประเทศจากแรงกดดันของการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม "เรายังคงดำเนินความพยายามเพื่อปกป้องการผลิตในประเทศจากแรงกดดันของการนำเข้าและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งปกป้องการจ้างงานและลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” และย้ำถึงบทบาททางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในระบบเศรษฐกิจของตุรกี โดยเน้นที่การมีส่วนร่วมผ่านการผลิต การส่งออก และการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยอ้างถึงการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มตลาดโลกและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของนโยบายกีดกันทางการค้าทั่วโลก ว่าเป็นเหตุผลหลักที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจออกมาตรการในครั้งนี้ "ภายใต้สถานการณ์สงครามการค้าทั่วโลกและการเพิ่มขึ้นของการกีดกันทางการค้า ทำให้เราจำเป็นต้องปกป้องตัวเองจากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นของการนำเข้า" อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ในวันเดียวกันนั้นได้มีการประกาศยกเลิกภาษีเพิ่มเติมที่เคยเรียกเก็บจากการนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ ที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2561 ด้วย ทำให้ภาษีนำเข้ารถยนต์จากอเมริกาในขณะนี้อยู่ในระดับเดียวกับแหล่งนำเข้าอื่นๆ
ภายใต้ข้อกำหนดใหม่นี้จะแบ่งประเภทรถยนต์ที่จะถูกบังคับใช้ได้ ดังนี้ รถยนต์ธรรมดาและไฮบริด (ยกเว้น Plug-in Hybrid) ถูกเรียกเก็บร้อยละ 25 ของมูลค่าศุลกากร หรือไม่น้อยกว่า 6,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคัน รถยนต์ Plug-in Hybrid ถูกเรียกเก็บร้อยละ 30 หรือ หรือไม่น้อยกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคัน และรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EVs) จะถูกเรียกเก็บร้อยละ 30 หรือ หรือไม่น้อยกว่า 8,500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคัน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้ารถยนต์แบรนด์ระดับโลกที่มีชื่อเสียงที่ไม่ได้มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศตุรกีอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง โตโยต้า ฮอนด้า และนิสสัน
การออกมาตรการภาษีใหม่ของรัฐบาลตุรกีในครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักที่สุดต่อผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น เนื่องจากมีส่วนแบ่งในตลาดตุรกีถึงร้อยละ 8.6 ในขณะที่แบรนด์จากสหรัฐอเมริกาและจีนได้รับประโยชน์เล็กน้อย โดยก่อนหน้านี้ ตุรกีใช้ภาษีเพิ่มเติมเฉพาะรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและจีนเท่านั้น โดยเรียกเก็บจากการนำเข้ารถยนต์สหรัฐฯ ที่ร้อยละ 50 และรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่ร้อยละ 40 แต่ภายใต้ระเบียบใหม่ใหม่นี้ ทุกรายจะต้องเสียภาษีพิเศษนี้ในอัตราเดียวกันหมด จึงทำให้ญี่ปุ่นต้องอยู่ภายใต้กรอบของภาษีใหม่เป็นครั้งแรก และเป็นการลบข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่แบรนด์ญี่ปุ่นเคยมีเหนือคู่แข่งจากสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถยนต์หลายรุ่นที่นำเข้าจากญี่ปุ่น (และไทย) โดยตามรายงานของ bigpara.hurriyet.com.tr ระบุว่า รถยนต์รุ่นที่คาดว่าจะต้องปรับราคาจะสูงขึ้น ได้แก่ ยี่ห้อ Honda รุ่น Civic (ผลิตในไทย) รุ่น Jazz รุ่น HR-V และรุ่น CR-V ยี่ห้อ Toyota รุ่น Corolla Cross รุ่น RAV4 และรุ่น Land Cruiser Prado ยี่ห้อ Lexus รุ่น LBX รุ่น NX รุ่น RX และรุ่น LM และยี่ห้อ Nissan รุ่น X-Trail และจะกระทบต่อยอดขายอย่างแน่นอน
นาย Ali Haydar Bozkurt ประธานสมาคมผู้จัดจำหน่ายรถยนต์และการสัญจร (ODMD) และ CEO ของ Toyota Türkiye ได้ออกมาเตือนว่า โครงสร้างภาษีใหม่ได้สร้างความไม่แน่นอนขึ้นในตลาด และการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างกะทันหันขัดขวางการวางแผนระยะยาวของอุตสาหกรรม โดยระยะเวลา 60 วัน ที่กำหนดไว้ให้สำหรับการปรับตัวนั้นไม่เพียงพอ เพราะการทบทวนคำสั่งซื้อ การผลิต และแผนโลจิสติกส์ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามเดือน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่าประเทศที่อยู่ไม่ได้มีความตกลง FTA เช่นเดียวกันอย่างสหรัฐฯ และจีน กลับได้รับความสะดวกบางประการ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ต้องเผชิญกับภาระทางการเงินที่หนักขึ้น ทั้งนี้ ทาง ODMD ได้เรียกร้องให้มีรูปแบบภาษีที่สมดุลและเป็นธรรมมากขึ้น โดยระบบที่มีประสิทธิภาพไม่ควรจะสร้างภาระต่อผู้บริโภคและส่งเสริมการใช้รถยนต์สมัยใหม่ จึงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในอุตสาหกรรมนี้ได้
ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของตุรกีในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 มียอดขายรวม 654,413 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 จากปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้า 462,904 คัน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 71 ของตลาด โดยแบรนด์ญี่ปุ่นมีจำนวน 39,721 คันของรถยนต์นำเข้าทั้งหมด หรือประมาณร้อยละ 8.6 ของการนำเข้ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล ในขณะที่แบรนด์ที่มีการผลิตในประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ปรับสมดุลของอัตราภาษีนำเข้าโดยรวม แต่อาจส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดและราคาขายปลีกของรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ
จากกรณีการเรียกเก็บภาษีพิเศษสำหรับการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศตามข่าว และให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าตุรกียังคงเดินหน้าดำเนินนโยบายในแนวทางปกป้องทางการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการปรับขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าทั่วไป ตั้งข้อจำกัดในการสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ และข้อกำหนดใหม่ๆ อีกหลายประการ โดยให้เหตุผลถึงการป้องกันตลาดและผู้ผลิตในประเทศจากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และมุ่งเป้าหมายไปที่การลดตัวเลขการขาดดุลการค้าเป็นหลัก ซึ่งในทางเศรษฐกิจมหภาคและในระยะยาว ยังคงต้องจับตามองกันต่อไปว่ามาตรการต่างๆ นี้ จะส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูงเกินจะแบกรับได้อยู่แล้วในขณะนี้ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมในอนาคตอย่างไร