
ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ปรับมาตรการการนำเข้าไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากไม้ เข้าสู่สหรัฐอเมริกา โดยได้ลงนามในประกาศ (Proclamation) ช่วงคืนวันส่งท้ายปีเก่าในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้าปี ค.ศ. 1962 เพื่อชะลอการปรับขึ้นอัตราภาษีออกไปอีกหนึ่งปี จากเดิมที่มีผลในวันที่ 1 มกราคม 2569 เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้า (Upholstered Furniture) ตู้ครัว (Kitchen Cabinets) และตู้ล้างหน้า (Vanities) โดยยังคงอัตราภาษีเดิมที่ร้อยละ 25
การตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองและสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ การลดแรงกดดันต่อค่าครองชีพของผู้บริโภค และการเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางการค้ากับประเทศคู่ค้าเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง และบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
เมื่อต้นปีนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้า ไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากไม้ (ผลิตภัณฑ์ไม้) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมอเมริกันและปกป้องความมั่นคงแห่งชาติการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เสร็จสิ้นการสอบสวนตามมาตรา 232 ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งพบว่า ปริมาณและเงื่อนไขปัจจุบันของการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไม้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ
ประธานาธิบดีทรัมป์ตระหนักว่า การพึ่งพาไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากไม้จากต่างประเทศมากเกินไป อาจบ่อนทำลายขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมก่อสร้าง และความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา การพึ่งพาไม้แปรรูปนำเข้าของอเมริกายังรุนแรงขึ้นจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลต่างชาติและแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้ของสหรัฐฯ ด้วยการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไม้ ประธานาธิบดีจึงตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นภาษี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพิ่มเติมกับประเทศอื่น ๆ
ประกาศฉบับนี้ต่อยอดจากมาตรการการคุ้มครองอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญก่อนหน้านี้ของรัฐบาลทรัมป์ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายการค้าและอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ รับใช้ผลประโยชน์แห่งชาติ ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดนโยบายการค้า “อเมริกาต้องมาก่อน” เพื่อทำให้เศรษฐกิจอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้มาตรา 232 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ และเสริมสร้างภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมเหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดงและยานยนต์
ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กำลังดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในหลายอุตสาหกรรม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยา เครื่องบินพาณิชย์ กังหันลม หุ่นยนต์ ระบบอากาศยานไร้คนขับ และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) เพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของอเมริกา แก้ไขความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่เท่าเทียมซึ่งคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ และเยียวยาผลกระทบจากการค้าที่ไม่เท่าเทียมโดยได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร ประกาศ และบันทึกประธานาธิบดีหลายฉบับ เพื่อส่งเสริมการทำเหมือง การผลิต และการลงทุนในอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงการลดกฎระเบียบและขจัดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ
ข้อคิดเห็น
การเลื่อนภาษีดังกล่าวจากเดิมเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะมีแผนจะปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 30 และตู้ครัวและตู้ล้างหน้าจะปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 50 จึงทำให้ผู้ประกอบการนำเข้าและผู้บริโภคยังไม่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะสั้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมภายในประเทศยังได้รับการคุ้มครองในระดับหนึ่งจากอัตราภาษีที่มีอยู่ ซึ่งการปรับขึ้นภาษีอาจส่งผลให้ราคาสินค้าเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของครัวเรือนอเมริกันในช่วงที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง
มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ในประเทศ โดยเฉพาะในรัฐที่เป็นฐานการผลิตสำคัญ เช่น รัฐนอร์ทแคโรไลนา พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมไม้ของสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
การคงอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 25 จนถึงต้นปีหน้า จึงเป็นโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนประสานงานร่วมกันในการเร่งการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ